“นักรบปีศาจแห่งสึชิมะ” (Ghost of Tsushima) เป็นวิดีโอเกมจากสตูดิโอ Sucker Punch Productions บริษัทผลิตเกมอเมริกัน ซึ่งตั้งใจจะสร้างเกมนี้เพื่อเป็นการ “คารวะ” วัฒนธรรมภาพยนตร์ซามูไรของ อากิระ คุโรซาวะ และบรรดาการ์ตูนมังงะและอนิเมะต่างๆ อันถือเป็นอิทธิพลเชิงวัฒนธรรมสำคัญของญี่ปุ่น
เนื้อหาของเกมนั้นอิงจากประวัติศาสตร์เมื่อครั้งที่กองทัพมองโกลที่นำโดย กุบไลข่าน ในปี 1274 พยายามบุกขึ้นแผ่นดินเกาะญี่ปุ่น โดยจุดหมายแรกที่เป็นประตูหน้าด่าน คือเกาะสึชิมะ ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะคิวชูกับคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดิมองโกล ตามประวัติศาสตร์ที่แท้จริงแล้ว กองทัพมองโกลแตกพ่ายไปเพราะพายุที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าเป็นพายุแห่งเทพเจ้า หรือ “กามิกาเสะ” หาก
เนื้อเรื่องในเกม กองทัพมองโกลนั้นนำโดยตัวละครสมมุติชื่อ โคตุน ข่าน และต้องรับมือกับการต่อต้านของชาวเกาะและ “นักรบปีศาจ” จิน ซาไค ที่ผู้เล่นจะต้องสวมบทบาทเป็นเขาผู้นี้ตลอดการเล่นเกม ซึ่งกินเวลาไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง ไม่นับรวมเนื้อหาเสริม
เนื้อเรื่องในเกมเปิดฉากที่ความพ่ายจะแจของกองทัพซามูไร 80 นาย เหลือรอดมาได้เพียงจิน ซาไค ตัวเอก และลุงของเขาผู้ถูกจับเป็นเชลย โดยสาเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้ คือการที่กองทัพมองโกลนั้นรบแบบไม่สนใจประเพณีพิธีศึกอะไรของพวกซามูไรใดๆ ทั้งสิ้น ดังได้เห็นจากฉากเปิดเรื่องที่ขุนนางซามูไรของตระกูลอาดาจิ เดินเข้าไปท้าแม่ทัพฝ่ายมองโกลให้ออกมาดวลกันตัวต่อตัวตามธรรมเนียม แต่ก็ได้รับการตอบรับจากโคตุนข่านด้วยการสาดเหล้าใส่แล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น ก่อนที่ซามูไรจะถูกกุดหัวเสียโดยพลันในดาบต่อมา
เมื่อสู้แบบซามูไรไม่ได้ผล นอกจากจะช่วยใครไม่ได้แล้วยังน่าจะเอาชีวิตไปทิ้งให้เสียเปล่า จิน ซาไค จึงยอมรับวิถีของการต่อสู้แบบ “นักรบปีศาจ” ที่ผสมผสานกับการต่อสู้แบบลอบเร้นที่ได้เรียนรู้มาจากโจรสาว
ชาวบ้านที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ด้วยวิถีนี้ เขายอมที่จะลอบสังหารศัตรูจากข้างหลัง หรือสังหารด้วยยาพิษที่ซามูไรมองว่าเป็นการกระทำที่ไร้เกียรติสิ้นดี
จิน ซาไค จึงเป็นทั้ง “ปีศาจ” ของกองทัพมองโกลที่เป็นศัตรูโดยตรง และ “ระบอบซามูไร” ที่มองว่าการเป็นนักรบปีศาจนั้นนอกจากจะนอกรีต น่าอับอายแล้ว ยังไม่น่าไว้ใจและอาจจะเป็นภัยซ่อนเร้นแก่ฝ่ายปกครองด้วย
จากศตวรรษที่ 13 ล่วงไปอีกกว่าเจ็ดร้อยปี เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเป็นฝ่ายรุกรานชาวเอเชียบูรพาบ้างในสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเขาก็ต้องรับมือจากการต่อต้านของคนในพื้นที่ที่เข้าไปยึดครองเช่นกัน สำหรับประเทศไทย การต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นนี้ได้รับการบันทึกไว้ในเอกสารและวรรณกรรมหลายชิ้น โดยเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงการลุกขึ้นต่อต้านนี้ คือนวนิยายอมตะเรื่อง “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์
คุณค่าความดีงามและการเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนของวรรณกรรมเรื่องนี้คงไม่ต้องกล่าวซ้ำให้มากความ ฉากคำประกาศบนโต๊ะอาหารต่อหน้าบรรดาท่านผู้ดีของ “สาย สีมา” ตัวเอกในเรื่องด้วยถ้อยคำสำคัญว่า “ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้น…” จนถึง “…ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถจะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป…” เป็นประโยคและฉากในวรรณกรรมไทยที่ถูกนำมากล่าวซ้ำและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด
แม้จะดูผิดฝาผิดตัวที่นำเอาวรรณกรรมอมตะของไทยยุคหลังสงครามโลกมาขึ้นกล่าวเทียบไปกับวิดีโอเกมขายดีเมื่อปีที่แล้ว หากความน่าสนใจคือ นอกจากจะมีเรื่องของ “กองทัพญี่ปุ่น” ต่างยุคสมัยกันที่เป็น
จุดร่วมกันแล้ว วรรณกรรมเรื่องนี้และวิดีโอเกมนั้นก็มีส่วนที่เชื่อมโยงกันได้อีก อย่างที่เชื่อว่าผู้สร้างและทีมงานทั้งหมดของเกมนี้ ไม่รู้ถึงความมีอยู่ของนวนิยายเรื่องนี้ด้วยซ้ำ คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำเพราะ
ชาติกำเนิด ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมกันของสังคมยุคเก่าแทบทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเอเชีย
ใน “ปีศาจ” นี้ ความเหลื่อมล้ำเพราะชาติกำเนิดอาจนับได้ว่าเป็นจุดขัดแย้งสำคัญที่สุดในเรื่องก็ว่าได้ และเป็นที่มาของฉาก “คำประกาศกลางโต๊ะอาหาร” นั่นด้วย กล่าวคือสังคมไทยในยุคที่เป็นฉากในเรื่องนั้น แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาแล้วหลายปี แต่ความเชื่อในเรื่องของ “ชาติตระกูล” ของผู้คน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับจัดชั้นให้ได้เป็น “ผู้ดี” โดยยังไม่ต้องทำอะไรเว้นเสียแต่ออกแรงเกิดมา และพวกเขาเชื่อว่า ด้วยชาติกำเนิดเช่นนี้ก็กำหนดตำแหน่งแห่งหนและบทบาทหน้าที่ของผู้คนไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ก็ไปพ้องได้กับเนื้อหาตอนหนึ่งในวิดีโอเกม “นักรบปีศาจแห่งสึชิมะ”
ในระหว่างการตามหาสมัครพรรคพวกมาร่วมต่อสู้เพื่อช่วยกู้แผ่นดินคืนจากกองทัพมองโกล คนหนึ่งที่จินได้พบ คือ ริวโซ นักดาบฝีมือดีที่เคยเป็นคู่ประคู่ปรับที่สูสี หากปัจจุบันริวโซเป็นเพียงโรนินหมวกฟางอดอยากยากจน ในตอนหนึ่ง จินจึงถามริวโซว่า เหตุใดจึงเลือกวิถีชีวิตของโรนินเช่นนี้ ทั้งที่ฝีมือดาบนั้นไม่ได้เป็นรองจากซามูไรเช่นเขาเท่าไรเลย
ริวโซ จึงเล่าเรื่องราวจุดพลิกผันในชีวิตให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งในการประลองดาบกับจิน ซาไค เมื่อหลายปีก่อนนั้น เขาได้เชิญบรรดาขุนนางซามูไรจากตระกูลต่างๆ ให้มาเป็นสักขีพยาน โดยหวังว่าหากในการประลองนี้ เขาสามารถเอาชนะจินได้อย่างสวยงามก็จะเป็นการแสดงความสามารถให้ประจักษ์เพื่อจะได้มีขุนนางสักตระกูลรับเขาเข้าไว้ในสังกัดตามวิถีซามูไรต่อไป
ทว่าการประลองนั้น เขากลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้แก่จิน ซาไค ที่ต่อสู้โดยไม่ออมมือให้ ซึ่งเรื่องนี้จินก็อธิบายว่า เขามีหน้าที่ต้องต่อสู้ให้สุดกำลัง หากเขาอ่อนเชิงแม้เพียงนิด เหล่าขุนนางซามูไรประสบการณ์สูงก็ดูออกว่าเป็นมวยล้ม และไม่เป็นประโยชน์อันใดแก่ใครอยู่ดี
ริวโซ จึงกล่าวความในใจว่า “แต่เจ้าน่ะ เป็น ‘ท่านซาไค’ มาตั้งแต่เกิด ข้าสิเป็นโรนินต่ำต้อย การประลองครั้งนั้นเป็นหนทางเดียวที่ข้าจะไขว่คว้าโอกาสมา”
เพราะในการประลองครั้งนั้น แม้ว่าจินจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม นั่นก็เป็นแค่การประลองครั้งหนึ่งที่ “ท่านซาไค” พ่ายแพ้เท่านั้น แต่จินก็ยังคงจะได้เป็นซามูไรเพราะได้รับชุดเกราะและตราตั้งแห่งตระกูลซาไคมาจากบิดา (ซึ่งท่านพ่อก็คงรับมาจากท่านปู่ย้อนกลับไปถึงทวดเทียด) ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหายไปมากกว่านั้น
หากแต่ริวโซแล้ว ความพ่ายแพ้ในการประลองครั้งนั้น เป็นการปิดประตูโอกาสการได้เลื่อนสถานะเป็นชนชั้นขุนศึกลงต่อหน้าต่อตา เรื่องนี้เองเป็นสิ่งที่จิน ซาไค เพิ่งจะได้ทำความเข้าใจ
ความเหลื่อมล้ำด้วยชาติกำเนิดที่เป็นประเด็นที่เกมนักรบปีศาจแห่งสึชิมะกล่าวถึงในปี 2020 และที่ “ปีศาจ” ได้แสดงให้เห็นมาตั้งแต่ช่วงปี 1950 นั้นจึงเป็นเรื่องเดียวกันแต่ต่างบริบท สังคมรัฐในเกมนั้นความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นกำเนิดปิดตายโอกาสในการเข้าสู่ความเจริญก้าวหน้า หรือแม้แต่หนทางทำมาหากินในชีวิต หรือแม้มีโอกาสก็ห้ามพลาดแต่เพียงครั้งเดียวดังชะตากรรมของริวโซ ส่วนในนวนิยายสะท้อนสังคมไทยยุคหลังสงครามโลกนั้น ความเหลื่อมล้ำเชิงโอกาสในชีวิตค่อยๆ คลี่คลายลงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หากแต่ความเหลื่อมล้ำในเชิงความคิดจิตใจ ความที่จะต้องยอมรับว่าคนนั้นเท่ากันไม่ว่าจะถือกำเนิดมาเช่นไร หลอกหลอนฝ่ายที่เคยได้เปรียบอยู่ดังเช่นปีศาจแห่งกาลเวลาที่ไม่มีวันตาย
แม้ในสังคมไทยปัจจุบัน ความเหลื่อมล้ำในลักษณะของสังคมโลกในยุคซามูไร หรือหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ นั้นก็แตกต่างกันออกไปแล้ว ด้วยระบบรัฐและสังคมรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติ ทำให้เรามีปัญหาเรื่องการกีดกันโอกาส เพราะชาติกำเนิดโดยตรงลดลงไป ด้วยทัศนคติของสังคมที่ยอมรับการพิสูจน์ตัวเองด้วยคุณค่าอันแท้จริงก็ได้รับการยอมรับมากกว่าเพียงเกิดมาถูกบ้านถูกตระกูล กระนั้นความเหลื่อมล้ำก็ยังคงอยู่ในเชิงของความเหลื่อมล้ำทางการเมืองและการเข้าถึงอำนาจนั้นๆ
ดังเช่นดราม่าร้อนแรงเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ที่องค์การบริหารนิสิตจุฬาฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะไม่ให้ความ
ร่วมมือกับกระบวนพิธีแห่ตราสัญลักษณ์ในกิจกรรมฟุตบอลประเพณี ด้วยอุดมการณ์อันประกาศชัดว่า
“ให้คนเท่ากัน” ก็มีผู้ใหญ่ระดับอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาออกมาพยายามกดชี้ให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้โดยแท้ และคนเราไม่มีทางที่จะเท่ากันเป็นอันขาด
เพราะความคิดในลักษณะนี้ยังคงอยู่ “ปีศาจ” แห่งกาลเวลาจึงไม่ยอมตาย วรรณกรรม “ปีศาจ” ที่แต่งขึ้นมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล จึงยังทันสมัยอ่านได้จนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับการปะทะกันทางความคิดและวิธีการระหว่างคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ สภาพสังคมที่ชนชั้นและระบบอาวุโสเป็นสาระสำคัญก็ทำให้ผู้เล่นก็ยังรู้สึกว่าประเด็นขัดแย้งในเกม “นักรบปีศาจแห่งสึชิมะ” นั้นมิได้ล้าสมัยไปอย่างใดเลย
สำหรับเกม “นักรบปีศาจแห่งสึชิมะ” ผู้สนใจใคร่เสพ คงต้องไปลองเล่นบนเครื่องเกมระบบ PlayStation 4 หรือ PlayStation 5 เท่านั้น โดยเกมนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยทั้งส่วนแสดงผลในเกมและคำบรรยายที่ทำได้สละสลวยและแนบเนียนราวกับภาพยนตร์ชั้นดี หรือใครแค่อยากดูให้รู้เรื่อง อาจจะติดตามชมในช่อง YouTube สายเกมต่างๆ ก็ได้ มีคนเล่นแบบสรุปเนื้อเรื่องให้ดูอยู่หลายช่อง
ส่วนนวนิยาย “ปีศาจ” นั้น นอกจากตัวเล่มจะมีจำหน่ายทั้งแบบปกแข็งเพื่อการสะสมและปกอ่อนสำหรับการเสพอ่านโดยทั่วไป หรือแม้แต่ในช่องทางหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยังมี “ทางลัด” อยู่ด้วย คือครั้งหนึ่งนวนิยายอมตะเรื่องนี้ได้รับการดัดแปลงถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มภาพยนตร์เพื่อฉายทั่วไปในปี พ.ศ.2524 โดย คุณขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ในวันนี้ ร่วมกับท่านผู้เขียนนวนิยายและมิตรสหายกลุ่มนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ร่วมอุดมการณ์
โดยเรากำลังจะมีกิจกรรม Movie Club “ดูหนังฟังเสียงปีศาจ” ที่จะมาร่วมชมภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยกันกับผมและ คุณศราพัส บำรุงพงศ์-ปทุมรส ดำเนินรายการโดย คุณจักรพันธุ์ ขวัญมงคล ในวันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ที่ Matichon Academy ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของ เทศกาลหนังสือ Matichon Book mark 2021 #คั่นไว้ในใจเธอ ด้วย
มาชมภาพยนตร์ด้วยกัน และร่วมรับฟัง “เสียงปีศาจ” ที่ข้ามกาลเวลามาหลายยุคหลายสมัยได้
ในงานครับ
กล้า สมุทวณิช

