COP26 : ผู้ร้ายและผู้ดี

7.11.21 | 13:40 น.

COP26 ย่อมาจาก Conference of the Parties ครั้งที่ 26 ปีนี้จัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์, สกอตแลนด์ของสหราชอาณาจักรช่วง 31 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งเป็นการประชุมภาคี (parties) ของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Framework Convention on Climate Change UNFCCC) นั่นเอง เมื่อ 6 ปีก่อน มีการประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ประเทศภาคีที่เข้าร่วมประชุม COP21 มีข้อตกลงเรียกว่าข้อตกลงปารีส ว่าจะร่วมมือกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศ ให้ปริมาณสุทธิเป็นศูนย์ (ก๊าซเรือนกระจกที่มีทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนโตรเจนออกไซด์ เป็นต้น ซึ่งมักคำนวณปริมาณเป็นน้ำหนักสมมูลของคาร์บอน) หมายความว่าปริมาณที่ปล่อยสู่บรรยากาศกับปริมาณคาร์บอนที่นำมากักเก็บ (carbon sink) ไว้กับโลก มีค่าเท่ากัน โดยมีเป้าหมายให้สภาพภูมิอากาศเมื่อสิ้นคริสต์ศตวรรษนี้ร้อนกว่าเมื่อ 200 ปีก่อน (ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม) ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ถึงอย่างไรก็ต้องไม่ร้อนเกินกว่า 2.0 องศาเซลเซียส ข้อตกลงปารีสเห็นควรให้มีการติดตามผลและยืนยันว่าแต่ละประเทศจะทำตามข้อตกลงในทุก 5 ปี แต่ปีที่แล้วเกิดวิกฤตโควิด -19 จึงเลื่อนการติดตามผลมาเป็นปีนี้

ในการประชุม COP26 มีผู้นำประเทศจาก 197 ประเทศเข้าร่วม มีตัวแทนองค์การชำนัญการพิเศษ และองค์กรภาคประชาสังคม รวมทั้งเยาวชนที่สนใจและตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบรวมทั้งชนพื้นเมือง เข้าร่วมรวมแล้วประมาณ 25,000 คน การประชุมวันที่ 1 และ 2 พฤศจิกายนเป็นการแสดงสุนทรพจน์ของผู้นำโลก รวมทั้งนายกรัฐมนตรีของไทย หลังจากนั้น เป็นการเจรจาด้านเทคนิค หากจะมีข้อตกลงใด ๆ ก็เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของการประชุมคือวันที่ 12 พฤศจิกายน หรือหลังจากนั้นไปแล้ว แต่ผู้นำคือผู้ที่ให้นโยบายหรือคำมั่นสัญญา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาให้สัญญาว่าสหรัฐฯต้องการจะบรรลุภาวะ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 แม้ว่าขณะนี้รัฐสภาสหรัฐฯ เองยังไม่ได้ออกกฎหมายใด ๆ ที่ให้อำนาจรัฐบาลในเรื่องนี้

ส่วนนายกรัฐมนตรีไทยกล่าวสุนทรพจน์ว่า ตามที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและขนส่งอย่างน้อยร้อยละ 7 ภายในปี พ.ศ. 2563 นั้น ในปี พ.ศ. 2562 ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 17 แล้ว และจากวันนี้ไปถึงปี พ.ศ. 2573 จะลดการปล่อยก๊าซลงร้อยละ 40 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (carbon neutrality) ภายในปีพ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีพ.ศ. 2608 เป้าหมายที่สองนี้ทำได้ยากกว่า เพราะต้องลดการปล่อยก๊าซมีเทน ไนโตรเจนออกไซด์และอื่น ๆ ด้วย

ชื่อเรื่องของบทความนี้อาจทำให้เข้าใจผิดว่าผมจะวิจารณ์ว่าประเทศใดเป็น “ผู้ร้าย” คือไม่ให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกในการรับส่วนแบ่งความรับผิดชอบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือประเทศใดเป็น “ผู้ดี” ที่สัญญาว่าจะร่วมมือ เพราะผมจะไม่วิจารณ์ใคร เกรงว่าจะพลาดไปเชียร์ประเทศที่ให้สัญญาไว้อย่างดีแต่ไม่ทำน่ะซิ แต่ผมจะขอเชียร์ “ผู้ดี” ที่เป็นวัตถุ ซึ่งได้แก่ป่าไม้ และตั้งข้อรังเกียจต่อมีเทนซึ่งเป็นตัวการสำคัญถัดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการทำให้โลกร้อนนั่นแหละ

ข่าวดีจาก COP26 คือผู้นำกว่า 105 ประเทศจะลงนามในคำประกาศให้คำมั่นที่จะยุติการตัดไม้ทำลายป่า และฟื้นฟูป่าไม้ภายในปี 2030 ถือเป็นข้อตกลงใหญ่ข้อแรกของ COP26 ประเทศที่จะลงนามรวมถึงบราซิล ซึ่งครอบครองผืนป่าอามะซอนที่กำลังถูกทำลายเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ คานาดา จีน อินโดนีเซีย รัสเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และเวียดนาม ก็ประกาศว่าจะร่วมลงนาม แต่ไม่ปรากฏว่าไทย กัมพูชา เมียนมา และลาว จะร่วมลงนามด้วยหรือไม่ ประเทศ 105 ประเทศหรือมากกว่านั้นที่จะร่วมลงนาม เป็นเจ้าของผืนป่าที่ครอบคลุมเนื้อที่ราว 85% ของป่าไม้ทั่วโลก

Advertisement

ประเทศที่พัฒนาแล้วที่ร่วมลงนามได้ให้คำมั่นจะสมทบเงินทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเกือบ 14,000 ล้านปอนด์ (ราว 644,000 ล้านบาท ) เพื่อใช้แก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า โดยเงินส่วนหนึ่งจะมอบให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูผืนป่าที่ถูกทำลาย แก้ปัญหาไฟป่า และสนับสนุนชุมชนพื้นเมืองที่ต้องพึ่งพาป่าฝนในการดำรงชีพ ในจำนวนนี้ราว 1,100 ล้านปอนด์ จะใช้ในการปกป้องป่าฝนเขตร้อนขนาดใหญ่อันดับสองของโลกบริเวณลุ่มน้ำคองโก ในแถบแอฟริกากลาง

นอกจากนี้ รัฐบาล 28 ประเทศยังให้คำมั่นว่าจะไม่ตัดไม้ทำลายป่า เพื่อถากถางเป็นแปลงปลูกพืชที่ใช้ในการเกษตรอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันปาล์ม ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่ใช้เลี้ยงปศุสัตว์ และโกโก้ เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญในการทำลายป่า ขณะเดียวกันบริษัทการเงินรายใหญ่หลายแห่งของโลก ได้ให้คำมั่นว่าจะเลิกลงทุนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า

รัสเซียมีผืนป่าธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งมีต้นไม้กว่า 1 ใน 5 ของต้นไม้ทั้งหมดบนโลก และช่วยดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละกว่า 1,500 ล้านตัน ต้นไม้คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยต่อสู้กับภาวะโลกร้อน เพราะทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศโลก โดยต้นไม้ดูดซับก๊าซชนิดนี้ได้ราว 1 ใน 3 ของปริมาณที่ประเทศต่าง ๆ ปล่อยออกมา ทว่าปัจจุบัน โลกกำลังสูญเสียป่าไม้ไปอย่างรวดเร็ว ทุกนาที ป่าถูกทำลายไปเป็นพื้นที่ประมาณ 27 สนามฟุตบอล เราต้องรีบหยุดการตัดไม้ทำลายป่า หยุดทำร้าย “ผู้ดี” ที่ช่วยปกป้องโลก พร้อมทั้งฟื้นฟูป่าและที่ดินที่เสื่อมโทรม

มีเทน (CH4) เป็นก๊าซที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากมูลสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย หมู จากการเผาไหม้ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ จากบ่อน้ำมันที่เลิกใช้แล้ว จากการย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุในดิน โดยมีเทนในฐานะก๊าซเรือนกระจกมีผลรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 23 เท่า มีเทนมีส่วนประมาณ 30 % ในการทำให้โลกร้อน และปริมาณมีเทนในบรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2550 จึงขอเรียกก๊าซมีเทนว่าเป็น “ผู้ร้าย” ที่ต้องหาทางจัดการ

ในการประชุม COP26 ประเทศกว่า 100 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น คานาดา สหราชอาณาจักร ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซมีเทนประมาณ 30% ภายใน ค.ศ. 2030 เมื่อเทียบกับปี 2020 โดยสหรัฐอเมริกาได้นำเสนอแผนการดำเนินงานเพื่อการนี้แก่ที่ประชุมด้วย หลัก ๆ คือลดการรั่วของก๊าซมีเทนจากบ่อขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนการรั่วจากท่อและโรงงานผลิตเชื้อเพลิงต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังต้องลดการปล่อยมีเทนจากการเลี้ยงปศุสัตว์ จากการฝังกลบขยะ และจากการปลูกข้าว เป็นต้น

น่าเสียดายที่หลายประเทศปล่อยก๊าซมีเทนเป็นจำนวนมาก เช่น รัสเซีย จีน อินเดีย ซึ่งโครงสร้างที่ใช้ผลิตเชื้อเพลิงจากซากพืชซากสัตว์มักมีการรั่วของมีเทนเสมอ ส่วนออสเตรเลียที่ทำเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่หลายแห่งก็ปล่อยก๊าซมีเทนจนมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมเช่นกัน ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยมีเทนในการประชุมครั้งนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซมีเทนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงมีค่าประมาณ70 ล้านตันในปีที่แล้ว ซึ่งมีผลเทียบได้กับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของสหภาพยุโรปในหนึ่งปีทีเดียว

อีกแหล่งหนึ่งของการปล่อยมีเทนที่เกี่ยวข้องกับบ้านเราคือ การปลูกข้าว ซึ่งปล่อยก๊าซมีเทนประมาณ 12 % และมีส่วนทำให้โลกร้อนประมาณ 1.5 % วิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลดีคือการบริหารน้ำในนา โดยสลับการปล่อยนำเข้า-ออกจากนา (Alternate Wetting and Drying AWD) ชาวนาเวียดนามที่ใช้วิธีนี้ ลดการปล่อยมีเทนได้ 30-70 % และยังเพิ่มผลกำไรจากการปลูกข้าวได้ประมาณ 13 %

ในการประชุม COP26 มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ด้วย หลักการคือการใช้วัสดุให้น้อยลงและนำส่วนที่ใช้แล้วบางส่วนกลับมาใช้ใหม่ในงานที่ต่างออกไป ซึ่งมีแนวคิด เช่น

เพิ่มอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์

ลดปริมาณวัสดุที่สูญเสีย

นำวัสดุและผลิตภัณฑ์มาใช้ใหม่

แทนวัสดุที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากด้วยวัสดุที่ปล่อยน้อยลง

ลดปริมาณคอนกรีตและเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้าง

ฯลฯ

ข้อคิดในภาพกว้างในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อนคือ ลด “ผู้ร้าย” เพิ่ม “ผู้ดี” เช่น

เก็บเชื้อเพลิงซากพืชซากสัตว์ไว้ในดินให้มากไว้

ใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น

ใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น

บริโภคโปรตีนจากพืชมากขึ้น

เพิ่มพื้นที่ป่า ปลูกต้นไม้

รบกวนหรือเบียดเบียนโลกนี้ให้น้อยที่สุด

ฯลฯ

มีหลายเรื่องที่ชาวบ้านอย่างพวกเราพอจะทำได้ ขอเพียงแต่ตระหนักรู้ว่าเราทุกคนเลือกได้ไม่มากก็น้อยที่จะอยู่ข้าง “ผู้ร้าย” หรือ “ผู้ดี” ที่จะช่วยเพิ่มหรือลดภาวะโลกร้อนก่อนที่จะสาย

โคทม อารียา