“เลสเตอร์ ซิตี้” ทีมฟุตบอลขนาดกลางของเอกชนไทย อย่าง “คิง เพาเวอร์” ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังพุ่งผงาดอย่างน่าทึ่ง
จากทีมหนีตกชั้นเมื่อฤดูกาลก่อน มาสู่การเป็นทีมลุ้นแชมป์แบบเต็มตัวในฤดูกาลนี้
ด้วยฟอร์มการเล่นสม่ำเสมอ แพ้น้อยที่สุดในลีก มิหนำซ้ำ ในสองนัดล่าสุด ยังเอาชนะทีมที่ “ชื่อใหญ่กว่า” อย่างลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ขาดลอยอีกต่างหาก
ถ้าในวันวาเลนไทน์ สัปดาห์หน้า เลสเตอร์สามารถบุกไปเอาชนะหรือแบ่งแต้มจากอาร์เซนอลได้ถึงกรุงลอนดอน ทีม “จิ้งจอกสยาม” ก็จะขยับสถานะกลายเป็น “ทีมเต็งแชมป์” อย่างเต็มตัวและสมภาคภูมิ
และหากเลสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกขึ้นมาจริงๆ ก็จะถือเป็น “ตำนาน” หรือ “เทพนิยาย” บทหนึ่ง ของวงการฟุตบอลอังกฤษ
ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา เลยทีเดียว
ความสำเร็จในแวดวงธุรกิจกีฬาระดับโลกของเลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การบริหารงานของคิง เพาเวอร์ ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มทุนไทยนั้น ปรับตัวและทำงานกับระบบทุนนิยมโลกได้เป็นอย่างดี
คิง เพาเวอร์ เข้าไปเทกโอเวอร์เลสเตอร์ ขณะตกลงไปเล่นในดิวิชั่นรอง
เริ่มลองผิดลองถูก จากการใช้โค้ชแพงๆ นักเตะแพงๆ เกินระดับลีก ก่อนจะได้รับผลลัพธ์ที่สวนทางกับการลงทุนดังกล่าว
แล้วหันมาใช้งานโค้ชและนักเตะที่เกรดไม่สูงล้น ทว่าสามารถประคับประคองทีมสปิริตเอาไว้ได้ จนค่อยๆ สร้างผลงานดีขึ้น กระทั่งได้เลื่อนชั้นกลับขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง
ฤดูกาลแรกของการหวนคืนสู่พรีเมียร์ลีก ทีมจิ้งจอกสยามเล่นบอลสนุก แต่เก็บแต้มไม่ค่อยได้อยู่เกือบค่อนฤดูกาล อย่างไรก็ดี ทีมกลับเก็บชัยชนะเป็นกอบเป็นกำอย่างน่าเหลือเชื่อในช่วงท้าย จนรอดตกชั้นสำเร็จ
ความสำเร็จในครั้งนั้น หลายคนยกให้เป็นเครดิตของอดีตกุนซือ ไนเจล เพียร์สัน
แต่เพียร์สันก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ก่อนหน้าฤดูกาลการแข่งขันปัจจุบันจะเริ่มขึ้น หลัง เจมส์ เพียร์สัน ลูกชายของเขา ซึ่งเป็นนักเตะของเลสเตอร์เช่นกัน มาก่อเรื่องราวเซ็กซ์ฉาวขณะทัวร์ปรี-ซีซั่นที่เมืองไทย
การเลือก เคลาดิโอ รานิเอรี่ เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมแทนเพียร์สัน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยในระยะแรก
เพราะแม้กุนซืออิตาเลียนวัย 64 ปี จะเคยผ่านงานคุมสโมสรใหญ่ๆ มาเยอะแยะ แต่กลับประสบความสำเร็จระดับสูงสุดไม่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจสืบเนื่องมาจากความเป็น “คนคิดมากคิดเยอะเกินไป” ของเจ้าตัว
แถมเครดิตล่าสุด คือ การคุมทีมชาติกรีซ ก็เข้าขั้นขี้เหร่ จนทำให้ทีมที่เพิ่งโชว์ฟอร์มได้ดีในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่บราซิล ต้องกระเด็นตกรอบคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปแบบหมดท่า
ทว่าไปๆ มาๆ การเลือกรานิเอรี่เข้ามาคุมทีมขนาดกลางๆ ที่เต็มไปด้วยนักเตะชื่อเสียงระดับเกรดบีถึงบีบวก ค่าตัวไม่แพงเวอร์ (ก่อนเปิดฤดูกาล) กลับกลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมของบอร์ดบริหารเลสเตอร์
หากประเมินจากผลการแข่งขัน ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่ง “คุ้มค่า” กับกำลังทรัพย์ที่ทุ่มลงไปอย่างมีสติตลอดหลายปีที่ผ่านมา
การอดทนรอเวลา การรู้จักเลือกใช้คน และการไม่ใช้เงินแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อันนำมาสู่การประสบความสำเร็จภายใต้กฎ กติกา การแข่งขันที่เป็นสากล คือ สิ่งที่น่าถูกพูดถึงมากที่สุด สำหรับเลสเตอร์ ซิตี้ และคิง เพาเวอร์
นี่คือความสำเร็จที่ไม่ได้มีลักษณะ “เฉพาะ” แบบไทยๆ เป็นองค์ประกอบสนับสนุนหลักหรืออุปสรรคขัดขวางสำคัญ (อาจมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมหรือความเชื่อไทยๆ บางอย่าง เข้ามาเสริมส่งเป็นสีสันกำลังใจบ้าง)
นี่คือความสำเร็จที่ทำให้ใครต่อใครรู้สึกแฮปปี้ (ไม่โกรธเคืองขุ่นมัว) ไปด้วยได้ในระดับหนึ่ง

