เดินหน้าชน : รอวัคซีน

ดูเหมือนว่าการปรับมาตรการควบคุมโควิด-19 ของรัฐบาลล่าสุด หลายคนรู้สึกว่าน้อยไปหน่อย ไม่ทันอกทันใจ เพราะเชื่อว่าขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 คลี่คลายไปมากแล้ว เมื่อดูจากตัวเลขการติดเชื้อและเสียชีวิต จึงน่าจะผ่อนปรนให้มากกว่านี้ เพราะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ เรื่องปากเรื่องท้อง เข้าขั้นวิกฤตแล้ว

แม้ว่าที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบประกอบด้วย

1.ปรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ตั้งแต่ 1 ต.ค.64 ได้แก่ เปิดกิจการ/กิจกรรม เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และเด็กก่อนวัยเรียน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ ร้านทำเล็บ ร้านสัก สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (นวด สปา) กีฬาในร่ม โรงภาพยนตร์ การเล่นดนตรีในร้านอาหาร

ยังไม่เปิดดำเนินการ ได้แก่ ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุมหรือสถานที่จัดนิทรรศการ

ลดเวลาห้ามออกจากเคหสถาน เป็น 22.00-04.00 น. อย่างน้อย 15 วัน

ขยายเวลาสำหรับกิจการ/กิจกรรม เปิดบริการได้ถึง 21.00 น. ได้แก่ ศูนย์การค้า ร้านสะดวกซื้อ กีฬากลางแจ้งหรือในร่มเป็นที่โล่ง กีฬากลางแจ้งมีผู้ชมได้ ร้อยละ 25

2.ปรับมาตรการผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร ได้แก่ ปรับลดเวลากักตัวสำหรับผู้มีเอกสารวัคซีนโควิดครบ เหลือ 7 วัน ส่วนผู้ไม่มีเอกสารให้กักตัว 10-14 วัน สำหรับการเดินทางเข้าประเทศทางอากาศกักตัว 7 วัน ทางน้ำและทางบก กักตัว 10-14 วัน อนุญาตให้ทำกิจกรรมในสถานที่กักกัน ตามเงื่อนไขที่กำหนด

เปิดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว เพิ่มเติม ตั้งแต่ 1-31 ต.ค.64 ได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า สุราษฎร์ธานี, เขาหลัก เกาะยาว พังงา และเกาะพีพี เกาะไหง ไร่เลย์ คลองม่วง ทับแขก กระบี่

และแนวทางเปิดพื้นที่เพิ่มเติม 10 จังหวัด เริ่ม 1 พ.ย.64 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ พังงา ทั้งจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ เฉพาะ หัวหิน หนองแก, เพชรบุรี เฉพาะ ชะอำ, ชลบุรี เฉพาะ พัทยา บางละมุง จอมเทียน บางเสร่, ระนอง เฉพาะเกาะพยาม, เชียงใหม่ เฉพาะ อ.เมือง แม่ริม แม่แตง ดอยเต่า, เลย เฉพาะ เชียงคาน และบุรีรัมย์ เฉพาะ อ.เมือง

มีคำถามว่า จริงๆ แล้วน่าจะผ่อนคลายได้มากกว่านี้หรือเปล่า โดยเฉพาะให้กิจการต่างๆ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจกลางคืน อีกจำนวนมาก กำลังรอความหวัง เพราะโดนสั่งปิดไป
นานมาก โดนก่อนเพื่อน ปลดล็อกหลังเพื่อน มีอยู่หลายกิจการ

คำตอบก็คือ เพราะรัฐบาลยังกลัวการระบาดระลอก 5 กลับมา ก็เลยใช้วิธีเปิดแบบค่อยๆ แง้ม ไม่เปิดกว้างผัวะเลยทีเดียว

ครั้นจะไม่เปิดเลย รอให้สถานการณ์แพร่ระบาดลดลงจนมั่นใจก่อน ก็คงไม่ได้ เพราะต้องหางบประมาณมาเยียวยา

ในขณะที่รัฐบาลอาจจะยังทำได้ไม่ดีพอในเรื่องการหารายได้ และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที เพราะมีปัญหาเรื่อง
ติดระบบราชการ ขั้นตอนเยอะ แก้ปัญหาล่าช้า

ประเด็นสำคัญก็คือ การจัดหาวัคซีนมาฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ยังไม่รวดเร็วเท่าทันกับสถานการณ์ทั่วโลก หลายประเทศเริ่มคลายมาตรการต่างๆ เดินหน้าด้านเศรษฐกิจไปไกลแล้ว

รัฐบาลชอบอ้างว่า ตอนนี้นำเข้าวัคซีนมาจำนวนมาก สามารถทำได้ตามแผนภายในสิ้นปี ต้องหาให้ได้ 100 ล้านโดส เป็นอย่างน้อย ตอนนี้ระดมฉีดวัคซีนได้เกินกว่าเป้าหมายแล้ว

ถามว่าเป้าหมายที่กล่าวมานั้น ตั้งไว้ในขณะสถานการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร แล้วตอนนี้เป็นอย่างไร

ตอนนี้วัคซีนหาได้ง่ายขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน ทำไมไม่เร่งหามาเพิ่มอีกเรื่อยๆ ในเมื่อเราคิดว่าทุกอย่างขึ้นกับวัคซีน ไม่ต้องจำกัดแค่ให้ได้ตามเป้าหมาย ต้องระดมอัดเข้ามาเยอะๆ ฉีดให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุด

อย่ามัวหลงระเริงอยู่กับตัวเลขฉีดได้เกินเป้า แต่ต้องมองว่า ทำได้เร็วกว่านี้อีกหรือไม่

เรามั่นใจว่าระบบสาธารณสุขของเราสุดยอดอยู่แล้ว เห็นได้จากตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ได้วันละ 1 ล้านโดส แต่ทำได้จริงทะลุไปถึง 1.4 ล้านกว่าโดส

จึงเหลือแค่รัฐบาล จะทำยังไงถึงจะเร่งหาวัคซีนมาให้ได้มากและเร็วกว่านี้

อย่าไปโยนให้เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุขคนเดียว พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบ โดยมิอาจปฏิเสธได้ เพราะผลกระทบจากเรื่องนี้โดนกันทั่วหน้า จะมาโยนว่ามอบหมายให้ สธ.ไปดูแล้ว เหมือนกับไม่รับผิดชอบ

ตอนนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายขึ้นเรื่อยๆ โควิดกำลังจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น ยุคหลังโควิดกำลังจะมา รัฐบาลต้องมองไปข้างหน้า จะเดินไปยังไงต่อ ต้องเร่งสปีด

หรือว่าตอนนี้รัฐบาลบิ๊กตู่กำลังเจอมรสุมภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จากเดิมขยับตัวช้าอยู่แล้ว ก็เลยไปกันใหญ่

เอาเป็นว่า ถ้าไม่ไหว อย่าฝืน ให้คนอื่นลองมาทำบ้าง ไม่ใช่เรื่องเสียหน้าแต่อย่างใด

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้PEA ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย
บทความถัดไปแจ้งยุติโครงการ #หมอริทช่วยโควิด หลังระบบ สธ.ดูแลทั่วถึง ‘หมอริท’ หวังไม่ต้องกลับมาทำอีก