ภาพเก่าเล่าตำนาน : อำลา …อาลัย…พื้นที่‘หัวลำโพง’ โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
105 ปีที่ผ่านมา สิ่งก่อสร้างในมาดเคร่งขรึม “ขวัญใจคนไทย” ตรงนี้ คือ สถาปัตยกรรมที่เป็นอารยะ เด่นตระหง่าน เป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ เป็นสถานีรถไฟที่เก่าแก่ที่สุด เป็นสถานีรถไฟหลักของ ประเทศไทย
มีพบ มีพลัดพราก จากกัน เมื่อขบวนรถไฟมาถึง…และจากไป…
พ.ศ.2413 ในหลวง ร.5 เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์และเมืองปัตตาเวีย ทอดพระเนตรการสร้างรถไฟ และประทับรถไฟที่อินเดีย นั่นคือจุดเริ่มต้น…พระวิสัยทัศน์ …กิจการรถไฟประเทศไทย
9 มีนาคม 2439 ในหลวง ร.5 ทรงตรึงหมุดปฐมฤกษ์ของทางรถไฟจุดแรก ณ บริเวณพื้นที่ของกรมรถไฟหลวง หน้าวัดเทพศิรินทร์
นับแต่นั้นมา สยามโดดเด่นในเรื่องการคมนาคมใน “ระบบราง” ไปยังภาคอีสาน ภาคเหนือ และลงไปภาคใต้ สร้างความเป็นเอกภาพ ความเป็นปึกแผ่นของราชอาณาจักร
กิจการรถไฟไทย… ไม่เป็นสองรองใครในทวีปเอเชีย
กรมรถไฟหลวง เป็นแหล่งรวม “คนเก่ง” ด้านวิศวกรรมที่จบการศึกษาจากต่างประเทศและชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการ
การสร้างบ้าน สร้างเมือง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนใน “แนวชาติตะวันตก” ของสยาม เริ่มต้นในช่วงสมัยในหลวง ร.4 และทะยานพุ่งขึ้นสุดขีดในสมัยในหลวง ร.5
สยามประเทศ…แม้จะต้องเผชิญกับลัทธิล่าอาณานิคม อังกฤษ ฝรั่งเศส ที่ถือมีดอีโต้รอเชือดแบ่งดินแดนอยู่…หากแต่คณะที่ปรึกษาในราชสำนักที่เป็นชาวต่างชาติ รวมถึงพระวิสัยทัศน์อันชาญฉลาด สร้าง หลอมรวมอาณาจักรที่ยังกระจัดกระจาย ให้เป็นปึกแผ่น นำพา “นครรัฐ” เหนือจรดใต้ เข้ามาเป็น “ทองแผ่นเดียวกัน” โดยใช้กิจการ “รถไฟหลวง”
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนทวีปยุโรป 2 ครั้งคือ การเปิดประตูบานใหญ่ ให้ “แสงสว่าง” เข้ามาสาดส่องสว่างในแผ่นดิน
สิบปากว่า…ไม่เท่าตาเห็น…ข้าราชสำนักในระดับสูงได้มีโอกาสติดตามพระองค์ไปสัมผัสอารยธรรมในยุโรป
พระวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม คือ การว่าจ้างชาวต่างชาติที่เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์จากยุโรปเข้ามารับราชการ สร้างบ้าน สร้างเมือง
พระราชภารกิจสำคัญยิ่ง คือ มิให้มหาอำนาจมองว่า สยามเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน …ซึ่งมหาอำนาจประสงค์จะเข้ามายึดครองเป็นอาณานิคม
กรุงเทพฯ ในเวลานั้น มีชุมชนที่ผู้คนหนาตา เพียงแค่ชุมชนชาวจีนแถว เยาวราช สำเพ็ง ที่เกาะกลุ่มกันทำมาค้าขาย
มีร้านค้า 2 ฟากถนนเจริญกรุง (ที่เพิ่งสร้างในสมัยในหลวง ร.4) กรุงเทพฯ พื้นที่กว้างใหญ่ เป็นทุ่งนา เป็นป่า เป็นสวนผลไม้ ใช้วัว ควาย เกวียน และเรือ เดินทางไป-มา บางส่วนอาศัยอยู่บนแพในแม่น้ำลำคลอง
พระราชภารกิจของในหลวง ร.5 ในเวลานั้นมีมหาศาล แต่ 1 ในความศิวิไลซ์ ที่ตกทอดมาถึงทุกวันนี้ คือ กิจการรถไฟ
ลองมาเจาะประเด็น “หัวลำโพง” ครับ
ทวีปยุโรปมีกิจการรถไฟที่เลิศล้ำ นำสมัยที่สุดในโลก
ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป 2 ครั้ง คือ พ.ศ.2440 และ พ.ศ.2450
“ศูนย์กลางแห่งอำนาจ” คือ กรุงเทพฯ เท่านั้น
เมื่อทรงมีพระราชวินิจฉัยเรื่อง “กิจการรถไฟ” วิศวกรจากต่างประเทศ ข้าราชสำนักที่ได้รับมอบหมาย วางแผนกิจการรถไฟในสยาม …เดินทางด้วยช้าง ม้า เกวียน เดินเท้า เพื่อสำรวจเส้นทางวางรางรถไฟ …ทุกอย่างเป็นไปตามระบบงานวิศวกรรม
“ศูนย์กลางกิจการรถไฟ” แบบยุโรป คือ พื้นที่โล่งขนาดมหึมา ถูก “ปักหมุด” ไว้ไม่ไกลจาก โรงเรียนเทพศิรินทร์
ทุ่งหญ้ากว้างบริเวณนั้น ใช้เป็นที่เลี้ยงวัวของแขก ชาวบ้านเห็นฝูงวัววิ่งอย่างคึกคะนองอยู่กลางทุ่งจึงเรียก “ทุ่งวัวลำพอง”
ในหลวง ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้เริ่มโครงการ ณ พื้นที่ตรงนี้
พ.ศ.2453 เริ่มก่อสร้าง “สถานีรถไฟกรุงเทพ” ขุดคลอง สร้างถนนในบริเวณใกล้เคียง เกิดการออกเสียงเพี้ยนไปเป็น “หัวลำโพง”
บ้างก็สันนิษฐานว่า “หัวลำโพง” อาจจะเป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งชื่อ “ต้นลำโพง” ซึ่งเคยมีมากในบริเวณนี้
หนังสือที่เขียนขึ้นในสมัยในหลวง ร.4 จะพบคำว่า “หัวลำโพง” และ “วัวลำพอง” ใช้ปะปนกันโดยไม่รู้ใครผิดใครถูก
สถานีรถไฟกรุงเทพ เริ่มก่อสร้างในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 คือในปี พ.ศ.2453 การก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดใช้บริการอย่างเป็นทางการโดยในหลวงรัชกาลที่ 6
25 มิถุนายน พ.ศ.2459 ในหลวง ร.6 ทรงกระทำพิธีกดปุ่ม สัญญาณไฟฟ้าให้รถไฟขบวนแรกเข้าสู่หัวลำโพง ซึ่งสร้างอยู่บนพื้นที่ราว 120 ไร่
ตัวอาคารที่สวยสง่าของสถานีรถไฟหัวลำโพง ออกแบบโดย นายมาริโอ ตามานโญ สถาปนิกชาวอิตาเลียนและทีมงานชาวอิตาเลียน ซึ่งเข้ามารับราชการอยู่ที่กระทรวงโยธาธิการ ในราชสำนักสยาม และมีผลงาน “ศิลปะสถาปัตย์” ที่สำคัญเกือบทั้งหมดในกรุงเทพฯ
ในหลวง ร.5 ทรงว่าจ้างทีมงานชาวอิตาเลียนที่เป็นอัจฉริยะทางการออกแบบมาออกแบบ วางผังเมือง และอาคารหลายแห่งมารับราชการออกแบบอาคาร สถานที่ที่ยังยืนเด่น สง่างาม มาจนถึงทุกวันนี้
รูปทรงที่งดงามอ่อนช้อย แต่ “ทรงพลัง” ของหัวลำโพง ได้รับอิทธิพลมาจากสถานีรถไฟเมืองแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี
วัสดุสำเร็จรูปที่ใช้ในการก่อสร้าง ก็สั่งนำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี
หัวลำโพง มีรูปแบบเสาที่เหมือนกับสถาปัตยกรรมกรีก คือ รูปแบบ Ionic และมีรูปปั้นประดับซึ่งเป็นรูปปั้นที่มีลักษณะที่เหมือนมุนษย์ โดยรวมเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป… มีรูปแบบเสาที่อยู่ด้านนอก
การคำนวณ ออกแบบให้หลังคาเป็นทรงโค้งเช่นเดียวกับหลังคาโดมของพระที่นั่งอนันตสมาคม คือความท้าทายอันยิ่งใหญ่
ทรงโค้งครึ่งวงกลมขนาดมหึมา แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมในสมัยนั้น คือ สิ่งที่สยามต้องการให้ทุกสายตาได้ประจักษ์
งานศิลปะชั้นยอด คือ เวลาแสงแดดตกกระทบ แผ่นกระจกสีฟ้าและเขียวที่เรียงรายสลับกัน… จะเกิดแสงระยิบระยับ
บริเวณด้านหน้า มีสวนหย่อม และวงเวียนน้ำพุ ซึ่งสร้างเป็นอนุสาวรีย์น้อมเกล้าฯ อุทิศส่วนกุศลถวายแด่พระพุทธเจ้าหลวง ในหลวง ร.5 ภายในประดับด้วยหินอ่อน เพดานมีการสลักลายนูนต่างๆ
สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ คือ แหล่งพำนักพักพิงของกองทัพญี่ปุ่น (จำนวนหนึ่ง) ทหารซามูไรมาสร้างทางรถไฟในสยามเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุง ฝ่ายอังกฤษ อเมริกา นำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดในกรุงเทพฯ หลายจุด มีการสร้างหลุมหลบภัยด้านหน้าหัวลำโพง ขุดหลุมเพื่อให้ประชาชนเข้ามาหลบภัย
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ข้าราชการรถไฟได้รวบรวมทุนทรัพย์สร้างอนุสาวรีย์รูป “ช้างสามเศียร” พร้อมสลักภาพนูนต่ำเป็นพระบรมรูปของในหลวง ร.5 นอกจากนี้ ที่นี่ยังถือเป็นหลักกิโลเมตรที่ 0 ของทางรถไฟในประเทศไทยด้วย
มีนาฬิกาขนาดใหญ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 160 เซนติเมตร ซึ่งสั่งทำเป็นพิเศษเพื่อบอกเวลาชาวพระนคร
การรถไฟไทย ถือว่าหัวลำโพงเป็นสถานีรถไฟที่เก่าแก่ที่สุด… เป็นสถานีรถไฟหลักของประเทศไทย
พ.ศ.2459 (รัชสมัยในหลวง ร.6) ในช่วงแรกเริ่ม หัวลำโพงไม่เพียงแต่เป็นชุมทางของระบบขนส่งมวลชนเท่านั้น
หัวลำโพง ยังเป็นศูนย์กลางของการส่งสินค้าที่สำคัญ มีสินค้าจากทุกภูมิภาคของประเทศไทยส่งมายังสถานีหัวลำโพง ก่อนจะกระจายไปขายยังพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ
ทุกสรรพสิ่ง…มาเริ่มต้น และมาจบ พบกันที่หัวลำโพง
ผู้เขียนพอจำได้ว่า เมื่อรถไฟเคลื่อนขบวนออกมาจากหัวลำโพง จะปรากฏ ลัง กล่อง เข่ง สินค้าการเกษตร กระจัดกระจายไปทั่ว และบรรดาตู้รถไฟเปล่า ตู้สินค้า ที่จอดนิ่งอยู่
หัวลำโพง คึกคัก ใหญ่โต โอ่อ่า อลังการ
การที่ใครคนหนึ่ง ได้ไปขึ้น-ลง รถไฟที่หัวลำโพง ถือว่าโก้เก๋ ทันสมัยสุดๆ ระหว่างเดินอยู่ในอาคาร จะมีเสียงพนักงานรถไฟประกาศข้อความทางเครื่องกระจายเสียง ขบวนนั้นเข้า ขบวนนี้ออกตลอดเวลา รถไฟสายนั้นอยู่ชานชาลานั้น ตั้งแต่เด็กจำได้แม่นยำว่า ไม่มีครั้งไหนที่ฟังรู้เรื่อง เพราะเสียงมันก้องกังวานอยู่ในอุโมงค์ยักษ์
ที่ได้ยินชัด คือ เสียงนกหวีดแสบแก้วหู เห็นชัด คือ ธงเขียว ธงแดง คำตอบที่ดีที่สุด คือ ถามจากพนักงาน
คนต่างจังหวัด หรือแม้แต่คนกรุงเทพฯ นึกอะไรไม่ออก บอกไม่ถูก เค้าบอกต่อๆ กันมาว่า ให้ “ไปตั้งหลัก” ที่หัวลำโพง
ในสมัยแรกมี “โรงแรม” ขนาดเล็ก ชื่อ “ราชธานี” อยู่ในหัวลำโพง สำหรับผู้เดินทางที่ต้องค้างคืน ดำเนินกิจการโดยการรถไฟหลวง มีอาหาร การบริการแบบในยุโรป…ใครได้ไปทานอาหาร นั่งจิบกาแฟ มันโก้เก๋
คนไทยมีความผูกพัน คุ้นเคยและเสน่หาในความงดงามที่เป็นอมตะของหัวลำโพงเป็น 1 เดียวในแผ่นดิน
ที่แน่นอนที่สุด คือ พระปรีชาสามารถ พระวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลม ยังคงมั่งคั่ง ยั่งยืน มาจนถึงลูกหลานทุกวันนี้
ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์…พฤศจิกายน 2564 ข่าวจากการรถไฟว่า…
ปลายพฤศจิกายน 2564 สถานีหัวลำโพงจะถูกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่…
…ภายในปี 2564 จะย้ายศูนย์การเดินทางระบบรางของไทยไปอยู่ สถานีกลางบางซื่อ …หัวลำโพง หรือสถานีกรุงเทพ กำลังจะถูกลดบทบาทจากศูนย์กลางการเดินทางทางรางที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเพียงสถานีย่อยสถานีหนึ่งเท่านั้น…
รฟท.แถลงข่าวว่า โปรเจ็กต์นี้เป็นงานเร่ง ซึ่งบริษัทลูกต้องวางแบบการพัฒนาเสมือนจริงให้เสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน 2564 นี้
…พื้นที่ที่จะพัฒนาเป็นแลนด์มาร์กใหม่ ประกอบด้วย 1.พื้นที่ถนนทางเข้า-ออก ลานจอดรถบริเวณถนนพระราม 4 จำนวน 16 ไร่ มูลค่า 1,920 ล้านบาท 2.อาคารสถานีกรุงเทพ หัวลำโพง 13 ไร่ มูลค่า 1,560 ล้านบาท 3.ชานชาลา ทางรถไฟ และย่านสับเปลี่ยน 49 ไร่ มูลค่า 5,880 ล้านบาท 4.โรงซ่อมรถดีเซลราง รถโดยสาร 22 ไร่ มูลค่า 2,640 ล้านบาท 5.อาคารสำนักงาน คลังพัสดุ 20 ไร่ มูลค่า 2,400 ล้านบาท รวมมูลค่า 14,400 ล้านบาท
มีการแบ่งเป็น 5 พื้นที่ย่อย ในรูปแบบต่างๆ
มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก…ที่จะไม่ขอกล่าวถึง
สิ่งที่ขอกล่าวแทนคนไทย คือ ขอการอนุรักษ์ “สิ่งที่ต้องอนุรักษ์” ซึ่งคิดว่า ข้าราชการ นักวิชาการ นักลงทุน นายทุนทั้งหลาย ต้อง “สำเหนียก” รับผิดชอบต่อความรู้สึกของประชาชนคนไทย
“คุณค่าทางจิตใจ” 100 ปีเศษ ของสถานที่แห่งนี้ ไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นจำนวนเงินได้
ขอให้มีพื้นที่สีเขียว มีพื้นที่สาธารณะ ลานกีฬา ปลอดโปร่ง ให้มากที่สุดเพื่อประชาชนนับแสน นับล้านคน ในพื้นที่ใกล้เคียงมาใช้
คำนึงถึง สภาพอากาศที่จะเลวร้าย…โลกร้อน ฝุ่น PM2.5
ผู้เขียนภาวนา…ขออย่าให้มีอาคารในลักษณะ ห้างสรรพสินค้า ที่ปัจจุบัน “อยู่ยาก” มีคนเดินตากอากาศรับแอร์เย็นๆ แต่ไม่มีคนซื้อ เพราะความนิยมไปอยู่ที่การขายออนไลน์
ขอพื้นที่ ลานกว้าง ให้เด็กนักเรียน เป็นหมู่คณะได้มาใช้ทำกิจกรรม มาออกกำลัง เล่นกีฬา สันทนาการ เช่นนานาอารยประเทศ
กรุงเทพฯ ต้องการพื้นที่สีเขียวอีกมาก สวนสาธารณะทุกสวนมีประชาชนเข้าไปใช้บริการอย่างน่าชื่นใจ…
ชาวกรุงเทพฯ ต้องการ “คุณภาพชีวิต” จากพื้นที่ขนาดใหญ่แปลงนี้ที่บรรพบุรุษเมื่อ 100 กว่าปีที่บรรพบุรุษจัดหาไว้ให้…
เราไม่ต้องการตึก…เราต้องการสายลม แสงแดด ต้นไม้ สำหรับชีวิต
คุณค่า ของหัวลำโพง ที่จะเปลี่ยนไป จะต้องไม่ไปอยู่ในมือของผู้ใดผู้หนึ่ง…จะคุ้มค่า…หากสามารถให้บริการในสิ่งที่ประชาชนสมควรได้รับ
พื้นที่กว้าง กลางเมืองแบบนี้…แทบจะหาไม่ได้อีกแล้ว
ภาพของ “ผู้สูงวัย” เข้าไปนั่งพักผ่อน สูดอากาศ ออกกำลัง ภาพของ “เยาวชน” ที่ไปเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย มีคนนั่งเล่น สายลม แสงแดด มันมีคุณค่า เป็นคุณภาพชีวิตที่ประชาชนต้องการมากกว่า โรงแรมของนายทุน
พิพิธภัณฑ์ ที่จะสถาปนาขึ้น…คงมีชีวิต-ชีวา ไม่อับเฉา โรยรา
หวังว่า…พื้นที่ตรงนี้ที่กำลังจะเปลี่ยนไป…จะเป็นประโยชน์ สร้างสรรค์ชีวิตสำหรับ คนไทยเป็นส่วนรวม …

