หน้าแรก คอลัมนิสต์ อบต. เป็นที่พ...

อบต. เป็นที่พึ่งของชาวชนบทได้ไหม?

14.11.21 | 13:50 น.

การปกครองส่วนท้องถิ่น มีอยู่สองระดับ คือ ระดับจังหวัดได้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ. และอาจนับรวมกรุงเทพมหานครถ้าถือว่าเป็นเหมือนจังหวัด ส่วนอีกระดับหนึ่งคือเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. และอาจนับรวมเมืองพัทยาถ้าถือว่าเป็นเหมือนเทศบาลเมือง งานของ อบจ. จังหวัดหนึ่งครอบครอบคลุมพื้นที่ของจังหวัดนั้นทั้งจังหวัด ส่วนพื้นที่การทำงานของเทศบาลและอบต. รวมกันหมดก็ครอบคลุมพื้นที่ของทั้งจังหวัดเช่นกัน เพียงแต่พื้นที่การทำงานของเทศบาลและ อบต. แต่ละแห่งจะเล็กกว่าจังหวัดมาก กล่าวคือจังหวัดหนึ่งมีเทศบาลและ อบต. โดยเฉลี่ยประมาณ 100 แห่ง

เราอาจคิดว่าเทศบาลมีความเป็นเมืองมากกว่า อบต. ซึ่งก็จริงสำหรับเทศบาลนคร (30 แห่ง) และเทศบาลเมือง (195 แห่ง) แต่เทศบาลส่วนใหญ่เป็นเทศบาลตำบล (2,247 แห่ง) ซึ่งอยู่กึ่ง ๆ ระหว่างเมืองกับชนบท ที่เป็นชนบทค่อนข้างชัดเจนคือ อบต. (5,300 แห่ง) นั่นเอง (แต่ก็มี อบต. บางแห่งที่รายได้อยู่ในเกณฑ์ที่จะยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลได้ แต่ยังเลือกชอบที่จะเป็น อบต. อยู่ดี)

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2564 จะมีการเลือกตั้ง นายก อบต. (5,300 คน) และเลือกตั้งสมาชิกสภา อบต. (ส.อบต.) หมู่บ้านละ 1 คน โดยมีผู้สมัครเป็นนายก อบต. ทั้งหมด 12,309 คน (เฉลี่ย 2.3 คนต่อ อบต.) และมีผู้สมัครเป็น ส. อบต. 123,941 คน (เฉลี่ย 2.3 คนต่อหมู่บ้านโดยประมาณ) หมายความว่าจำนวนผู้สมัครที่ลงชิงชัยในการเลือกตั้งระดับหมู่บ้านและตำบล มีประมาณ 2.3 คน ต่อหนึ่งที่นั่ง (บางตำบลมีผู้สมัครนายก อบต. คนเดียว แต่ก็ต้องมีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างน้อย 10% และ คะแนนเสียงไม่ประสงค์จะลงคะแนนต้องน้อยกว่า 10% ถ้าเป็นกรณีมีขาใหญ่มาจ้างมิให้มีการสมัครแข่ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังไป vote no เพื่อให้จัดเลือกตั้งใหม่ได้) แสดงว่าในเขตเลือกตั้งที่มีประชากรน้อย ผู้คนมักจะรู้จักกันและเห็นเค้าลางว่าใครพอมีโอกาสได้ชัย คนอื่น ๆ ก็ต้องประเมินตนเองและอาจเห็นว่าอย่าลงสมัครจะดีกว่า

อบต. มีหน้าที่จัดบริการสาธารณะให้แก่คนในตำบล ซึ่งเลือกคนในท้องถิ่นของตนมาทำหน้าที่นี้ ถ้าเลือกได้คนที่เหมาะสมและเอาจริงเอาจังแก่งานในพื้นที่ ผู้เลือกก็ควรเล็งเห็นผลได้ว่า สภาพความเป็นอยู่และบริการสาธารณะในตำบลจะดีขึ้น คำถามคือว่า อบต. เป็นที่พึ่งแก่ชาวชนบทได้เพียงไร หรือต้องไปพึ่งคนข้างนอกที่อยู่ไกลออกไป เช่น นายอำเภอ นายก อบจ. ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้แทนราษฎรอยู่ดี

เนื่องจากการรัฐประหาร ทำให้ไม่ได้มีการเลือกตั้ง อบต. มาแปดปีหรือนานกว่านั้น นานพอที่จะประเมินผลงานของ อบต. ชุดที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งได้ดีทีเดียว โดยตรรกะแล้ว ชาวบ้านคงจะสามารถตัดสินใจว่าควรจะเลือกคนเดิมกลับมาใหม่หรือไม่ แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป เกณฑ์การตัดสินใจในการเลือกอาจไม่ใช่การดูผลงานของคนเก่า หรือดูศักยภาพของผู้สมัครหน้าใหม่เสียทีเดียว

Advertisement

กกต. ก็พยายามช่วยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีเกณฑ์การตัดสินใจ จึงได้จัดทำคู่มือประชาชนเลือกตั้ง อบต. ซึ่งหาดูได้ที่ https://www.ect.go.th/ect_th/download/article/article_20201027102530.pdf ในคู่มือมีคำแนะนำว่า “ให้พิจารณาเลือกคนที่มีคุณสมบัติ เช่น เป็นคนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่น รับรู้ปัญหาของท้องถิ่น มีคุณธรรม มีความเสียสละ มีการหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่ทำผิดกฎหมาย เข้าถึงประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และนำมาแก้ไข เสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและท้องถิ่นนั้น ๆ รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวม” เป็นต้น และ กกต. ยังสำทับอีกว่า ถ้าเลือกคนผิด จะได้ผู้แทนที่มุ่งเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่ามุ่งพัฒนาท้องถิ่น ประชาชนและท้องถิ่นจะไม่ได้รับการดูแลแก้ไขปัญหา และพัฒนาอย่างแท้จริง

ขอบคุณ กกต. แต่จะมีกี่คนที่ได้อ่านคู่มือและทำตาม

ในคู่มือดังกล่าว กกต. ดักทางว่าอย่าไปเลือกผู้สมัครที่หาเสียง “โดยทำผิดกฎหมาย” การทำผิดกฎหมายที่สำคัญคือการซื้อเสียง แต่ก็มีเสียงที่ลอยมาตามสายลมว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” หมายความว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากรอให้ผู้สมัครแจกเงิน ไม่ต้องสังเกตไปไกล ลองถามชาวชนบทที่ทำงานอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ว่าเขากลับไปบ้านในชนบทไหมในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ ถ้าไป ลองเลียบเคียงดูว่า “ใครช่วยจ่าย ‘ค่าเดินทาง’” แม้คนที่ตอบว่าต้องกลับไปเลือกญาติที่ลงสมัคร ก็อาจพูดพลางหัวเราะว่า “ถ้าเขาให้เงินมา ทำไมหนูจะไม่รับ” ตัวเลขที่คุย ๆ กัน มีหลักพันต้น ๆ ต่อหนึ่งคะแนนเสียง เนื่องจากเขตเลือกตั้งมีขนาดเล็ก ผู้สมัครหรือหัวคะแนนบางคน จะสำรวจหรือเก็งว่าบ้านไหนจะเลือกใคร เมื่อพอมั่นใจว่ามีคนเลือกเราสักกี่คน ไม่เลือกสักกี่คน ก็รู้ว่าต้องทุ่มหาเสียงเพิ่มอีกกี่เสียงจึงจะกำชัย เขาอาจเอาบัญชีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากาง เพื่อเช็กดู แล้วตามล่าคนที่อยู่ฝ่ายเราให้กลับบ้าน กลับมาเลือกให้ได้ อยากเสนอ กกต.ว่า ถ้าอยากรู้ว่ามีการซื้อเสียงมากน้อยเพียงไร ให้ใช้วิธีวิจัยเชิงสังคมวิทยา หาคนไปฝังตัวที่ตำบลสักระยะเวลาหนึ่ง แล้วสังเกตพฤติกรรม รวมทั้ง “การขนคน” ที่ออกไปทำงานนอกพื้นที่และกลับมาบ้านในวันเลือกตั้งนั่นแหละ

มีเรื่องเล่าในเชิงบวกเหมือนกัน ผู้สมัครคนหนึ่งเคยเป็นนายก อบต. มาแล้ว 3 สมัย ไม่เคยซื้อเสียง และผลงานที่ผ่านมาก็ได้ทำเต็มที่สำหรับการพัฒนาท้องถิ่น มาคราวนี้มีคู่แข่งที่มาแรงเพราะแจกเงิน เขาเลยหาเสียงอย่างจริงจังโดยการไปเคาะประตูทุกบ้าน ตำบลของเขามี 950 ครัวเรือน ถึงวันนี้ เขาได้ไปเยี่ยมเสนอนโยบายของเขาประมาณครึ่งทางแล้ว คือไปเคาะประตูของบ้าน 450 หลังแล้ว ขอลอกนโยบายของเขามานำเสนอดังนี้ (คิดว่าคงไม่สงวนลิขสิทธิ์เพราะได้เผยแพร่ให้คนในตำบลทราบกันมากแล้ว)

1.​พัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ยิ่งขึ้น​ เช่นถนน​ ร่องน้ำ​ ไฟฟ้า​ส่องสว่าง​ ประปาผิวดินคุณภาพดี​

2.​จัดระบบการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ​ รวดเร็ว​ สะอาด​ ทั่วถึง​ มีส่วนร่วม

3.​ระบบดิจิทัลเพื่อเยาวชนคนรุ่นใหม่​ ​ ส่งเสริมการค้าขายออนไลน์​ และการรู้เท่าทันโลก

4.​สร้างผู้นำรุ่นใหม่​ ที่มีใจเพื่อพัฒนาตำบล​ ให้เป็นคนดี​ คนเก่ง​ และมีคุณธรรม​ อย่างต่อเนื่อง​

5.​จัดระบบการผลิตภาคเกษตร​ ระบบจำหน่ายสินค้าชุมชน​ หาที่ขายของสินค้าชุมชน

6.​พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุ​, คนพิการ, คนด้อยโอกาส, เด็กเล็กอย่างดี​ เช่น มีอาสาสมัครดูแล​ มีรถรับส่งคนป่วยไปโรงพยาบาล​ มีสวัสดิการช่วยเหลือ​

7.​สร้างระบบป้องกันโรคระบาด​ เช่นโควิด​-19​, ไข้เลือดออก, ไข้หวัดนก​ โรคอื่นๆ​ อย่างเป็นระบบ

8.​สร้างความเข้มแข็งให้หมู่บ้านด้วย​เครื่องมือ​ เหล่านี้​

8.1​แผนแม่บทชุมชน

8.2วิทยากรกระบวนการประชุมหมู่บ้าน​ ด้านข้อมูล​และการวิเคราะห์, สังเคราะห์ข้อมูล​ จัดทำแผนงาน, โครงการ

8.3อาสาสมัครใจรักษ์ถิ่น​ เช่น อสม., อาสาปศุสัตว์, อาสาพัฒนาสังคม, อาสาดูแลผู้สูงอายุ​, คนพิการ​ , อาสาป้องกันภัยฯ

นโยบายเขียนอย่างละเอียด แต่ผมถามหลาย ๆ คน และได้คำตอบว่า นโยบายเป็นปัจจัยรอง ญาติมิตรสำคัญกว่า แต่ที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติที่ว่า “ถ้ารับเงินก็ต้องซื่อตรงคือลงคะแนนให้เขา” นอกจากนี้ยังมีลักษณะจำเพาะของผู้สมัครที่มีความสำคัญในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย เช่น

1.มีขาใหญ่ หรือบ้านใหญ่ หรือนักการเมืองสนับสนุน ในบางกรณี สามารถลงสมัครโดยไม่มีคู่แข่ง

2.เป็นสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มวัฒนธรรมที่หวังการสนับสนุนจากกลุ่มที่สังกัด

3.เป็นผู้นำสตรีที่หวังว่าสตรีจะลงคะแนนให้

4.เป็นคนรุ่นใหม่ รักประชาธิปไตย อยากหลุดพ้นจากอิทธิพลเดิม ๆ อยากพัฒนาบ้านเกิด กลุ่มก้าวหน้าอาจอยู่ในข่ายนี้

5.อยู่ในพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษ เช่น มีความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างชาวบ้านกับนายทุน เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่มีผลประโยชน์สูง ฯลฯ ผู้สมัครเสนอตัวว่าต้องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการรักษาผลประโยชน์ของชุมชน
ฯลฯ

โดยรวมแล้ว มีการแข่งขันระหว่างฝ่ายเดิมที่ต้องการรักษาพื้นที่ และการอุปถัมภ์แบบเดิม ๆ และฝ่ายคนรุ่นใหม่ (ความใหม่อาจเกี่ยวกับทัศนคติมากกว่าวัย) ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงหรือมีเป้าหมายเฉพาะบางประการในการต่อสู้ เช่น ความโปร่งใส ความเที่ยงธรรม การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิผล ฯลฯ ผลจะออกมาอย่างไร ยังขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจหน้าที่ นั่นคือ กกต. ตั้งแต่ระดับชาติลงมา และขึ้นอยู่กับการตื่นตัวของภาคประชาสังคมด้วย

กกต. มีหน้าที่รักษากฎหมายเลือกตั้ง เจตนารมณ์ของกฎหมายมีความชัดเจนว่าต้องให้การเลือกตั้งเป็นการแสดงออกของผู้ลงคะแนนอย่างรู้เท่าทัน และกระบวนการเลือกตั้งมีความสุจริตและเที่ยงธรรม ในเมื่อการซื้อเสียงเป็นปัญหาใหญ่ของการเลือกตั้ง กฎหมายจึงกำหนดโทษไว้สูงทั้งแก่ผู้ซื้อและผู้ขายเสียง มิหนำซ้ำ กกต. สัญญาว่าจะให้สินบนนำจับที่นำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิด อย่างไรก็ดี มาตรการเช่นนี้ไม่มีผลใด ๆ ในการเลือกตั้งระดับเทศบาล หรือระดับอื่น ๆ ที่ผ่านมา กกต. ให้คำอธิบายว่าที่ไม่ได้ผลเพราะไม่มีใครมาร้องเรียน คือ กกต. ทำงานแบบตั้งรับ ประกาศชวนเชิญให้ผู้รู้เห็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การซื้อขายเสียง ให้มาแจ้ง กกต. แต่ให้มาแจ้งที่ไหนและกระบวนการคุ้มครองพยานเป็นอย่างไรก็ไม่ชัดเจน มาตรการที่ประกาศเป็นเหมือนการเขียนเสือให้วัวกลัว หรือดูเหมือนเป็นเพียงละครทางจิตวิทยามากกว่า

ในด้านประชาสังคม กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้สภาองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง แต่ กกต. นิ่งเฉย ไม่ออกระเบียบเพื่อการนี้ กระนั้น ในการเลือกตั้ง อบต. คราวนี้ สภาองค์กรชุมชนก็พยายามมีส่วนร่วม เช่น สภาประชาชนภาคใต้ร่วมกับองค์กรชุมชน 80 องค์กรตกลงกันที่จะจัดเวทีเพื่อรณรงค์เรื่องความโปร่งใสของการเลือกตั้ง รวมทั้งหวังผลหลังการเลือกตั้งด้วย คือหวังในความร่วมมือระหว่างสภาองค์กรชุมชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้ อปท. และสภาองค์กรชุมชนสามารถจัดการปัญหาในพื้นที่ แก้ใขปัญหาที่ใกล้ตัวได้ดีแทนที่จะให้ส่วนกลางตัดสินใจเรื่องที่ไกลตัวพวกเขา

นอกจากสภาองค์กรชุมชนแล้ว ยังมีองค์กรภาคประชาสังคมอื่น ๆ อีกที่ให้ความสนใจแก่การเลือกตั้งทุกระดับ เช่นมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (ชื่อเล่น PNET) และกลุ่มเยาวชนในชื่อ We Watch ที่จะจัดหาอาสาสมัครสังเกตการณ์การหาเสียงและการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากขาดทรัพยากร ก็ดำเนินการได้อย่างจำกัดมาก เช่น We Watch มีอาสาสมัครสังเกตการณ์การเลือกตั้งใน 7 พื้นที่คือ แม่สอด พะเยา เชียงใหม่ โคราช ชลบุรี จันทบุรี และ PNET สร้างเครือข่ายผู้สังเกตการณ์โดยอาศัยสื่อสังคม คือ group line เพื่อสะท้อนภาพการเลือกตั้ง อบต. เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปคือ วันที่ 28 พฤศจิกายนเป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่งที่ชาวชนบทจะได้ตัดสินชะตาของตัวเอง ว่าจะดำรงระบบอุปถัมภ์ (ซึ่งย่อมมีข้อดี) เหมือนเดิม หรือจะเลือกแนวทางอื่น เช่น การพึ่งพากันเองในชุมชนให้มากขึ้น แต่ชาวชนบทเองนั่นแหละที่จะตอบคำถามที่ว่า “อบต. เป็นที่พึ่งของชาวชนบทได้ไหม?”

โคทม อารียา