การปกครองส่วนท้องถิ่น มีอยู่สองระดับ คือ ระดับจังหวัดได้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ. และอาจนับรวมกรุงเทพมหานครถ้าถือว่าเป็นเหมือนจังหวัด ส่วนอีกระดับหนึ่งคือเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. และอาจนับรวมเมืองพัทยาถ้าถือว่าเป็นเหมือนเทศบาลเมือง งานของ อบจ. จังหวัดหนึ่งครอบครอบคลุมพื้นที่ของจังหวัดนั้นทั้งจังหวัด ส่วนพื้นที่การทำงานของเทศบาลและอบต. รวมกันหมดก็ครอบคลุมพื้นที่ของทั้งจังหวัดเช่นกัน เพียงแต่พื้นที่การทำงานของเทศบาลและ อบต. แต่ละแห่งจะเล็กกว่าจังหวัดมาก กล่าวคือจังหวัดหนึ่งมีเทศบาลและ อบต. โดยเฉลี่ยประมาณ 100 แห่ง
เราอาจคิดว่าเทศบาลมีความเป็นเมืองมากกว่า อบต. ซึ่งก็จริงสำหรับเทศบาลนคร (30 แห่ง) และเทศบาลเมือง (195 แห่ง) แต่เทศบาลส่วนใหญ่เป็นเทศบาลตำบล (2,247 แห่ง) ซึ่งอยู่กึ่ง ๆ ระหว่างเมืองกับชนบท ที่เป็นชนบทค่อนข้างชัดเจนคือ อบต. (5,300 แห่ง) นั่นเอง (แต่ก็มี อบต. บางแห่งที่รายได้อยู่ในเกณฑ์ที่จะยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลได้ แต่ยังเลือกชอบที่จะเป็น อบต. อยู่ดี)
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 จะมีการเลือกตั้ง นายก อบต. (5,300 คน) และเลือกตั้งสมาชิกสภา อบต. (ส.อบต.) หมู่บ้านละ 1 คน โดยมีผู้สมัครเป็นนายก อบต. ทั้งหมด 12,309 คน (เฉลี่ย 2.3 คนต่อ อบต.) และมีผู้สมัครเป็น ส. อบต. 123,941 คน (เฉลี่ย 2.3 คนต่อหมู่บ้านโดยประมาณ) หมายความว่าจำนวนผู้สมัครที่ลงชิงชัยในการเลือกตั้งระดับหมู่บ้านและตำบล มีประมาณ 2.3 คน ต่อหนึ่งที่นั่ง (บางตำบลมีผู้สมัครนายก อบต. คนเดียว แต่ก็ต้องมีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างน้อย 10% และ คะแนนเสียงไม่ประสงค์จะลงคะแนนต้องน้อยกว่า 10% ถ้าเป็นกรณีมีขาใหญ่มาจ้างมิให้มีการสมัครแข่ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังไป vote no เพื่อให้จัดเลือกตั้งใหม่ได้) แสดงว่าในเขตเลือกตั้งที่มีประชากรน้อย ผู้คนมักจะรู้จักกันและเห็นเค้าลางว่าใครพอมีโอกาสได้ชัย คนอื่น ๆ ก็ต้องประเมินตนเองและอาจเห็นว่าอย่าลงสมัครจะดีกว่า
อบต. มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้แก่คนในตำบล ซึ่งเลือกคนในท้องถิ่นของตนมาทำหน้าที่นี้ ถ้าเลือกได้คนที่เหมาะสมและเอาจริงเอาจังแก่งานในพื้นที่ ผู้เลือกก็ควรเล็งเห็นผลได้ว่า สภาพความเป็นอยู่และบริการสาธารณะในตำบลจะดีขึ้น คำถามคือว่า อบต. เป็นที่พึ่งแก่ชาวชนบทได้เพียงไร หรือต้องไปพึ่งคนข้างนอกที่อยู่ไกลออกไป เช่น นายอำเภอ นายก อบจ. ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้แทนราษฎรอยู่ดี
เนื่องจากการรัฐประหาร ทำให้ไม่ได้มีการเลือกตั้ง อบต. มาแปดปีหรือนานกว่านั้น นานพอที่จะประเมินผลงานของ อบต. ชุดที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งได้ดีทีเดียว โดยตรรกะแล้ว ชาวบ้านคงจะสามารถตัดสินใจว่าควรจะเลือกคนเดิมกลับมาใหม่หรือไม่ แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป เกณฑ์การตัดสินใจในการเลือกอาจไม่ใช่การดูผลงานของคนเก่า หรือดูศักยภาพของผู้สมัครหน้าใหม่เสียทีเดียว
กกต. ก็พยายามช่วยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีเกณฑ์การตัดสินใจ จึงได้จัดทำคู่มือประชาชนเลือกตั้ง อบต. ซึ่งหาดูได้ที่ https://www.ect.go.th/ect_th/download/article/article_20201027102530.pdf ในคู่มือมีคำแนะนำว่า “ให้พิจารณาเลือกคนที่มีคุณสมบัติ เช่น เป็นคนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่น รับรู้ปัญหาของท้องถิ่น มีคุณธรรม มีความเสียสละ มีการหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่ทำผิดกฎหมาย เข้าถึงประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาแก้ไข เสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและท้องถิ่นนั้น ๆ รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวม” เป็นต้น และ กกต. ยังสำทับอีกว่า ถ้าเลือกคนผิด จะได้ผู้แทนที่มุ่งเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่ามุ่งพัฒนาท้องถิ่น ประชาชนและท้องถิ่นจะไม่ได้รับการดูแลแก้ไขปัญหา และพัฒนาอย่างแท้จริง
ขอบคุณ กกต. แต่จะมีกี่คนที่ได้อ่านคู่มือและทำตาม
ในคู่มือดังกล่าว กกต. ดักทางว่าอย่าไปเลือกผู้สมัครที่หาเสียง “โดยทำผิดกฎหมาย” การทำผิดกฎหมายที่สำคัญคือการซื้อเสียง แต่ก็มีเสียงที่ลอยมาตามสายลมว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” หมายความว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากรอให้ผู้สมัครแจกเงิน ไม่ต้องสังเกตไปไกล ลองถามชาวชนบทที่ทำงานอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ว่าเขากลับไปบ้านในชนบทไหมในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ถ้าไป ลองเลียบเคียงดูว่า “ใครช่วยจ่าย ‘ค่าเดินทาง’” แม้คนที่ตอบว่าต้องกลับไปเลือกญาติที่ลงสมัคร ก็อาจพูดพลางหัวเราะว่า “ถ้าเขาให้เงินมา ทำไมหนูจะไม่รับ” ตัวเลขที่คุย ๆ กัน มีหลักพันต้น ๆ ต่อหนึ่งคะแนนเสียง เนื่องจากเขตเลือกตั้งมีขนาดเล็ก ผู้สมัครหรือหัวคะแนนบางคน จะสำรวจหรือเก็งว่าบ้านไหนจะเลือกใคร เมื่อพอมั่นใจว่ามีคนเลือกเราสักกี่คน ไม่เลือกสักกี่คน ก็รู้ว่าต้องทุ่มหาเสียงเพิ่มอีกกี่เสียงจึงจะกำชัย เขาอาจเอาบัญชีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากาง เพื่อเช็กดู แล้วตามล่าคนที่อยู่ฝ่ายเราให้กลับบ้าน กลับมาเลือกให้ได้ อยากเสนอ กกต.ว่า ถ้าอยากรู้ว่ามีการซื้อเสียงมากน้อยเพียงไร ให้ใช้วิธีวิจัยเชิงสังคมวิทยา หาคนไปฝังตัวที่ตำบลสักระยะเวลาหนึ่ง แล้วสังเกตพฤติกรรม รวมทั้ง “การขนคน” ที่ออกไปทำงานนอกพื้นที่และกลับมาบ้านในวันเลือกตั้งนั่นแหละ
มีเรื่องเล่าในเชิงบวกเหมือนกัน ผู้สมัครคนหนึ่งเคยเป็นนายก อบต. มาแล้ว 3 สมัย ไม่เคยซื้อเสียง และผลงานที่ผ่านมาก็ได้ทำเต็มที่สำหรับการพัฒนาท้องถิ่น มาคราวนี้มีคู่แข่งที่มาแรงเพราะแจกเงิน เขาเลยหาเสียงอย่างจริงจังโดยการไปเคาะประตูทุกบ้าน ตำบลของเขามี 950 ครัวเรือน ถึงวันนี้ เขาได้ไปเยี่ยมเสนอนโยบายของเขาประมาณครึ่งทางแล้ว คือไปเคาะประตูของบ้าน 450 หลังแล้ว ขอลอกนโยบายของเขามานำเสนอดังนี้ (คิดว่าคงไม่สงวนลิขสิทธิ์เพราะได้เผยแพร่ให้คนในตำบลทราบกันมากแล้ว)
1.พัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ยิ่งขึ้น เช่นถนน ร่องน้ำ ไฟฟ้าส่องสว่าง ประปาผิวดินคุณภาพดี
2.จัดระบบการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว สะอาด ทั่วถึง มีส่วนร่วม
3.ระบบดิจิทัลเพื่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ ส่งเสริมการค้าขายออนไลน์ และการรู้เท่าทันโลก
4.สร้างผู้นำรุ่นใหม่ ที่มีใจเพื่อพัฒนาตำบล ให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีคุณธรรม อย่างต่อเนื่อง
5.จัดระบบการผลิตภาคเกษตร ระบบจำหน่ายสินค้าชุมชน หาที่ขายของสินค้าชุมชน
6.พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุ, คนพิการ, คนด้อยโอกาส, เด็กเล็กอย่างดี เช่น มีอาสาสมัครดูแล มีรถรับส่งคนป่วยไปโรงพยาบาล มีสวัสดิการช่วยเหลือ
7.สร้างระบบป้องกันโรคระบาด เช่นโควิด-19, ไข้เลือดออก, ไข้หวัดนก โรคอื่นๆ อย่างเป็นระบบ
8.สร้างความเข้มแข็งให้หมู่บ้านด้วยเครื่องมือ เหล่านี้
8.1แผนแม่บทชุมชน
8.2วิทยากรกระบวนการประชุมหมู่บ้าน ด้านข้อมูลและการวิเคราะห์, สังเคราะห์ข้อมูล จัดทำแผนงาน, โครงการ
8.3อาสาสมัครใจรักษ์ถิ่น เช่น อสม., อาสาปศุสัตว์, อาสาพัฒนาสังคม, อาสาดูแลผู้สูงอายุ, คนพิการ , อาสาป้องกันภัยฯ
นโยบายเขียนอย่างละเอียด แต่ผมถามหลาย ๆ คน และได้คำตอบว่า นโยบายเป็นปัจจัยรอง ญาติมิตรสำคัญกว่า แต่ที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติที่ว่า “ถ้ารับเงินก็ต้องซื่อตรงคือลงคะแนนให้เขา” นอกจากนี้ยังมีลักษณะจำเพาะของผู้สมัครที่มีความสำคัญในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย เช่น
1.มีขาใหญ่ หรือบ้านใหญ่ หรือนักการเมืองสนับสนุน ในบางกรณี สามารถลงสมัครโดยไม่มีคู่แข่ง
2.เป็นสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มวัฒนธรรมที่หวังการสนับสนุนจากกลุ่มที่สังกัด
3.เป็นผู้นำสตรีที่หวังว่าสตรีจะลงคะแนนให้
4.เป็นคนรุ่นใหม่ รักประชาธิปไตย อยากหลุดพ้นจากอิทธิพลเดิม ๆ อยากพัฒนาบ้านเกิด กลุ่มก้าวหน้าอาจอยู่ในข่ายนี้
5.อยู่ในพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ เช่น มีความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างชาวบ้านกับนายทุน เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่มีผลประโยชน์สูง ฯลฯ ผู้สมัครเสนอตัวว่าต้องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการรักษาผลประโยชน์ของชุมชน
ฯลฯ
โดยรวมแล้ว มีการแข่งขันระหว่างฝ่ายเดิมที่ต้องการรักษาพื้นที่ และการอุปถัมภ์แบบเดิม ๆ และฝ่ายคนรุ่นใหม่ (ความใหม่อาจเกี่ยวกับทัศนคติมากกว่าวัย) ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงหรือมีเป้าหมายเฉพาะบางประการในการต่อสู้ เช่น ความโปร่งใส ความเที่ยงธรรม การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิผล ฯลฯ ผลจะออกมาอย่างไร ยังขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจหน้าที่ นั่นคือ กกต. ตั้งแต่ระดับชาติลงมา และขึ้นอยู่กับการตื่นตัวของภาคประชาสังคมด้วย
กกต. มีหน้าที่รักษากฎหมายเลือกตั้ง เจตนารมณ์ของกฎหมายมีความชัดเจนว่าต้องให้การเลือกตั้งเป็นการแสดงออกของผู้ลงคะแนนอย่างรู้เท่าทัน และกระบวนการเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม ในเมื่อการซื้อเสียงเป็นปัญหาใหญ่ของการเลือกตั้ง กฎหมายจึงกำหนดโทษไว้สูงทั้งแก่ผู้ซื้อและผู้ขายเสียง มิหนำซ้ำ กกต. สัญญาว่าจะให้สินบนนำจับที่นำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิด อย่างไรก็ดี มาตรการเช่นนี้ไม่มีผลใด ๆ ในการเลือกตั้งระดับเทศบาล หรือระดับอื่น ๆ ที่ผ่านมา กกต. ให้คำอธิบายว่าที่ไม่ได้ผลเพราะไม่มีใครมาร้องเรียน คือ กกต. ทำงานแบบตั้งรับ ประกาศชวนเชิญให้ผู้รู้เห็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การซื้อขายเสียง ให้มาแจ้ง กกต. แต่ให้มาแจ้งที่ไหนและกระบวนการคุ้มครองพยานเป็นอย่างไรก็ไม่ชัดเจน มาตรการที่ประกาศเป็นเหมือนการเขียนเสือให้วัวกลัว หรือดูเหมือนเป็นเพียงละครทางจิตวิทยามากกว่า
ในด้านประชาสังคม กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้สภาองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง แต่ กกต. นิ่งเฉย ไม่ออกระเบียบเพื่อการนี้ กระนั้น ในการเลือกตั้ง อบต. คราวนี้ สภาองค์กรชุมชนก็พยายามมีส่วนร่วม เช่น สภาประชาชนภาคใต้ร่วมกับองค์กรชุมชน 80 องค์กรตกลงกันที่จะจัดเวทีเพื่อรณรงค์เรื่องความโปร่งใสของการเลือกตั้ง รวมทั้งหวังผลหลังการเลือกตั้งด้วย คือหวังในความร่วมมือระหว่างสภาองค์กรชุมชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้ อปท. และสภาองค์กรชุมชนสามารถจัดการปัญหาในพื้นที่ แก้ใขปัญหาที่ใกล้ตัวได้ดีแทนที่จะให้ส่วนกลางตัดสินใจเรื่องที่ไกลตัวพวกเขา
นอกจากสภาองค์กรชุมชนแล้ว ยังมีองค์กรภาคประชาสังคมอื่น ๆ อีกที่ให้ความสนใจแก่การเลือกตั้งทุกระดับ เช่นมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (ชื่อเล่น PNET) และกลุ่มเยาวชนในชื่อ We Watch ที่จะจัดหาอาสาสมัครสังเกตการณ์การหาเสียงและการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากขาดทรัพยากร ก็ดำเนินการได้อย่างจำกัดมาก เช่น We Watch มีอาสาสมัครสังเกตการณ์การเลือกตั้งใน 7 พื้นที่คือ แม่สอด พะเยา เชียงใหม่ โคราช ชลบุรี จันทบุรี และ PNET สร้างเครือข่ายผู้สังเกตการณ์โดยอาศัยสื่อสังคม คือ group line เพื่อสะท้อนภาพการเลือกตั้ง อบต. เป็นต้น
กล่าวโดยสรุปคือ วันที่ 28 พฤศจิกายนเป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่งที่ชาวชนบทจะได้ตัดสินชะตาของตัวเอง ว่าจะดำรงระบบอุปถัมภ์ (ซึ่งย่อมมีข้อดี) เหมือนเดิม หรือจะเลือกแนวทางอื่น เช่น การพึ่งพากันเองในชุมชนให้มากขึ้น แต่ชาวชนบทเองนั่นแหละที่จะตอบคำถามที่ว่า “อบต. เป็นที่พึ่งของชาวชนบทได้ไหม?”
โคทม อารียา

