นับแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2564
ถึงวันนี้เวลาล่วงเลยมา 2 เดือนเต็ม
ยังไม่มีทีท่าว่า “บิ๊กตู่” จะแต่งตั้งใครมาดำรงตำแหน่งแทน
จะปรับปรุง “คณะรัฐมนตรีใหม่” หรือไม่?
หรือจะปล่อยให้เก้าอี้ 2 รมช.ว่างไปเรื่อยๆ
ไร้คำตอบใดๆ ที่ชัดเจนจากปาก “นายกฯ”
เสมือนหนึ่งว่า การใช้อำนาจ “ปล้น” รัฐมนตรี และการไม่แต่งตั้งใครเข้ามาแทนนั้นเป็นเรื่อง “ส่วนตัว” ชาวบ้านไม่เกี่ยว
แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชาวบ้านโดยตรง กระทบต่อการบริหาราชราชการแผ่นดิน
ซึ่งสะท้อนถึงวิธีการจัดการปัญหาของผู้นำ!?
อย่าลืมว่าการออกคำสั่งเจ้าปัญหาของ พล.อ.ประยุทธ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก
หนึ่ง คำสั่งมอบหมายให้รัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ ไปรับผิดชอบพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส.ในจังหวัดนั้น ต่อมาต้องยกเลิกคำสั่ง
หนึ่ง คำสั่งมอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐกำกับดูแลงาน 4 กรมที่ “ผู้กองธรรมนัส” เคยรับผิดชอบ
ต่อมาต้องออกคำสั่งเปลี่ยนมาให้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯเป็นผู้กำกับดูแล
แต่เหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จึงซุกเก้าอี้ 2 รมช.ไว้ใต้พรม?
การไม่ไยดีต่อเก้าอี้ รมช.ที่ว่าง จะเป็นผลเสียต่อ พล.อ. ประยุทธ์มากกว่าจะเป็นผลดี
ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา กาลเวลาได้พิสูจน์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เห็นแล้วว่า
ผู้กองธรรมนัสไม่ได้เป็นคนตัวเปล่าเล่าเปลือย ที่ไร้ญาติขาดมิตร
ที่สำคัญไม่ใช่ “ขยะ” ไร้ค่าที่จะขจัด “เขี่ยทิ้ง” หรือเอาไปซุกไว้หลังบ้าน
เขาคือ ส.ส.พะเยา นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตรไว้วางใจเพราะเห็น “คุณค่า” และ “ความสามารถ” ทั้งใน “ฝีมือ” การบริหารงานและ “เชิงชั้น” รอบจัดด้านการเมือง
ในขณะที่หลายพรรคการเมืองเริ่มปรับโครงสร้างการบริหารงาน หา “คนรุ่นใหม่” มาเสริมทีมพร้อมกับคิดค้นนโยบายเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ในขณะที่สภาล่ม ทั้งๆ ที่ ส.ส.รัฐบาลมีจำนวนมากกว่า
ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านตั้งท่าจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติเกี่ยวกับความล้มเหลวการบริหารงานของรัฐบาลโดยเฉพาะในตัวผู้นำ
เก้าอี้ 2 รมช.ที่ว่างอยู่ ไม่ควรถูกเก็บเข้าลิ้นชักไว้เป็นเดือนๆ อย่างที่เป็นอยู่
จะเอายังไงก็ว่ามา เพราะนี่เป็นเรื่อง “บ้านเมือง” ไม่ใช่เรื่อง “ส่วนตัว”
ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ยังปรารถนาจะเป็นนายกฯต่อไปอีกนานๆ ไม่ต้องการให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองจากในพรรคพลังประชารัฐเหมือนกับที่เคยเกิดตอนศึกซักฟอกครั้งที่ผ่านมาจนรัฐนาวาเกือบจะล่ม
ก็ต้อง “ปรับปรุง” ตัวเองและ “แก้ไข” สิ่งที่เป็น “จุดอ่อน”
ถ้า พล.อ.ประยุทธ์คิดว่าที่ “ปลดฟ้าผ่า” นั้น ตัดสินใจผิดพลาด เหมือนกับที่เคยออกคำสั่งผิดพลาดมาในอดีต
ก็ต้องปรับ ครม.กันใหม่ ให้ “ผู้กองธรรมนัส” และ “อาจารย์แหม่ม” เข้ามาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง แล้ว “ยกเครื่อง” กันใหม่ในหลายๆ เรื่อง
จะให้ขุนพลทั้งสองนั่งเก้าอี้อยู่ที่เดิม หรือเลื่อนสูงขึ้น ให้ “สมศักดิ์ศรี” กับตำแหน่งสำคัญในพรรคพลังประชารัฐก็รีบทำเสีย
ไปคุยกับ “พี่ป้อม” ให้รู้เรื่อง ไหนบอกว่าคุยกันทุกวัน แต่เรื่องนี้ทำไมไม่คุย ไม่หาข้อยุติ
ทำให้ “อึมครึม” เพื่ออะไร มีความสุขตรงไหน?
อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้สภาพการมองหน้ากันไม่ติดคาราคาซัง
ขืนชักช้า ระวัง “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” !?!
ศุกร์ มังกร

