หน้าแรก คอลัมนิสต์ พลโท ดร.พงศกร...

พลโท ดร.พงศกร รอดชมภู : ภัยใกล้ตัว : เรื่องบนท้องถนน

8.02.16 | 18:34 น.

บทความก่อนหน้าอาจจะดูเคร่งเครียดไปบ้าง มาคราวนี้จะขอผ่อนคลายกัน โดยให้มามองปัญหาที่จะกระทบกับตัวเราได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกับคนกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ๆ นั่นคือระบบการขนส่งซึ่งมีความแปลกประหลาด ซับซ้อนและก่อความเสียหายแบบเงียบๆให้อย่างคาดไม่ถึง แม้ว่าจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ง่ายๆหรืออาจแก้ไม่ได้เลย แต่ก็น่าจะเป็นบทเรียนให้คิดได้ ไม่มากก็น้อย

มาที่เรื่องใหญ่โตก่อน นั่นคือการสร้างเครือข่ายรถไฟฟ้า มีหลายสายกำลังเร่งทำกันอยู่เพื่อการขนส่งผู้โดยสารจากนอกเมืองให้เข้ามาทำงานและออกจากเมืองไปพร้อมๆกันจำนวนหลายล้านคน คำถามก็คือแน่ใจหรือว่าระบบเมืองเอกที่ให้คนจำนวนหลายล้านคนอยู่นอกเมืองแล้วเดินทางเข้าออกในเวลาเดียวกันจะสามารถรองรับได้ด้วยระบบขนส่งสาธารณะระบบเดียว ไม่ต้องไปดูไกลไปที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น การเข้ามาทำงานของพนักงาน การเข้ามาเรียนหนังสือ การเดินทางปกติของคน รวมกันทำให้ในเวลาเร่งด่วนต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในการผลักผู้โดยสารให้เข้าไปอัดกันในรถไฟฟ้าอย่างน่าสงสารดังที่เห็นจากคลิปจำนวนมาก ดีที่ไม่มีก๊อดซิลล่าหรือสัตว์ประหลาดต่างดาวออกมาอาละวาดในช่วงนี้ผู้โดยสารเหล่านี้จึงปลอดภัย

เรื่องน่าปวดหัวต่อไปอีกก็คือการสร้างเครือข่ายรถไฟฟ้านี้ใช้เวลานาน กว่าจะเห็นผลก็นาน ในสมัยแรกที่ได้มีการริเริ่มสร้างรถไฟฟ้า BTS ขึ้นกลางกรุงเทพฯ ก็เป็นที่กล่าวขวัญกันแล้วว่าทำให้สภาพภูมิทัศน์เสียหาย เพราะเหมือนงูเลื้อยไปมากลางเมืองหลวง ซึ่งตอนนั้นคนต่อต้านก็พอมีแต่ก็เงียบเสียงไป ในขณะที่แผนงานในการก่อสร้างรถไฟฟ้าขณะนั้นกำหนดให้สร้างเป็นรถไฟใต้ดิน จนมีคำเรียกแยกกันติดหูว่ารถไฟฟ้ากับรถไฟใต้ดินเกิดขึ้นและยังมีคนคิดไกลไปว่าจะให้ใช้บัตรเดียวโดยสารได้ทุกเส้นทางตลาดสายในราคาถูกด้วย ต่อมาวันร้าย คืนเลว มีการปัดฝุ่น เร่งรีบเอารถไฟใต้ดินขึ้นมาบนดินเสียเกือบตลอดสายเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเร่งรีบทำ สิ่งที่ตามมาคือในเวลาก่อสร้างที่ใช้เวลาหลายปีนี้ ต้องกันพื้นที่การจราจร มีแท่งบาริเออร์วางกันทั้งเมืองหลวง มีการก่อสร้าง ขนส่งอิฐ หิน ปูน ทราย ถนนหนทางพังเสียหายยับเยิน รอเวลาซ่อมก็ต่อเมื่อการสร้างรถใต้ดินแบบลอยฟ้าเสร็จสิ้นลง

ที่ปวดใจไปกว่านั้นคือเมื่อการก่อสร้างไปถึงไหน ร้านค้าปลีกต่างๆก็พากันปิดตัวลงกันไปถึงที่นั่น เพราะหาลูกค้าไม่ได้จะเป็นด้วยสภาพการจราจรหรือฮวงจุ้ยไม่ดีก็สุดจะคาดเดา แต่เห็นกันชัดๆว่าการก่อสร้างบนดินเป็นต้นเหตุของการปิดกิจการหนีไปที่อื่น แต่เมื่อรถไฟใต้ดินแบบลอยฟ้านี้ไปทุกหน ทุกแห่ง ก็ไม่ทราบว่าจะหอบร้านหนีกันไปที่ใดได้ สรุปแล้วทั้งการจราจรติดขัด รถราเครื่องเคราเสียหาย ถนนหนทางตีบตัน ร้านค้าปิดตัวหนี ค่าเสียโอกาสเหล่านี้เทียบกับการสร้างระบบขนส่งให้พนักงานและข้าราชการเดินทางมาทำงานตามเวลา กลับตามเวลา มันจะคุ้มกันหรือไม่ยังไม่มีใครทำวิจัย จึงอยากจะตั้งคำถามไว้เท่านั้น

จริงอยู่เวลากลางวันมีคนใช้บริการอยู่ไม่น้อย และในอนาคตก็คงมีที่จอดรถขนาดยักษ์อยู่นอกเมืองแล้วห้ามรถเข้ากรุงเทพฯหรือคิดค่าเข้า ค่าจอดแพงก็ว่ากันไป แต่ความเสียหายจากการไม่สร้างรถใต้ดินนั้นมีเป็นอันมาก น่าสงสัยว่ามีการเปลี่ยนโครงการไปทำไม ใครเป็นคนคิด แล้วมีการปรึกษาหารือกันอย่างกว้างขวางกับชาวกรุงเทพฯหรือไม่ เพราะเห็นมีป้ายผ้าไม่เห็นด้วยตามทางเต็มไปหมดแต่สุดท้ายก็ต้องย้ายหนีกันไป หัวซุก หัวซุนตามสภาพ

Advertisement

ในมหานครนิวยอร์คที่ว่ากันว่าเป็นมหานครที่ใหญ่โตที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถึงรถจะติดแต่ก็จะค่อยๆเคลื่อนไปได้ ส่วนใหญ่คนจะใช้บริการแท็กซี่หรือเดินไปหลังจากขึ้นและลงจากรถใต้ดินแล้ว นครนิวยอร์คและ มหานครใหญ่ๆ จะไม่เห็นรถไฟลอยฟ้าให้เกะกะ นอกจากในเมืองเก่าบางแห่งเท่านั้น และการขึ้นมาบนดินและลอยฟ้าจะมีเพียงช่วงสั้นๆเท่านั้น เพื่อมิให้ทัศนียภาพเสียไป ประชาชนสามารถเดินจับจ่ายซื้อของได้สองข้างทางไม่ถูกกั้นด้วยป้ายห้ามผ่านของแนวรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินดังกล่าว

ยังมีเรื่องทางรถจักรยาน ที่ปกติในต่างประเทศจะเป็นทางเฉพาะ ให้กับคนเดินกับจักรยานให้ไปด้วยกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ในประเทศไทยคือที่ถนนเลียบทางด่วนอาจณรงค์-รามอินทรา ที่บนทางเท้าด้านข้างของต้นปาล์มจะมีเส้นทางรถจักรยานเป็นการเฉพาะ ซึ่งความคิดนี้มีความก้าวหน้ามากสำหรับการทางพิเศษในสมัยนั้น และไม่ปรากฏว่ามีอีกเลยในยุคต่อๆมาเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก การออกแบบถนนที่ได้มาตรฐานโลกนี้เป็นการบอกกับประชาชนว่าในอนาคตต้องมีเส้นทางจักรยานเป็นการเฉพาะ ไม่ปะปนอยู่บนถนน ส่วนการเอาผิวถนนไปกันไว้สำหรับจักรยานนั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยมีการคิดวางแผนหรือดูงานอะไรจากที่ไหนมาก่อน ยิ่งมีที่กั้นด้วย ยิ่งทำให้การจราจรเป็นอัมพาตมากขึ้น การเสียพื้นที่การจราจรโดยไม่จำเป็นในเวลาเช่นนี้นับว่าส่วนวางแผนการจราจรเอากระแสมาจับมากกว่าการคำนวณทางวิศวกรรม สำหรับประเทศญี่ปุ่นและยุโรปที่มีการขี่จักรยานกันทั่วไป เหตุผลเดียวก็คือคนไม่ใช้รถกันและไปใช้ขนส่งสาธารณะกันหมดจนกระทั่งถนนมีความปลอดภัยสูงนั่นเอง แต่ไม่ใช่ในประเทศไทยเวลานี้ การจราจรแบบนี้แน่นอน

ในอนาคตอันใกล้รถทุกคันอาจจะต้องติดเครื่องติดตามและเข้าระบบการขับขี่ร่วมกันโดยคอมพิวเตอร์และแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อลดระยะห่างระหว่างคันกันให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มพื้นที่การจราจรให้มากที่สุด ลดอุบัติเหตุลงได้มากที่สุดเพราะไม่สามารถขับปาด ขับแซงกันได้ง่ายๆอีกต่อไป ทุกคนเพียงระบุที่หมายในคอมพิวเตอร์จากนั้นการเดินทางจะถูกจัดระเบียบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบเช่นนี้จำเป็นต้องรีบทำการศึกษาเพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเวลาต่างๆลง

ในเรื่องรถฉุกเฉิน และมารยาทในการใช้รถ ใช้ถนน คนไทยเราอาจมีการบอกเล่ากันเองหรือตกลงกันเองไม่ได้ดีนัก ในกฎหมายจราจรก็ไม่มีอะไรระบุไว้ให้เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น กรณีรถพยาบาลเมื่อวิ่งมาในต่างประเทศที่มีรูปแชร์กันอย่างในสหรัฐฯและเยอรมนี จะมีการเบี่ยงซ้ายและเบี่ยงขวาโดยเปิดช่องตรงกลางให้รถฉุกเฉินวิ่งไปโดยไม่มีรถอื่นๆตามพ่วงท้ายไปด้วย รัฐบาลสมัยหนึ่งพยายามจะให้มีรถพยาบาลฉุกเฉินรวมการทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนเพื่อเข้าถึงประชาชนผู้ได้รับอุบัติเหตุหรือป่วยหนัก แต่สุดท้ายก็คงสู้มูลนิธิต่างๆไม่ได้ที่แข่งกันรับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับมูลนิธิคือ บางครั้งด้วยเงื่อนไขการได้รับค่าตอบแทนก็จะไปส่งโรงพยาบาลในเครือของตนแทนที่จะส่งไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อน กรณีเช่นนี้ทำให้คนไข้เสียชีวิตได้ง่ายๆเพราะมาถึงห้องฉุกเฉินช้าเกินไป หรือเจ้าหน้าที่มูลนิธิไม่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นการเฉพาะทำให้การเคลื่อนย้ายสร้างการบาดเจ็บให้กับคนไข้โดยรู้เท่าไม่ถึงกาล กลายเป็นอันตรายบนท้องถนนไปเสียเองก็มี ยังมีมารยาทอื่นๆอีกเช่นการผลัดกันไป การเข้าทางร่วม ทางแยกอีกเป็นต้น ต้องคิดในการกำหนดมาตรการฝึกวินัยการใช้ถนนส่วนรวมร่วมกันและประชาสัมพันธ์กันอย่างจริงจังจนเป็นนิสัย คล้ายการจะจับพวกปาดหน้าในช่วงนี้ แต่ควรมองภาพใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

ผมชอบที่จะพูดเล่นๆว่า ถ้าใครคิดจะซื้อรถมาใช้ในกรุงเทพฯ ควรจะซื้อรถกระบะดีที่สุดเพราะทนทานต่อสภาพถนนที่ดูไม่ได้และการจราจรติดขัดเปลืองน้ำมันได้ดีกว่ารถซีดาน ส่วนใครจะซื้อรถซีดานดีๆต้องไปวิ่งต่างจังหวัดที่ถนนเรียบ ข้างทางสวยงาม บางทีใครที่อยากจะได้รถหรูๆ ควรจะย้ายบ้านไปอยู่แถวสุพรรณบุรีเพราะว่ากันว่าถนนเรียบและสวยเป็นลำดับต้นๆของประเทศเลยทีเดียว