หน้าแรก คอลัมนิสต์ วันต่อต้านโทษ...

วันต่อต้านโทษประหารสากล

16.10.21 | 14:05 น.

วันที่ 10 ตุลาคม เป็นวันต่อต้านโทษประหารสากล หรือวันแห่งการตระหนักรู้ของพลเมืองในเรื่องโทษประหาร เมื่อปี 2546 สัมพันธมิตรโลกต่อต้านโทษประหารชีวิต (World Coalition Against the Death Penalty) ได้เชิญชวนให้ใช้วันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันที่การเคลื่อนไหวยุติโทษประหารของภาคประชาสังคม นักการเมือง ทนายความ ฯลฯ ทั่วโลก จะร่วมกันรณรงค์โดยมีเป้าหมายให้ยกเลิกโทษประหารอย่างเป็นสากล การใช้วันที่ 10 ตุลาคมเป็นวันต่อต้านโทษประหารสากลได้รับการสนับสนุนโดยองค์กรภาคประชาสังคม เช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International AI) รวมทั้งรัฐบาลหลายแห่ง และองค์การสหประชาชาติ ต่อมาในปี 2550 สหภาพยุโรปได้ประกาศให้วันที่ 10 ตุลาคมเป็นวันต่อต้านโทษประหารของยุโรป

วันสากลของปีนี้อุทิศแด่ผู้หญิงที่เสี่ยงต่อการถูกตัดสินประหารชีวิต, ได้รับการตัดสินประหารชีวิต, ถูกประหารไปแล้ว, หรือได้รับการลดโทษประหารแล้ว ด้วยเหตุว่าในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่นั้น ผู้หญิงอาจถูกเลือกปฏิบัติเหตุด้วยอคติทางเพศหรือเพศสภาพ อาจถูกกระทำทารุณก่อน หรืออาจถูกใช้ให้ทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นต้น

ในประเทศไทย มีการรวมตัวกันหลวม ๆ ขององค์กรภาคประชาสังคม เป็น “เครือข่ายยุติโทษประหารชีวิต” สมาชิกเครือข่ายที่ขยันขันแข็งที่สุดคือองค์กรนิรโทษกรรมสากล นอกจากนี้ก็มีภาควิชาการ ได้แก่ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนองค์กรพัฒนาเอกชนก็มีมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในปีนี้ เครือข่ายยุติโทษประหารชีวิตได้จัดกิจกรรม 2 กิจกรรม คือการจัดประชุมกลุ่มเจาะจง (focus group) แบบออนไลน์ในวันที่ 8 ตุลาคม และการประชุม Club House ในวันที่ 10 ตุลาคม จึงขอนำบางประเด็นมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

เครือข่ายยุติโทษประหารชีวิตมีความเห็นว่า ผู้กระทำความผิดสมควรได้รับโทษที่ได้สัดส่วนกับความผิดที่กระทำลงไป ในกรณีมีเหยื่อที่ถูกกระทำโดยตรง รัฐควรให้ความช่วยเหลือเยียวยาด้วย การลงโทษไม่ควรเป็นการที่รัฐแก้แค้นแทนเหยื่อ หากรัฐควรมีบทบาทในการปกป้องสังคม พร้อมทั้งให้โอกาสผู้กระทำผิดได้กลับตัวกลับใจ (คืนพลเมืองดีแก่ของสังคม) อย่างไรก็ดี ทัศนคติของคนส่วนใหญ่คือ การลงโทษที่หนักจึงจะสาสม มีผลให้หลาบจำ (ไม่ทำผิดซ้ำ) และทำให้คนอื่น ๆ เกรงขามต่อราชทัณฑ์ และรู้จักชั่งใจก่อนทำ (เลยไม่ทำ) ความผิด พูดง่ายๆ คือ หลายคนยังคิดแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เหมือนที่บัญญัติโดยฮัมมูราบี กษัตริย์กรุงบาบิโลน ความเชื่อที่มีอยู่คือ ถ้าไม่มีโทษประหาร อาชญากรรมร้ายแรงจะเพิ่มขึ้น

ผลของการวิจัยในหลาย ๆ ประเทศที่ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า ไม่มีสหสัมพันธ์ใด ๆ ระหว่างการประหารชีวิตกับอัตราการประกอบอาชญากรรมร้ายแรง ดังนั้น ในสิ้นปี 2563 มี 108 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทุกกรณี อีก 36 ประเทศยกเลิกในทางปฏิบัติ รวมเป็น 144 ประเทศที่ไม่นำนักโทษไปประหารชีวิต ในประเทศเหล่านี้ อาชญากรรมร้ายแรงไม่ได้เพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากการยกเลิกดังกล่าว ประเทศไทยเป็น 1 ใน 55 ประเทศที่มีและใช้โทษประหารอยู่

Advertisement

กฎหมายของไทยบัญญัติให้มีบทลงโทษประหารชีวิตใน 63 ฐานความผิด ในจำนวนนี้ มี 11 ฐานความผิดที่บัญญัติให้ลงโทษประหารสถานเดียว คือผู้พิพากษาจะไม่พิจารณาถึงบริบทและสาเหตุแวดล้อม ถ้าเข้าฐานความผิดเหล่านี้ ก็พิพากษาให้ประหารชีวิตอย่างเดียว การมีฐานความผิดมากเช่นนี้ คงเป็นเพราะผู้ออกกฎหมาย (และสังคมส่วนใหญ่) เชื่อว่าโทษประหารชีวิตจะได้ผล คือคนทำผิดจะลดลง เหยื่อจะรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรม ความเชื่อเช่นนี้เป็นความรู้สึกหลักของสังคม แม้จะยกสถิติจากนานาประเทศและอธิบายเหตุผลอย่างไร คงไม่เปลี่ยนความเชื่อนี้ จนกว่า … สังคมจะรู้ว่าอะไรคือความต้องการพื้นฐานของตน และรัฐสามารถตอบสนองความต้องการเช่นนี้ได้อย่างเพียงพอ

ความต้องการข้อแรกคือการแก้แค้นและให้ความยุติธรรมแก่เหยื่อ อันที่จริงคำว่า “เหยื่อ” ในกรณีนี้ น่าจะหมายถึงครอบครัวของผู้ที่ถูกฆ่าโดยเจตนา ถ้าเช่นนั้น เราจะลดฐานความผิดที่มีโทษประหารตามหลักการได้สัดส่วนบ้างได้ไหม เช่น ไม่มีบทลงโทษประหารในฐานความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพ ความผิดที่เกี่ยวกับอากาศยาน การวางเพลิง การคอร์รัปชัน ฯลฯ ได้ไหม ถ้าทำเช่นนี้ อาจมีคำถามอีกว่า จะคงโทษประหาร (ถ้ายังเห็นด้วยว่าจะให้มีอยู่) สำหรับความผิดใด คำตอบอาจจะมาจากเกณฑ์ที่เสนอโดย “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)” ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ เกณฑ์นี้แนะนำว่าอาชญากรรมใดร้ายแรงที่สุดและอาจได้สัดส่วนกับการลงโทษที่ร้ายแรงที่สุด อย่างไรก็ดี แต่ละประทศในบรรดา 55 ประเทศที่คงโทษประหารชีวิตย่อมมีวิจารณญาณเป็นของตนเอง

ความต้องการข้อที่สองคือการปกป้องสังคมจากการทำความผิดซ้ำ เช่น ปล่อยให้ฆาตกรต่อเนื่องออกจากเรือนจำ ในการตอบสนองความต้องการข้อนี้ ประการแรกที่รัฐควรทำ คือลดความแออัดของเรือนจำลง ปัจจุบัน จำนวนนักโทษมีประมาณ 3 เท่าของจำนวนที่พึงมีตามที่ได้ออกแบบเรือนจำไว้ และตามจำนวนบุคลากรเรือนจำที่มีอยู่ ปัจจุบัน ประมาณครึ่งหนึ่งของนักโทษต้องคำพิพากษาจำคุกในฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ปัญหายาเสพติดไม่อาจเอาชนะได้ด้วยการ “ฆ่าตัดตอน” ในแบบของทักษิณหรือดูแตร์เต ประเทศที่แก้ปัญหาได้ดีมักใช้นโยบาย “รักษา-เยียวยา” และให้โอกาสผู้เสพเข้าถึงสารทดแทนที่อันตรายน้อยกว่าและควบคุมได้ เป็นต้น ในเรื่องนี้ ถ้าสามารถลดโทษแลกกับการบำบัดทั้งทางกายและจิตใจ ก็จะมีคนออกจากคุกได้จำนวนหนึ่ง เก็บไว้ในคุกแต่ผู้ค้ารายใหญ่ที่ต้องตัดอิทธิพลและเส้นสายลง หลายประเทศในยุโรปสามารถลดความแออัดของเรือนจำพร้อมทั้งเพิ่มคุณภาพชีวิตของนักโทษได้ และปรับเปลี่ยนเรือนจำบางแห่งไปใช้ในกิจการอื่น ๆ ถ้าเรือนจำไม่แออัด กิจกรรมในเรือนจำจะเป็นการฟื้นฟูและฝึกทักษะแก่นักโทษได้อย่างจริงจังขึ้น

ในการประชุมกลุ่มเจาะจงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม วิทยากรคนหนึ่งได้แก่ธานี วรภัทร์ เขาได้เสนอร่าง “พ.ร.บ. จำคุกตลอดชีวิต” ซึ่งอาจตอบโจทย์ของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกโทษประหารชีวิตได้บ้าง โจทย์คือ การแทนที่โทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิตอาจมีปัญหา เช่น ถ้าจำคุกนานไปนักโทษอาจหมดอาลัยตายอยากเพราะหมดความหวังที่จะออกไปข้างนอก แต่ถ้ามีการลดโทษ/อภัยโทษบ่อย ๆ จนโทษจำคุกจริงเหลือเพียง 15-20 ปี อดีตนักโทษที่ออกมาจะมีโอกาสทำผิดซ้ำได้อีกไหม ดังนั้น มีโทษประหารเอาไว้ก็เด็ดขาดดี เอาประโยชน์ของคนดี (ไม่ใช่ของคนเลว) เป็นที่ตั้ง ธานีมีข้อเสนอเพื่อตอบโจทย์ดังนี้

โทษที่น่าจะมาทดแทนการประหารชีวิตได้ก็คือการจำคุกตลอดชีวิต ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ฆ่าคนตายก็ต้องตายตามกัน นี่เป็นความคิดและกฎหมายที่ฝังอยู่ในสังคมมายาวนาน  ทว่า มนุษย์ไม่ควรฆ่ากันเองและรัฐเองก็ไม่มีความชอบธรรมในการจะไปประหารชีวิตใคร ครูบาอาจารย์ก็ดูเรื่องกฎหมายพักโทษว่า ถ้าจะใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจะเป็นอย่างไร ในบ้านเรา คนในสังคมมองว่าผู้ร้ายเข้าไปเดี๋ยวมันก็ออกมา เขายังไม่เชื่อว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตจะแทนโทษประหารชีวิตได้อย่างสมน้ำสมเนื้อกัน ดังนั้น ถ้ายกเว้นโทษตายแล้ว ยังต้องคุ้มครองสังคมเป็นหลักด้วย นั่นคือลดโอกาสอดีตนักโทษที่จะไปก่ออันตรายต่อสังคมอีก

การจำคุกตลอดชีวิตอย่างมีมนุษยธรรมจะทำได้อย่างไร บางคนบอกว่าเข้าไปอยู่ในคุกกินข้าวฟรีเอาภาษีเราไปจ่าย คนจนลำบากรัฐช่วยอะไรบ้าง ในหลายประเทศ ในกรณีถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต นักโทษจะไปอยู่เรือนจำพิเศษ ไม่ใช่อยู่ฟรีแต่ต้องทำงาน โดยจะประสานงานกับหน่วยจัดหางานและฝึกอาชีพของกรมแรงงานก็ได้ นักโทษต้องทำงานเหมือนคนภายนอก ต้องมีรายได้ที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการติดคุก เป็นค่าดำรงชีวิต ถ้ามีเงินเหลือ จึงจะสามารถโอนเงินไปให้ญาติพี่น้องได้ นอกจากนั้นเขายังสามารถเรียนหนังสือ เข้ารับการอบรมออนไลน์ ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา รับข้อมูลข่าวสาร (ดูโทรทัศน์ – ติดต่อโทรศัพท์) ได้ในระดับหนึ่ง แต่แน่นอนนักโทษต้องจ่ายเอง

การจำคุกตลอดชีวิตอาจผ่อนปรนได้ แต่ถ้าผ่อนปรนมากไป ความศักดิ์สิทธิ์ในโทษก็จะไม่มากพอ เงื่อนไขการผ่อนปรนอาจเป็นความชราภาพ หรือการป่วยเรื้อรังเช่นเป็นอัมพฤกษ์ การผ่อนปรนแม้จะเสนอโดยกรมราชทัณฑ์ แต่ต้องให้ศาลวินิจฉัยเพื่อตรวจสอบถ่วงดุล

การผ่อนปรนอีกลักษณะหนึ่งที่พบในต่างประเทศคือ เมื่อจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่าระยะเวลาหนึ่ง เช่น 20 ปี จะมีนักจิตวิทยามาประเมินความคิดอ่าน บุคลิก นิสัย พฤติกรรมขณะจำคุกอยู่ โดยอาจมีเหยื่อมาร่วมประเมินด้วยก็ได้ ถ้าประเมินว่าโอกาสที่จะทำความผิดซ้ำมีน้อย ก็เสนอให้ศาลใช้ดุลพินิจต่อไป

ระหว่างการพูดใน Club House เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม วิทยากรหลายคนให้ความเห็นที่น่าสนใจ มีอดีตนักโทษที่เฉียดโทษประหารคนหนึ่งที่ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนมาตลอด เขาเล่าว่านายตำรวจผู้ทำสำนวนมาขอโทษแม่เขาพร้อมบอกว่า ต้องทำสำนวนเช่นนี้เพราะ “นายสั่ง” ขณะอยู่ในคุกในแต่ละวัน ใช้เวลา 1 ชั่วโมงตอนเช้า และ 1 ชั่วโมงตอนบ่ายนอกห้องขัง ที่เหลือ 22 ชั่วโมงอยู่ในห้องขัง ไม่มีเวลาปรับปรุงตนเองสักเท่าใด สิบแปดปีผ่านไป เมื่อออกจากคุก ก็เหมือนมาจากอีกโลกหนึ่งและต้องปรับตัวอยู่นาน

ที่ Club House มีผู้เข้าร่วมคนหนึ่งพูดอย่างน่าสนใจว่า ผู้จัดเชิญแต่วิทยากรที่ไม่เห็นด้วยกับโทษประหาร จึงเป็นการฟังความข้างเดียว และมัวแต่อ้างสิทธิมนุษยชนอยู่ได้ เหมือนต้องการล้างสมองผู้ฟัง เขาเห็นว่าโทษประหารยังจำเป็นสำหรับประเทศไทย และว่าเชื่อต่างประเทศบางประเทศมาเกลี้ยกล่อมให้เราหลงตามในเรื่องนี้ ความเห็นของเขาก็ถูกต้องที่ว่าวิทยากรทุกคนมาร่วมรณรงค์ในวันต่อต้านโทษประหาร แต่พวกเราก็อยากฟังความเห็นของผู้เห็นด้วยกับโทษประหาร เพื่อหาหนทางเดินหน้าอย่างระมัดระวัง โดยลดข้อด้อยของการยกเลิกโทษประหารให้เหลือน้อยลง

ผมอยากจะสรุปว่า อุปสรรคสำคัญต่อการยกเลิกโทษประหารคือทัศนคติที่ว่า การเพิ่มโทษให้หนักขึ้นจะลดอาชญากรรมได้ เราจึงควรพยายามเปลี่ยนไปสู่ทัศนคติใหม่ นั่นคือ ปรับให้โทษได้สัดส่วนกับความผิด และแก้กฎหมาย (รวมทั้งกฎหมายเรื่องยาเสพติด) ให้เป็นไปตามหลักสัดส่วน นอกจากนี้ ควรลดความแออัดของเรือนจำลง ปฏิรูปราชทัณฑ์ให้เกิดความน่าเชื่อถือว่าสามารถฟื้นฟูนักโทษให้คืนสู่สังคมได้ดียิ่งขึ้น ระหว่างที่ลด ละ เลิก โทษประหารอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ควรทำให้สังคมอุ่นใจว่าอดีตนักโทษจะไม่ทำผิดซ้ำอีก ประเด็นที่ยังไม่ค่อยได้พูดกันคือ การดูแล ชดเชยเหยื่ออาชญากรรมที่ร้ายแรง ทั้งหมดนี้เพื่อเพิ่มความมั่นใจของประชาชนว่า การยกเลิกโทษประหารจะเป็นผลดีจริง สุดท้าย คิดว่าจะต้องเกิดปณิธานทางการเมืองที่จำเป็น ถ้าต้องการแก้กฎหมายในเรื่องนี้

โคทม อารียา