โลกรวน ความเสี่ยง และภูมิคุ้มกันของไทย

รายงานประเมินครั้งที่ 6 ที่เป็นรายงานคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (IPCC) ที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2564 ยืนยันว่ามนุษย์เป็นตัวการที่ทำให้เกิดผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่จะมีผลกระทบแบบสุดขั้วได้อย่างแน่นอน
โลกรวนหรือมักรู้จักกันว่าปรากฏการณ์โลกร้อน ซึ่งเกิดจากการที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากการสะสมตัวของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่นๆ ที่เรียกว่าก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลกที่ทำให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ถูกกักอยู่และไม่สามารถระบายออกไปได้ การศึกษาของ IPCC พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลก (ทั้งบนบกและผิวน้ำ) เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.85 องศาเซลเซียส (0.65-1.06 C) ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา (พ.ศ.2423-2555) การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลกทำให้ระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้น 0.19 (0.17-0.21) เมตร

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง และการละลายของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ ทำให้มีการปลดปล่อยไวรัสและแบคทีเรียและบางสปีชี่ของสัตว์กลายเป็นตัวแพร่เชื้อโรค เช่น ค้างคาว หนู เกิดเป็นโรคระบาดหรือโรคอุบัติใหม่ ในการสำรวจความเห็นของ
เครือข่ายองค์กรนานาชาติของ World Economic Forum เพื่อจัดลำดับความเสี่ยงของโลกใน Global Risk Report 2021 อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว ได้รับการโหวตให้เป็นความเสี่ยงลำดับสูงทั้งในด้านโอกาสและขนาดของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีผลกระทบที่ต่อกันเป็นลูกโซ่ กระจายไปทั่วและมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้เริ่มมีการบรรยายสภาพที่เกิดขึ้นว่าเป็นโลกรวน

ผลกระทบไม่แน่นอนและไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกนี้ จากความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สามารถยืนยันได้เป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลก เป็นความเสี่ยงทั้งในด้านมิติพื้นที่ขนาดของผลกระทบและเวลา คือ จะก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่เท่ากันและอาจเกิดผลกระทบเร็วช้าต่างกันและไม่เหมือนกันสำหรับแต่ละภูมิภาคและพื้นที่ เช่น ในเขตอบอุ่นจะมีอากาศที่อุ่นขึ้นในขณะที่เขตร้อนและเขตศูนย์สูตรจะมีอากาศซึ่งร้อนขึ้นซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนหนึ่งยังขึ้นอยู่กับมาตรการตอบสนองของมนุษย์ซึ่งอาจจะทำให้ปัญหาร้ายแรงมากหรือน้อยก็ได้

สาเหตุของการเกิดก๊าซเรือนกระจกเกิดจากการบริโภค การเดินทางของมนุษย์และใช้ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งไปเพิ่มปริมาณของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ แต่การระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมาทำให้กิจกรรมของมนุษย์ลดลงอย่างฮวบฮาบจากที่มาตรการล็อกดาวน์เมืองและการชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเกิดผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากการลดกิจกรรมของมนุษย์ลง

ไทยมีความเสี่ยงสูงจากภาวะโลกร้อน ประเทศไทยถูกจัดไว้เป็นอันดับ 9 จาก 180 ประเทศทั่วโลก จากการจัดอันดับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศโดยใช้ดัชนี Climate Risk Index (CRI) โดย GERMANWATCH ที่มีความอ่อนไหวของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในปี ค.ศ.2000-2019 (CRI Score เท่ากับ 29.83) เทียบกับเมียนมาอยู่ในลำดับ 2 (CRI Score 10.00) และฟิลิปปินส์ลำดับ 4 (CRI Score 18.17) การทบทวนการศึกษาที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่จะมีผลกระทบต่อไทยของ สกสว. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (2564)ที่ทำให้กับโครงการประเทศไทยในอนาคตของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติระบุว่า อุณหภูมิในภาพรวมของประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1 องศาในช่วง 40 ปีที่แล้วและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 องศาในช่วงกลางศตวรรษที่ 21 (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย 2554, 2559) และประเทศไทยจะมีอากาศร้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การใช้สมการถดถอยอย่างง่ายโดยใช้อุณหภูมิโลกเป็นตัวแปรต้นเพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ พบว่าอุณหภูมิในภาพรวมของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.67 องศา และอุณหภูมิรายภาคจะมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในช่วงระหว่าง 1.35 ถึง 1.99 องศา โดยภาคตะวันออกจะมีอุณหภูมิสูงที่สุด ส่วนความรุนแรงของอุณหภูมิในรูปของจำนวนคืนที่ร้อนขึ้นนั้น พบว่าจะเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

การจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยขับเคลื่อนที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของสภาพสิ่งแวดล้อมไทยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI 2564) สำหรับโครงการอนาคตประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่าผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนนโยบายของรัฐว่าเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่จะมีความสำคัญและความไม่แน่นอนมากที่สุดสำหรับอนาคตทั้งในเรื่องการลดความเสี่ยง ความชัดเจน ความต่อเนื่อง การสร้างภูมิคุ้มกัน การกำหนดมาตรฐานและการบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง รวมทั้งการบูรณาการและการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ การพัฒนาและส่งเสริมเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

TDRI ได้ประเมินฉากทัศน์อนาคตของผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อภาคเกษตร เผยให้เห็นถึงภาวะอันยากลำบากของภาคเกษตร ซึ่งต้องผจญกับปัญหาดิน ฟ้า อากาศแปรปรวน อุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่ในภาคสาธารณสุข มีการเตรียมพร้อมทำให้ประเทศมีภูมิคุ้มกันที่ดี ในภาพรวม TDRI เลือกแกนฉากทัศน์ 2 แกน คือ ระดับความสามารถในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีการจัดการความรู้ บูรณาการข้อมูล ตลอดจนการบริหารในระดับต่างๆ กับแกนความสามารถในการปรับตัวของภาคเอกชน ประชาชนและภาครัฐ ซึ่งหากรัฐไม่สามารถพัฒนาและบูรณาการจัดการให้ดีขึ้นใน 20 ปีข้างหน้า ก็จะเกิดปรากฏการณ์ของ 2 ฉากทัศน์ (ชื่อฉากทัศน์ไทยผู้เขียนเป็นผู้เติม) ฉากทัศน์แรก คือ ไทยหม่น (Gloomy)
เป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด และไทยหมองมลพิษ (Brownie) เป็นฉากทัศน์ที่ดีกว่าไทยหม่นตรงที่ภาคเอกชนและประชาชนมีความตระหนักในปัญหาและมีการปรับตัว แต่ภาครัฐยังไม่เอื้อ ส่วนฉากทัศน์ที่รัฐมีการปรับตัวก็มี 2 ฉากทัศน์ คือ ไทยผลิบาง (Green but vulnerable) คือ การบูรณาการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐดีขึ้นมากแต่ยังขาดการบูรณาการฐานข้อมูลด้านภูมิอากาศและฉากทัศน์สุดท้ายเป็นฉากทัศน์ที่พึงประสงค์ คือ ไทยยืดหยุ่นและยั่งยืน คือ ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั้งในภาครัฐ เอกชน และประชาชน

เราต้องการภาครัฐที่เข้มแข็ง แต่ยืดหยุ่นโดยเฉพาะมีการกระจายอำนาจไปยังพื้นที่มากขึ้นเพราะการแก้ไขปัญหาจะแตกต่างกันตามพื้นที่ ประสบการณ์จากการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ทำให้เห็นชัดว่ารัฐบาลไทยทั้งระบบราชการและระบบรัฐสภาต้องมีการปรับตัวให้ยืดหยุ่นมีการบูรณาการที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ต่อสู้กับความยากลำบากด้วยสามัคคีและความร่วมมือ ชะตากรรมร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตใหม่
บทความถัดไป1 ตุลาคม วันชาติจีน 72 ปี ‘สร้างโลกใหม่’ สู่พรุ่งนี้บน ‘เรือลำเดียวกัน’