ปลายเดือนตุลาคม 2564 มีเรื่องราวสำคัญกับพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดสองพรรคของประเทศในช่วงนี้ คือ พลังประชารัฐ และเพื่อไทย ที่มีการประชุมพรรคครั้งใหญ่ในรอบปีนี้
สรุปง่ายๆ ก็คือ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงแบบไม่เปลี่ยนแปลง คือ ความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการยังไม่เกิด (หัวหน้าพรรคคนเดิม เลขาธิการพรรคคนเดิม กรรมการบริหารพรรคชุดเดิม) ทั้งที่ความเปลี่ยนแปลงในพรรคนั้นมีอยู่แล้ว ทุกคนก็ทราบว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม
ขณะที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ที่นั่งมากที่สุด เหมือนจะมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่การแต่งตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ผู้อำนวยการพรรคใหม่ และ ประธานที่ปรึกษาพรรคด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม ฯลฯ
แต่คนจำนวนหนึ่งกลับมองเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในพรรคเพื่อไทยว่า ยิ่งเปลี่ยนแปลงยิ่งไม่เปลี่ยนแปลง?
มาจนถึงวันนี้การวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของ “พรรคใหญ่” ทั้งสองพรรคนี้คงมีเต็มไปหมดแล้ว ผมแค่อยากจะเพิ่มมุมมองเล็กๆ อีกสักนิดเพื่อจะชี้แจงว่าการดำรงอยู่ของ “พรรคใหญ่” ทั้งสองพรรคนี้บอกอะไรกับการเมืองไทยบ้าง?
บ้านเรามีความสนใจเรื่องของพรรคการเมืองอยู่มาก แต่จะเข้าใจเรื่องพรรคการเมืองมากน้อยแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง
เอาเป็นว่าในมุมมองของผม ความเข้าใจเรื่องพรรคการเมืองของไทยนั้นมักจะปนไปกับเรื่องของความมุ่งหวังว่าพรรคการเมืองจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาและการลงหลักปักฐานของประชาธิปไตยในสังคมไทย…
ความมุ่งหวังดังกล่าวนี้บางครั้งก็มากจนกระทั่งกลายเป็นผิดหวัง หรือถึงกับด้อยค่าพรรคการเมืองไทยไปหลายๆ ครั้งก็มี หมายถึงว่ามองว่าพรรคการเมืองไทยไม่เป็นพรรคการเมืองตามมาตรฐานของโลก ฯลฯ
อธิบายง่ายๆ ว่าความคิดว่าการจะพัฒนาประชาธิปไตยนั้นจะต้องมีพรรคการเมืองเข้ามาเป็นกลไกสำคัญนั้นเป็นแนวคิดที่ถูกพร่ำสอนกันมานาน โดยเฉพาะจากแนวคิดเรื่องการพัฒนาทางการเมืองที่เคยไปไกลถึงขั้นที่ว่า “ไม่มีพรรคการเมือง เท่ากับไม่มีประชาธิปไตย” กันเลยทีเดียว
ทัศนคติที่พบเห็นอยู่ครั้งก็คือ พรรคการเมืองของไทยนั้นมีเยอะ แต่ไม่เคยทำหน้าที่พรรคการเมืองที่แท้จริง พรรคการเมืองที่มีเป็นเพียงกลุ่มของนักการเมือง/นักเลือกตั้ง หรือมองว่าพรรคการเมืองนั้นไม่มีคุณสมบัติที่เพียงพอ ไม่ได้เป็นพรรคที่มีฐานจากประชาชน หรือที่เรียกว่าเป็นพรรคมวลชน ดังนั้นการสถาปนาพรรคการเมืองก็จะเป็นไปในลักษณะที่ไม่เกี่ยวโยงกับฐานอุดมการณ์ มากเท่ากับการเป็นก๊วนของนักการเมือง/นักเลือกตั้ง
และเลือกตั้ง = การซื้อเสียง นั่นเอง
มากไปกว่านั้น ยังมีความพยายามชี้ให้เห็นว่า พรรคการเมืองไทยอาจเป็นสิ่งลวงตา เพราะเรื่องราวจริงๆ ของการเมืองในมิติของการเลือกตั้งในบ้านเรานั้นเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงกันของเครือข่ายอุปถัมภ์ระดับชาติและระดับท้องถิ่น
นำไปสู่ความคาดหวังว่าจะต้องมีการพัฒนาให้พรรคการเมืองของไทยเปลี่ยนแปลงจากพรรคที่มีลักษณะของพรรคท้องถิ่น มาสู่พรรคที่เน้นนโยบายและโครงการ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็กลายเป็นว่า ยิ่งมุ่งหวังให้พรรคบางพรรคมีลักษณะของพรรคมวลชน และเน้นไปที่นโยบายมากเท่าไหร่ ก็มีกระแสของการมองว่าพรรคเหล่านั้นยิ่งไม่จริงแท้มากขึ้น เพราะกลายเป็น “พรรคประชานิยม” มากขึ้นเรื่อยๆ ในความหมายในแง่ลบ
หมายถึงว่าเป็นพรรคที่เน้นการให้คำมั่นสัญญากับประชาชน รวมทั้งผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง แต่จุดมุ่งหมายจริงๆ ของพรรคเหล่านั้นกลับกลายเป็นเรื่องของการมุ่งหวังคะแนนเสียงและความนิยมในระยะสั้นๆ แลกกับโครงการต่างๆ แต่การแลกเปลี่ยนโครงการและนโยบายระยะสั้นกับคะแนนนิยมนั้นอาจส่งผลเสียในระยะยาวต่อเศรษฐกิจและบ้านเมือง
แนวคิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพรรคการเมืองไทยยังมีเรื่องที่ว่า การเมืองไทยตั้งหลักไม่ดีตั้งแต่แรก เพราะคณะผู้เปลี่ยนแปลงกีดกันไม่ให้เกิดพัฒนาการของพรรคการเมือง และต้องใช้เวลาอยู่นานในการเปิดให้มีการเกิดพรรคการเมืองขึ้นในสังคมไทย และเอาเข้าจริง พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมในยุคแรกกลายเป็นพรรคการเมืองสายอนุรักษ์ ที่ครองความนิยม และใช้เงื่อนไขของระบบพรรคการเมืองในการผลักดันเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ
แม้ว่าอาจพึ่งพากองทัพอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถมีพลังเท่ากับกองทัพได้
ในอีกด้านหนึ่ง ความเชื่อมั่นว่าพรรคการเมือง (ที่ดี ที่พึงประสงค์) นั้นจะผลักดันประชาธิปไตย ก็ทำให้เกิดความคิดและปฏิบัติการในหลายๆ ครั้งในการร่างกฎหมายและรัฐธรรมนูญให้ส่งเสริมให้มีพรรคการเมือง เช่น การบังคับให้การลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปจะต้องลงสมัครในนามของพรรคการเมืองเท่านั้น และในการมีชีวิตในการเมืองรัฐสภานั้นจะต้องมีพรรคการเมืองสังกัดเสมอ รวมทั้งการบังคับว่าพรรคที่จะส่งสมาชิกลงเลือกตั้งจะต้องมีข้อบังคับมากมาย และมีการส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนด และเรื่องของการวางระบบเลือกตั้งและการนับคะแนน แบบบัญชีรายชื่อ และแบบนับทุกเสียงที่เปลี่ยนใหม่เมื่อปี 62 นั้นก็ทำให้เห็นว่าการเลือกตั้งกับเรื่องของพรรคการเมืองสำคัญ
บางยุคสมัยอยากให้พรรคการเมืองเข้มแข็งในฐานะเป็นพรรคใหญ่เสียงข้างมาก ก็ทำให้กฎกติกาเป็นแบบบัตรสองใบ นับแล้วนับอีก บีบให้มีเสียงข้างมาก เพราะเชื่อว่าพรรคการเมืองเสียงข้างมากถ้าได้เป็นรัฐบาลจะทำให้รัฐบาลและการเมืองมีเสถียรภาพ
บางครั้งก็หวาดระแวงพรรคใหญ่เสียงข้างมาก ก็เลยทำให้เกิดระบบนับทุกเสียง อ้างว่าเพื่อสะท้อนคะแนนที่แท้จริง ก็ทำให้พรรคใหญ่เสียงข้างมากจำต้องประนีประนอมกับพรรคอื่น แต่ไปๆ มาๆ นักการเมืองในพรรคใหญ่ทั้งสองพรรค รวมทั้งพรรคเคยใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ก็ไม่ต้องการสิ่งนี้
แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมเองก็อยากจะเพิ่มเติมอีกประเด็นในการทำความเข้าใจพรรคการเมืองไทยในวันนี้
หมายถึงว่า เราอาจจะมองความคาดหวังและบทบาทของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้อีกหลายมิติ
เช่น การมองว่าพรรคขนาดใหญ่นั้นคือพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากจากประชาชน เป็นพรรคที่มีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล
แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจจะมีการวิจารณ์ว่าพรรคขนาดใหญ่นั้นเอาเข้าจริงอาจสร้างปัญหาให้กับประชาธิปไตยได้เช่นกัน
เมื่อลองตั้งหลักอธิบายใหม่ในเรื่องพรรคการเมืองขนาดใหญ่ จะพบว่าพรรคขนาดใหญ่นั้นมีความเข้าใจได้หลายความหมาย
ตั้งแต่พรรคใหญ่ในความหมายพรรคเดียว ซึ่งมักจะเป็นพรรคที่อยู่ในระบอบเผด็จการ ด้วยการมีกฎหมายไม่ให้มีพรรคอื่นมาแข่ง พรรคกับรัฐ (บาล) เป็นเนื้อเดียวกัน อาทิ พรรคคอมมิวนิสต์ในระบอบคอมมิวนิสต์
หรือความหมายที่มองว่าพรรคใหญ่ที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย จากเดิมที่อาจจะมีความหมายบวกใหนแง่ของการลงหลักปักฐานของประชาธิปไตยที่พัฒนามาจากประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และเป็นตัวแทนของกลุ่มคนในสังคมที่ใช้รัฐสภาเป็นที่ในการต่อสู้ต่อรองผลประโยชน์
แต่ก็เป็นไปได้ว่าในบางประเทศอาจไม่เคยมีโอกาสที่จะเกิดพรรคสองพรรคที่สู้กัน อันเนื่องมาจากประวัติศาสตร์อย่างประเทศตะวันตก แต่อาจมีพรรคใหญ่ในแบบพรรคเดียวที่เป็นพรรคชาตินิยมที่ผูกขาดการเมืองในช่วงแรก หรือเป็นพรรคที่มาจากชาติพันธุ์เสียงข้างมาก ซึ่งบริบทที่สำคัญก็คือเป็นพรรคที่เกี่ยวเนื่องกับการปลดแอกจากอาณานิคม แต่ก็ครองอำนาจนำในสังคมนั้นไม่ทำให้เกิดความหลากหลายในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
ในหลายกรณีเช่นนี้เราอาจพิจารณาว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่เหล่านี้เป็น “พรรคใหญ่ ในฐานะพรรคครอบงำ” (dominant party) ซึ่งมีความหมายที่ไม่ค่อยดีนัก และยังไม่นับว่าอีกหลายกรณีที่พรรคใหญ่เหล่านี้อาจเกิดขึ้นทีหลังยุคการต่อสู้จากอาณานิคม แต่เป็นลักษณะของสภาพจากการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยภายหลังจากยุคเผด็จการ ทั้งในแบบที่ต่อสู้ปลดแอกจากเผด็จการด้วยความนิยมแล้วต่อมาก็พยายามรักษาอำนาจให้ได้นานที่สุด
หรือ เป็นกรณีที่เผด็จการเองพยายามอยู่ต่อในช่วงเปลี่ยนผ่านโดยการตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงเล่นในสนามการเลือกตั้งที่ตนสร้างกติกาขึ้นเอง
ทั้งสองแบบที่กล่าวมาจึงเป็น “พรรคใหญ่” ในความหมายของพรรคครอบงำ กลายเป็นความท้าทายทางการเมืองที่สำคัญ โดยเฉพาะท้าทายต่อคุณภาพของประชาธิปไตยเอง
หนึ่งคือ พรรคใหญ่ครอบงำกลายเป็นพรรคที่มักจะอยู่ตรงกลางๆ ของเส้นแบ่งของอุดมการณ์ เพราะต้องการจำนวนผู้เลือกตั้งมากที่สุด เพื่อให้ครองอำนาจได้นาน ดังนั้นอาจจะไปหวังอะไรมากไม่ได้ในการเปลี่ยนแปลงสังคมแบบถอนรากถอนโคน หรือฉับพลันทันที บางทีการเมืองที่มีพรรคใหญ่ครอบงำอาจไม่มีสีสันอะไรมาก เพราะพรรคจะไม่ตอบสนองต่อความต้องการของคนที่เป็นเสียงที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงจริงๆ และทำให้คนจำนวนไม่น้อยมีความแปลกแยกกับการเมืองในภาพรวม เพราะรู้สึกว่าการเมืองนั้นเต็มไปด้วยการประนีประนอมเกินไป ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงจริงๆ
สองคือ พรรคใหญ่ครอบงำอาจเกิดขึ้นในบรรยากาศการเมืองของการเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านที่ไม่เป็นคุณกับประชาธิปไตย พรรคใหญ่ครอบงำแบบนี้มีลักษณะสำคัญคือเปิดให้มีพรรคอื่นๆ แข่งขันได้ แต่แข่งยังไงก็แพ้ เพราะพรรคใหญ่ครอบงำนี้เป็นพรรคของรัฐบาล ดังนั้นต่อให้เกิดการแข่งขันทางการเมืองขึ้นพวกเขาก็ชนะ และอ้างแต่ความชอบธรรมว่าเพราะพวกเขามาจากการเลือกตั้งที่มีหลายพรรค ซึ่งต่างจากการเมืองยุคเผด็จการหรือระบอบเผด็จการแบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งอาจจะมีพรรคเดียว ความชอบธรรมจากการเลือกตั้งนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องของการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อ และพลังนอกรัฐสภา
ตรงนี้แหละคือประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะพรรคใหญ่ครอบงำในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ได้ลงหลักปักฐาน แต่เป็นประชาธิปไตยที่คุณภาพต่ำ หรือหัวมังกุท้ายมังกร/ลูกผสมนั้น พรรคใหญ่ครอบงำจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประชาธิปไตย มากเท่ากับการพยายามขยายเครือข่ายการแลกเปลี่ยนคะแนนเสียงกับนโยบายหรือโครงการ
ส่วนประชาชนนั้นแม้จะเป็นสมาชิกหรือเป็นลูกค้าหรือเป็นผู้สนับสนุนพรรคเหล่านี้ ก็จะไม่ได้มีโอกาสเข้าไปมีบทบาทในพรรคเหล่านั้นอย่างแท้จริง
การตัดสินใจหลักของพรรคใหญ่ครอบงำจึงเป็นเรื่องของการดีลลับ ของก๊วน ของกลุ่มชนชั้นนำ บนโต๊ะ ใต้โต๊ะ หรือนอกพรรค
ในแง่นี้ไม่ใช่ว่าผมจะวิจารณ์อย่างเสียหายไปทั้งหมด แต่อยากชี้ให้เห็นว่าพรรคการเมืองที่จะมีขนาดใหญ่มักมีแนวโน้มที่จะมีความเป็นเผด็จการอยู่ในตัวอยู่แล้ว ดังที่นักคิดสมัยก่อนได้กล่าวถึงกฎเหล็กของพรรค ประเด็นท้าทายจึงอยู่ที่ว่า จะทำยังไงให้พรรคใหญ่นั้นไม่มีแนวโน้มเป็นพรรคใหญ่ครอบงำ แต่เป็นพรรคใหญ่ที่เปิดกว้างให้กับประชาชน และสามารถทำงานร่วมกับพรรคอื่นๆ ในการเมืองรัฐสภา และนอกรัฐสภาได้
สิ่งที่น่าหวั่นใจของการกลับสู่ประชาธิปไตยในรอบนี้ของบ้านเราก็คือ ทุกพรรคนั้นมีความมุ่งหมายจะเป็นพรรคใหญ่ครอบงำ อย่างน้อยข้อกล่าวหาว่ามีพลังภายนอกที่ครอบงำพรรคเองก็เป็นส่วนหนึ่ง แถมยังมีเรื่องของการพยายามคงไว้ซึ่งกฎกติกาของความได้เปรียบเมื่อตนเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ/ขึ้นเป็นรัฐบาล และไม่ฟังข้อโต้แย้งของพรรคอื่นและภาคส่วนอื่นๆ มากนัก
ประชาธิปไตยในสังคมแบบนี้อาจไม่สามารถตั้งมั่นหรือกลายเป็นกฎกติกาเดียวในสังคมได้ เมื่อพรรคใหญ่นั้นต่างพยายามเป็นพรรคใหญ่ครอบงำ และทำให้การเมืองนอกรัฐสภานั้นกลายเป็นการเมืองที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาลและระบอบการเมืองอยู่บ่อยครั้ง เพราะรู้ว่ากติกาในการเมืองรัฐสภานั้นไม่เอื้อให้เกิดการรับฟัง เปลี่ยนแปลง และเติบโตของพลังที่หลากหลาย หรือไม่เอื้อให้ขั้วตรงข้ามทางการเมืองศรัทธาที่จะต่อสู้ในระบอบการเมืองนั้นได้มากนัก
แถมในรอบนี้การเปลี่ยนแปลง/ไม่เปลี่ยนแปลงของเพื่อไทยเองอาจนำไปสู่การย้อนกลับของความขัดแย้งทางการเมืองในแบบเดิมที่ปกคลุมบ้านเมืองมาเป็นทศวรรษ และยังมีความคุกรุ่นของความขัดแย้งใหม่ๆ ในช่วงสองสามปีนี้เป็นอีกปัจจัยทางการเมืองที่อาจจะทำให้การเมืองไทยนับจากวันนี้ยังร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพรรคอย่างพลังประชารัฐก็ยังไม่ลงตัวนักในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพลังนอกประชาธิปไตยกับพลังของการเมืองเลือกตั้งในพรรคตัวเอง

