หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุขภาพ การเมื...

สุขภาพ การเมือง และเรื่องของ”สี” โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

28.09.16 | 11:00 น.

เช้าวันที่ 13 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา “สื่อ” พร้อมใจพาดหัวข่าวตัวไม้ อย่างมติชน “ชงเพิ่มใบส้ม-ดำ ขึงนักการเมือง”

นับแต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายปกครองสูงสุดของประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2475 จวบปีนี้เป็นปีที่ 84 ปี (ถ้านับอายุคนก็ชราเต็มที่แล้ว) มีรัฐธรรมนูญปกครองประเทศมาแล้ว 20 ฉบับ และปัจจุบันประเทศไทยเรากำลังจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ล่าสุด ฉายาว่า “รัฐธรรมนูญปราบโกง” เป็นฉบับที่ 21 ซึ่งผ่านการทำประชามติไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา เพื่อให้สมชื่อกับ “รัฐธรรมนูญปราบโกง” : กกต. ได้ชงร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สุดยอดด้วยไอเดียแบบมีคลาส (Class) ซอยรายละเอียด ปมทุจริต โดยกำหนดโทษการเลือกตั้งแบ่งเป็น 4 ระดับ “4 สี” โดยเพิ่ม “ใบส้ม-ใบดำ” นอกเหนือจากของเดิมๆ ที่มีใช้กันมานานกว่า 10 ปี มีแค่ “ใบเหลือง-ใบแดง” โดยวางเกณฑ์แจก “ใบส้ม” เพื่อระงับสิทธิชั่วคราว ส่วน “ใบแดง” โทษรุนแรงขั้นตัดสิทธิถึง 10 ปี ส่วน “ใบดำ” อำมหิตตัดสิทธิตลอดชีพ

ใบเหลือง ใบส้ม โดนเป็นสถานเบา : 1) “ใบเหลือง” เป็นกรณีก่อนหรือในวันเลือกตั้ง เมื่อ กกต.สืบสวนไต่สวนพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม กกต.มีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือกตั้ง และสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ รวมถึงในกรณีหลังประกาศผลการเลือกตั้ง หาก กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อว่า การเลือกตั้งนั้นไม่สุจริต สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้สั่งเลือกตั้งใหม่ได้ 2) “ใบส้ม” คือ กรณีหลังวันเลือกตั้ง ก่อนประกาศผลเลือกตั้ง ถ้า กกต.พบว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนอยู่ในลำดับที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ที่ “ไม่มีสิทธิ” สมัครให้ กกต.สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ และสั่งระงับสิทธิการรับสมัครของผู้นั้น หรือหากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าผู้สมัครรับเลือกตั้ง กระทำการจนเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่สุจริต มีการนับคะแนนไม่ถูกต้อง ให้ กกต.ระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี โดยให้คำสั่งของ กกต.ถือเป็นที่สุด

3) “ใบแดง” : เพิกถอนสิทธิ 10 ปี เป็นกรณีหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง หาก กกต.พบว่าผู้ที่เป็น ส.ส.เป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาพิจารณา สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลนั้น และหาก กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการ “ทุจริตเลือกตั้ง” หรือรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่นที่ทำให้การเลือกตั้งนั้นไม่สุจริต ให้ยื่นต่อศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี และรับเลือกตั้งใหม่ พร้อมให้รับผิดชอบ ชดใช้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้ง 4) “ใบดำ” : อำมหิตตัดสิทธิตลอดชีพ… เป็นกรณีที่เขียนล้อมาจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำหนดโดยให้มีการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง โดยไม่ได้มีกำหนดระยะเวลารับโทษจะนานกี่ปี เพิ่มเติมเข้ามา นอกจากโทษของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งที่จะมีกำหนดให้ชัดเจนว่า 5 หรือ 10 ปี จึงเท่ากับว่าหากผู้สมัครหรือ ส.ส.คนใด ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก็จะถือว่าเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีพ

ซึ่งการถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ทางการเมือง เช่น ส.ส., ส.ว. และกรรมการองค์กรอิสระ เป็นต้น

Advertisement

หลังกฎหมายลูกปรากฏโฉม ประดานักการเมืองที่มีชื่อเสียงของพรรคต่างๆ ได้ออกมาทักท้วงข้อข้องใจและให้ข้อเสนอแนะหลากหลาย เช่น นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กกต.เป็นยักษ์หลงอำนาจ ส่วนพรรคเพื่อไทย นายสามารถ แก้วมีชัย ซัด กกต.ลองของทำป่วนของเดิมก็ยุ่งอยู่แล้ว ส่วนนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเล่นทุกกติกา แต่ทั้งหลายทั้งปวงตอนท้ายของนักการเมืองมีข้อเสนอดีๆ ควรที่ กกต.น่าจะพิจารณา ทุกพรรคการเมืองต้องการให้ กกต.ช่วยปลูกค่านิยมให้ “คนไทย” มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของการ “เลือกตั้งโดยสุจริต” เลือกคนดี มีคุณธรรมเข้าสภา ช่วยป้องกันการซื้อเสียงทุกรูปแบบ เป็นด่านแรก และที่สำคัญการกลั่นกรองบุคคลที่จะเข้ามาสู่ทางการเมืองในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” อีกเรื่องนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 เสนอว่าโทษแบบตลอดชีพควรให้ศาลสั่งมากกว่า

วันที่เขียนต้นฉบับนี้ คือวันพฤหัสที่ 15 กันยายน 2559 ผู้เขียนได้รับเชิญจากองค์การสิ่งแวดล้อมโลก “WASET” (World Academy of Science Engineering and Technology) ให้ไปร่วมประชุมเสนอผลงานทางวิชาการ การประชุมครั้งนี้ชื่อว่า : 18TH International Conference on Environment Pollution and Public Health : ICEPPH 2016 : ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมมาจากทั่วโลก หลากหลายประเทศประมาณ 200 คน ผู้เขียนได้มาเสนอผลงานทางวิชาการ ชื่อ : การลดโรคไม่ติดต่อ ด้วยระบบการควบคุมเฝ้าระวังป้องกัน และการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ในตำบลหนองหล่ม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ประเทศไทย (Decreased Non-Communicable Disease by Surveillance Control, Prevention Systems and Community Engagement Process in Phayao, Thailand) โดยภาพรวมรายงานว่า : ในปัจจุบันนี้ทั่วโลกเอง หรือแม้แต่ประเทศไทยเราเองพบว่าปัญหาโรคไม่ติดต่อ เป็นปัญหาที่สำคัญและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และพบว่าในปี พ.ศ.2551 ประเทศไทย เราพบผู้ป่วยเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงถึง 3.7 ล้านคน และรัฐบาลไทยมีนโยบายชัดเจนในการขจัด ลดโรคไม่ติดต่อดังกล่าว โดยทั่วไปแล้วเราใช้มาตรการดูแลผู้ป่วยด้วยระบบการดูแลสุขภาพเยียวยารักษาพยาบาล (Primary Care) เป็นมาตรการสำคัญ และก็พบว่าโรคไม่ติดต่อดังกล่าวก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ซ้ำจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นไปเสียอีก ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองสูงกว่าคนปกติ 2-4 เท่า และมากกว่าครึ่งหนึ่งมีความผิดปกติของสมองระบบประสาท และสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนทางตา เท้า ไต องค์กรอนามัยโลก (WHO) รายงานสถานการณ์ความดันโลหิตสูง พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงเกือบ 1,000 ล้านคน สองในสามของจำนวนนี้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยพบว่าในวัยผู้ใหญ่ของเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ประชากร 1 ใน 3 คน จะมีภาวะความดันโลหิตสูง สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย จากข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถานการณ์ป่วยและเข้ารับการรักษาในสถานบริการสาธารณสุข โดยโรคความดันโลหิตสูง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาค เปรียบเทียบข้อมูล 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2543-2553 พบอัตราการป่วยต่อประชากรแสนคน ด้วยโรคความดันโลหิตสูงจาก 259 เป็น 1,349 คน ซึ่งถือว่ามีอัตราเพิ่มสูงขึ้นกว่า 5 เท่า

เพราะฉะนั้นทั้งเบาหวานและความดันโลหิตสูงจึงกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย

สําหรับการรายงานในที่ประชุม ได้ระบุถึงการดำเนินงาน การเรียนการสอนในห้องเรียนของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ใช้ “นิสิตเป็นศูนย์กลาง” (Student Engagement) โดยสอนให้รู้ว่าการดำเนินงานโรคไม่ติดต่อ เช่น กรณีโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน เราต้องมีหลักการแนวคิดที่จะแปลงเรื่อง “โรค” (Disease Oriented) ให้กลายเป็นงานส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) (3 อ 3 ลด) : 3 อ : อาหาร, ออกกำลังกาย, อารมณ์ : 3 ลด : ลดอ้วน, ลดเหล้า, ลดบุหรี่ แล้วแปลงมาสู่งาน “สาธารณสุขมูลฐาน” (Primary Health Care) ให้ได้ในที่สุด โดยใช้เครื่องมือที่เป็นสื่อด้านสาธารณสุขมูลฐาน เข้าใจง่าย “โดยชุมชน” เพื่อ “ชุมชน” คือ ใช้ “ปิงปองจราจรชีวิต 7 สี” เพื่อแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 : กลุ่มปกติ : สีขาว = (ความดันน้อยกว่า 120/80 มม.ปรอท), สีเขียวอ่อน = กลุ่มเสี่ยง (มีความดันระหว่าง 120/80-139/89 มม.ปรอท), กลุ่มที่ 2 : กลุ่มป่วย : 2.1) สีเขียวเข้ม = กลุ่มผู้ป่วยคุมอาการและความดันโลหิตได้น้อยกว่า 139/89, 2.2) สีเหลือง = คนเป็นโรคระดับอ่อน (ความดันโลหิต 140/90-159/99 มม.ปรอท), 2.3) สีส้ม = คนเป็นโรคระดับปานกลาง (ความดันโลหิต 160/100-179/109 มม.ปรอท), 2.4) สีแดง = คนเป็นโรคระดับรุนแรง (ความดันโลหิตมากกว่า 180/110 มม.ปรอท), 2.5) สีดำ = คนเป็นโรครุนแรงมีโรคแทรกซ้อน ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) โรคหลอดเลือดหัวใจ (Stemi) โรคไตวาย (Renal Failure)

โดยอีกประการหนึ่งสอนให้นิสิตเข้าใจว่า โรคความดันโลหิตสูง โดยธรรมชาติคนทุกคนที่เกิดมา มีอายุมากขึ้น เข้าวัยเด็ก วัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน วัยผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 60, 70, 80, 90 ปี ทุกคนมีแนวโน้มต้องเป็นความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก หลอดเลือดแดงหรือดำของทุกคนเปรียบเหมือนท่อยางล้างรถ 4 หุน ใหม่ๆ จะขาวใส นิ่มอ่อน พอใช้ไป 5-10-15 ถึง 20 ปี ทุกคนคงมองเห็นภาพว่า ท่อยางที่เราใช้ล้างรถเก่าลง ผนังท่อยางหนาขึ้น แข็งขึ้นๆ ความยืดหยุ่นอ่อนตัวน้อยลง มีสีดำมากขึ้นเพราะตะกอนมากขึ้น รูหลอดท่อยางเล็กลงๆ ความดันหรือแรงดันจากปั๊มน้ำผ่านสู่ปลายท่อยางจะสูงขึ้นๆ ตามลำดับฉันใด “คน” เรา ปั๊มหัวใจ สูบฉีดเลือดผ่านหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ ซึ่งแข็งหนาตัวขึ้น ยืดหยุ่นน้อย ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นๆ ตามลำดับ เช่นเดียวกับท่อยางที่เก่าและมีตะกอนที่เกิดจากไขมันมากขึ้นฉันนั้น

เมื่อนิสิตเข้าใจหลักการดีแล้ว รวมทั้ง “ครูพี่เลี้ยง” หมอนามัยที่อยู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นิสิตจะลงพื้นที่ฝึกงานชุมชน และสร้างการมี “ส่วนร่วมของชุมชน” (Community Engagement) โดยมี “อสม.” “ผู้นำชุมชน” มีส่วนร่วมกันค้นหา คัดกรองประชาชน กลุ่มเป้าหมายอายุ 15-60 ปี ให้ได้มากกว่า 90% ที่หมู่ 1 ต.หนองหล่ม อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา มีประชากร 2,529 คน คัดกรองได้ 99% เสร็จแล้วให้นิสิตจัดคนมีความดันระดับต่างๆ ลงตะกร้า 7 สี พบว่า : มีสีขาว 1,821 คน สีเขียวอ่อน 310 คน สีเขียวเข้ม 267 คน สีเหลือง 38 คน สีส้ม 24 คน สีแดง 10 คน สีดำ 19 คน

ผลการปฏิบัติการตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนสิงหาคม 2556 : 8 เดือน พบว่า กลุ่มเสี่ยงสีเขียวอ่อนลดลงเป็นสีขาว ทำให้กลุ่มสีขาวเพิ่มขึ้นจาก 1,821 คน เป็น 1,908 คน (เพิ่ม 87 คน) ด้วยการส่งเสริม 3 อ. อย่างต่อเนื่อง : ส่วนกลุ่มสีแดง (ป่วยรุนแรง) จาก 10 คน ลดไป 5 คน เหลือป่วย 5 คน ด้วยการเคร่งครัดติดตามการกินยาของผู้ป่วยให้ครบตามแพทย์สั่ง และส่งเสริม 3 อ. 3 ลด อย่างต่อเนื่อง ส่วนสีดำเท่าเดิม มี 19 คน โดยสรุปผลการดำเนินงาน : คนปกติ(ขาว) มีเพิ่มขึ้น 87 คน คนป่วยรุนแรง(สีแดง) ลดลง 5 ราย คิดเป็นการลดค่าใช้จ่ายได้จากโรคแทรกซ้อนรายละ 5 แสนบาท ก็ประหยัดเงินได้ 2.5 ล้านบาท สีดำอายุยืนยาวขึ้น

สองเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร การเมืองกับเรื่องสุขภาพ

สองเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องในเรื่องของ (สี) ผู้เขียนกำลังจะบอกว่า การที่ กกต.ปิ๊งไอเดียจัดแบ่งกลุ่ม “คน” เลือกตั้ง ในการสมัครเพื่อเป็น ส.ส. ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เปรียบได้ว่า กกต.เป็น “หมอ” กำลังจะขจัด “โรคภัยไข้เจ็บทางการเมือง” คือ ทุจริตเลือกตั้ง หรือ “คนโกง” อุปมัยว่า “หมอ” จะขจัดคนไข้ (ผู้สมัคร ส.ส.ที่โกงหรือป่วยเป็นไข้) ถ้าตรวจจับได้ โดยใช้ “สื่อ” สัญลักษณ์ 4 สี ตามที่กล่าวข้างต้น คนที่ผิดฐานสีใด คือตกอยู่สีใด ก็ถูกมาตรการระบุโทษ คือถูกฉีดยาให้ป่วยซ้ำ หรือผ่าตัดให้นอนโรงพยาบาลยาวๆ ไม่ให้ออกจากโรงพยาบาลเลย 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือตลอดชีวิตก็ได้

ผู้เขียนเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของท่าน ส.ส.หลายท่าน ที่กล่าวข้างต้นว่า กกต.ควรจะปลูกฝังคนในชาติ ตั้งแต่วัยเด็ก เยาวชน คนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ… ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ระบบการเมือง การเลือกตั้ง ส.ส. ที่สร้างเจตคติที่ดี ซึ่งเป็นกลุ่มคนสีขาวให้เป็นสีขาวนานเท่านาน กลุ่มคนสีที่เสี่ยง (สีเขียวอ่อน) ให้เป็นขาว มากขึ้น… คนกลุ่มนี้มีจำนวนมากและเป็นส่วนใหญ่ 50 กว่าล้านคน ส่วนคนที่สมัคร ส.ส. จากพรรคการเมืองต่างๆ มีประมาณ 1,000-2,000 คน อุปมาว่าถูกวิเคราะห์แล้วว่า “น่าจะมีโรค” (ไม่สีเหลือง ไม่ส้ม ไม่แดง ก็ดำ) ควรจะต้องปลูกฝังเชื้อชวนให้ “คนดี” มาสมัคร ส.ส.มากขึ้น ขณะเดียวกันส่งเสริม ควบคุม ป้องกัน เฝ้าระวังไม่ให้เขาป่วยหรือเป็นไข้ ถูกตรวจจับได้

ผู้เขียนเข้าใจได้ว่า ต้องใช้เวลาระยะยาวๆ ปลูกฝังจนเป็น “วัฒนธรรมรักบ้านรักเมือง” โดยเฉพาะผ่านสู่ระบบการศึกษาก็เป็นอีกทางหนึ่ง หรือถูกกระทรวงทุกกรม ชุมชน ทั้งระบบร่วมมือกันทำ แม้ใช้เวลานานถ้าหากเราเริ่มวันนี้ เดี๋ยวนี้ ก็จะพอเห็นการมีประชาธิปไตยที่ดีอย่างรำไรก็ยังดี เสมือนหนึ่งเช่นเดียวกัน “โรคไม่ติดต่อ” (NCD) เบาหวาน ความดันโลหิตสูงกับโรคทางการเมือง ถ้าทุกๆ คนที่เกิดมาตั้งแต่เด็กแรกคลอด เด็กเล็ก เด็กโต วัยเรียน วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ไม่ใส่ใจสุขภาพ ไม่ตระหนักใฝ่รู้ ตระหนักรู้… อย่าง “เข้าใจ เข้าถึง ร่วมพัฒนา” แยกแยะให้ได้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี… กินไม่เลือก ขี้เกียจออกกำลังจิตใจอารมณ์ไม่ดีเสมอหรืออยากได้เงิน เงินซื้อได้ทุกอย่าง อยากเป็น ส.ส. รู้ทั้งรู้ว่าไม่ถูกต้องตามระเบียบ ข้อบังคับ ก็ฝ่าฝืนจน “หมอ” ต้องออกสื่อสัญลักษณ์ขจัดโรค ทั้งโรคทางกาย… “เบาหวานความดัน” ด้วย สื่อ 7 สี และสื่อขจัดโรคทางการเมืองว่าด้วย “คนโกงทุจริต” เลือกตั้ง ส.ส. ด้วยสื่อ 4 สี…

ผู้เขียนอยากให้ “นักการเมืองไทย” รุ่นใหม่ ไม่ต้องโทษด้วยสีเหลือง สีส้ม สีแดง สีดำ…ต้องนอนป่วยแอดมิท (Admit) ในโรงพยาบาลนานๆ 1 ปี 5 ปี 10 ปี จนถึงตลอดชีวิต ด้วยการเป็น… “คนดี” ได้มีโอกาสเข้ามาปกครองบริหารเมืองไทย ทุกคนเลยนะครับ