กรณีการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 สะท้อน “บทเรียน” อันแหลมคมยิ่งทั้งในทางการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “กลยุทธ์”
เหมือนกับ “พลังนักศึกษา” จะเป็น “ปัจจัย” สำคัญ
โดยเฉพาะการจุดชนวนโดย “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมี ธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้ริเริ่มและเป็นผู้นำทั้งในการเคลื่อนไหวและ “จุดประกาย”
เป็น “ความจริง”
พลันที่รัฐบาลลงมือจับกุม 10 นักเคลื่อนไหวในวันที่ 6 ตุลาคม และจับต่อเนื่องอีก 3 ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะการพยายามโยงเข้าไปยังข้อกล่าวหาฝักใฝ่ “คอมมิวนิสต์” ทั้งที่เป็นเพียงการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
ก็คล้ายกับเป็นการสาด “น้ำมัน” เข้าไปใน “กองไฟ”
ไม่เพียงแต่เหล่าอาจารย์ที่นำโดย ปราโมทย์ นาครทรรพ เดินทางไปเยี่ยมเยียน “ผู้ต้องหา” ถึงสถานที่คุมขัง หากนำไปสู่การล็อกกุญแจห้องสอบ ส่งผลให้นักศึกษาไหลไปรวมกัน
โดยมี “ลานโพธิ์” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นจุดเริ่มต้น
จากนั้นก็นำไปสู่การชุมนุมอย่างยืดเยื้อกระทั่งเต็มสนามฟุตบอล และก็เคลื่อนขบวนไปบนถนนราชดำเนิน
ที่สุดก็นำไปสู่ “คลื่น” อันอึกทึกครึกโครมของ “มวลมหาประชาชน”
คําถามที่เสนอเข้ามาก็คือ พลังของ “มวลมหาประชาชน” เป็นปัจจัยสำคัญกระทั่งสามารถแสดงพลานุภาพและนำไปสู่ชัยชนะอย่างแท้จริง-จริงหรือ
เป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นอย่างเดียว
เพราะว่าในเช้าของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 นั้นไม่ว่านักศึกษา ประชาชน ไม่ว่ารัฐบาล ล้วนสามารถตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง
นำไปสู่การสลายการชุมนุม
แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ตำรวจในบังคับบัญชาของ พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ได้ปะทะกับนักศึกษาบริเวณหน้าสวนจิตรลดา
เด่นชัดยิ่งว่า “เริ่มต้น” มาจาก “ตำรวจ”
เหตุปะทะบริเวณหน้าสวนจิตรลดาต่างหากคือ ปัจจัยอันมากด้วยความละเอียดอ่อนและส่งผลให้สถานการณ์เดือนตุลาคมมิอาจยุติลงได้โดยราบรื่น
เพราะเท่ากับ “ความรุนแรง” มาจาก “ตำรวจ”
ตำรวจอันเป็นกลไกของรัฐบาล จากนั้นการต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่ายก็เริ่มขึ้น และก็มีกองกำลังอย่างที่เรียกว่า “ไม่ทราบฝ่าย” เข้ามาเบียดแทรก รับรู้กันว่าเป็นกองกำลังภายใต้การสั่งการโดย “นายทหาร” ที่มีบทบาทสู้รบอย่างลับๆ ใน “ราชอาณาจักรลาว”
“ปัจจัย” ตรงนี้ต่างหากที่ไม่ควรมองข้าม
หากสามารถ “คลี่คลาย” ข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้รับ “คำสั่ง” จากใครให้จัดการกับนักศึกษา ประชาชน ซึ่งกำลังจะกลับบ้าน
ก็จะได้ “คำตอบ”
เช่นเดียวกับ หากสามารถอธิบายได้ว่า การปรากฏตัวของกองกำลัง “ไม่ทราบฝ่าย”
ซึ่งเป็นอาสาสมัครทหารพรานที่รับจ้างรบในราชอาณาจักรลาวมาอย่างไร
ก็จะได้ “คำตอบ”
1 คำตอบว่า “ปัจจัย” อันเป็นจุดชี้ขาดสถานการณ์ว่าเป็นชัยชนะ ว่าเป็นความพ่ายแพ้มาจากปัจจัยใดในทางการเมือง
นั่นก็คือ เป็น “ใคร” ที่มีบทบาท
1 คำตอบว่า “ปัจจัย” อันก่อรูปขึ้นเป็นขบวนการในการต่อต้านและทำลายล้างอำนาจแห่ง “ระบอบถนอม-ประภาส” นั้นประกอบส่วนขึ้นอย่างไร
เป็นพลังอันบริสุทธิ์ของ “นักศึกษา” ล้วนๆ อย่างนั้นหรือ
หรือว่าเป็นพลังอันดำเนินไปอย่างมีการสามัคคีกันอย่างหลากหลาย ก่อรูปขึ้นเป็น “แนวร่วม” หลวมๆ ในทางการเมือง
โดยพุ่งเป้าไปยัง “ระบอบถนอม-ประภาส” อย่างเป็นเอกภาพ
ในที่สุดแล้ว “ปัจจัย” อะไรที่ชี้ขาดชัยชนะอย่างแท้จริง เป็นปัจจัยจาก “ภายนอก” หรือเป็นปัจจัยจาก “ภายใน”
ต้องทำความเข้าใจด้วยว่ากระบวนการต่อต้าน “ระบอบถนอม-ประภาส” มิได้มีแต่ นักศึกษาหรือประชาชน
หากภายในกลุ่มที่กุมกลไกแห่ง “อำนาจรัฐ” ร่วมกับ จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ก็มีอยู่
และรุนแรงถึงกับต้องการ “กำจัด”

