นํ้ ามันแพง เป็นประเด็นร้อนใส่รัฐบาล ด้วยส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งภาคประชาชนผู้ใช้รถ ภาคขนส่งที่มีน้ำมันเป็นต้นทุกหลัก รวมไปถึงภาคการเมืองที่ออกมารุมกินโต๊ะรัฐบาล
สำหรับภาคประชาชน ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันดุเดือดในโลกโซเชียล ด้วยข้อมูลที่จริงบ้าง เท็จบ้าง
ส่วนภาคการขนส่งที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทางสหพันธ์การขนส่งทางบกฯ โชว์พลังจัดคาราวานรถบรรทุกออกมาวิ่งตามถนนสายหลักในจังหวัดต่างๆ เมื่อ 19 ตุลาคม เพื่อกดดันให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิต และตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 25 บาท แต่ไม่เป็นผล จึงนัดหยุดวิ่งรถบรรทุกกว่า 8 หมื่นคัน วันที่ 1 พฤศจิกายน
ขณะที่ภาครัฐมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาน้ำมันแพง แต่ดูเหมือนว่าหน่วยงานต่างๆ จะโยนเผือกร้อนให้กระทรวงพลังงานรับไปเต็มๆ ทั้งที่มีข้อจำกัดทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ และเงินทอง ที่จะมาตอบโจทย์ให้ทุกฝ่ายพอใจ
คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม มีมติให้ปรับลดสัดส่วนไบโอดีเซล บี 7 และบี 10 ให้เหลือเพียงบี 6 ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม-31 ตุลาคม
ทั้งนี้ เพื่อลดน้ำมันฐานให้การผสมเหลือ 6% จะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท
แต่ก็ถูกคัดค้านอย่างหนักจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเกรงว่าจะทำให้ราคาผลปาล์มลดลง ทั้งที่ราคาผลปาล์มขึ้นไปสูงมากแล้ว สุดท้าย กบง.เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมต้องยกเลิกบี 6 และกลับไปใช้บี 7 และบี 10 เหมือนเดิมมีผลเมื่อ 1 พฤศจิกายน
ทั้งนี้ มาตรการแก้ปัญหาน้ำมันแพง ต้องใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยรักษาเสถียรภาพราคา ซึ่งเป็นสูตรการแก้ปัญหาที่ใช้กันมาทุกยุคทุกสมัย เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งพรวด
แต่ทว่า สถานะเงินกองทุนฯเหลืออยู่กว่า 9 พันล้าน (ณ วันที่ 20 ตุลาคม) หากราคาน้ำมันตลาดโลกยัง
ทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ เงินกองทุนฯก็ไม่พอที่จะมาช่วย
หากจะให้กองทุนน้ำมันฯเข้าไปอุ้มต่อเนื่อง ก็ต้องไปกู้เงินมา ซึ่ง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กำหนดเพดานให้กู้ได้อีก 2 หมื่นล้านบาท
ส่วนมาตรการด้านภาษีสรรพสามิตที่หากจะลดลงมาก็พอจะช่วยได้อีกด้านหนึ่ง แต่กรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังก็ยังยืนกระต่ายขาเดียว ไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิต โดยให้ใช้เงินจากกองทุนน้ำมันฯจนสุดทางก่อน แล้วค่อยมาว่ากันเรื่องการลดภาษีสรรพสามิต
สรุปแล้ว ปัญหาราคาน้ำมันแพงที่เคยเกิดขึ้นมาในแต่ละยุคสมัย มักจะใช้สูตรเดิมคือ แก้ด้วยการใช้นโยบายประชานิยม เพราะรัฐบาลกลัวจะเสียคะแนนนิยม จึงนำเงินมาอุดหนุนเพื่อปิดปากเสียงก่นด่า และหวังคะแนนเสียง จนประชาชนคุ้นชินว่าต้องใช้น้ำมันราคาถูก โดยไม่สนความเป็นจริงว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะแพงแค่ไหน
ทำให้ติดกับดักประชานิยม การแก้ปัญหาจึงวนอยู่ในหล่มเดิมๆ ไม่ได้มูฟออนไปเผชิญความเป็นจริงสักที
ไม่รู้ว่ารัฐบาลชุดนี้ หรือในอนาคต จะหาญกล้าเลิกแก้ปัญหาด้วยวิธีประชานิยม และจะกล้าไหมที่หันมาสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนว่าโลกความเป็นจริงเป็นอย่างไร
ให้ประชาชนรับรู้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกเป็นปัจจัยที่เหนือการควบคุม ขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน ดังนั้นราคาขายปลีกจึงต้องเป็นไปตามกลไกตลาด เมื่อเราแก้ปัญหาด้วยการบิดเบือนกลไกตลาด ก็จะจมปลักอยู่เหมือนเดิม
แม้ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ พยายามอย่างเต็มที่ในการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน แต่ทางการเมืองยังแก้ปัญหาด้วยประชานิยมจนเสพติดไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรคนไทยจะเข้าใจและยอมรับกับโลกแห่งความเป็นจริง
สัญญา รัตนสร้อย

