คอลัมน์ไทยพบพม่า : เรื่องของแดนนี่ เฟนสเตอร์ กับการทูตทางลับ โดย ลลิตา หาญวงษ์
แดนนี่ เฟนสเตอร์ (Danny Fenster) เป็นบรรณาธิการฝ่ายอำนวยการของ Frontier Myanmar นิตยสารวิเคราะห์ข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ ที่มีบทบาทสำคัญในแวดวงสื่อพม่ามาตั้งแต่ปี 2015 การเกิดขึ้นของสำนักข่าวอย่าง Frontier Myanmar เป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิรูปทางการเมืองตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ส่งผลให้กฎหมายเซ็นเซอร์สื่ออย่างเข้มข้นที่รัฐบาลใช้มาหลายสิบปีเป็นอันถูกโละทิ้งไปด้วย บรรยากาศการเปิดเสรีสื่อในยุคนั้นดึงดูดนักข่าวต่างชาติจำนวนหนึ่งให้เข้าไปทำงานกับสื่อภาษาอังกฤษที่มีมาแต่เดิมอย่างหนังสือพิมพ์ Myanmar Times และสื่อที่เกิดขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Frontier Myanmar, Mizzima หรือสื่ออิสระรุ่นใหม่ๆ อย่าง Myanmar Now ที่เป็นแหล่งรวมนักข่าวไฟแรง ทั้งที่เป็นคนในพม่าเอง หรือชาวต่างชาติ

หลังรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 คณะรัฐประหารเริ่มกวาดล้างสำนักข่าวอิสระที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ฝ่ายความมั่นคงบุกที่ทำการของสำนักข่าว Myanmar Now ยึดคอมพิวเตอร์ และเอกสารทั้งหมดไป รวมทั้งประกาศริบใบอนุญาตทำงานของ Myanmar Now และบริษัทสื่ออิสระอื่นอีก 4 แห่ง เนื่องจากแดนนี่ เฟนสเตอร์ เคยทำงานให้ Myanmar Now ในช่วงสั้นๆ เขาจึงตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายความมั่นคงไปด้วย แม้ในเวลาต่อมาเขาจะย้ายไปทำงานให้ Frontier Myanmar แต่แดนนี่ก็กลายเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของการกวาดล้างนักข่าวและสื่อที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคณะรัฐประหารไปแล้ว
ในปลายเดือนพฤษภาคม ระหว่างที่เขากำลังขึ้นเครื่องจากสนามบินนานาชาติย่างกุ้ง เพื่อเดินทางกลับไปบ้านเกิดที่สหรัฐอเมริกา เขาถูกทางการพม่ารวบตัวและควบคุมตัวไปเรือนจำอินเส่ง ระหว่างการสืบสวนในเรือนจำ แดนนี่เพิ่งจะมารู้ความจริงว่าฝ่ายความมั่นคงจ้องจะเล่นงานนักข่าวที่ทำงานให้ Myanmar Now ทุกคน แดนนี่จึงอยู่ในบัญชีดำของทางการ เวลาผ่านไปหลายเดือน มีการไต่ส่วนแดนนี่และนักข่าวคนอื่นๆ ในเรือนจำ เบื้องต้นเขาโดนข้อหายุยงปลุกปั่น เผยแพร่ข้อมูลที่ให้โทษและเป็นเท็จ และละเมิดกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย แต่ละข้อหามีโทษจำคุก 20 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต
ระหว่างที่แดนนี่ถูกควบคุมตัว ครอบครัวของเขาออกแคมเปญ #BringDannyHome ในทวิตเตอร์ และพยายามกดดันให้รัฐบาลสหรัฐ ช่วยให้แดนนี่ได้รับการปล่อยตัวให้เร็วที่สุด เมื่อถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน สถานการณ์แย่ลงตามลำดับ ศาลพม่ามีคำพิพากษาตัดสินให้แดนนี่ เฟนสเตอร์ ต้องโทษจำคุก 11 ปี แต่เวลาผ่านไปเพียง 2 วัน ก็เริ่มมีข่าวลือออกมาว่าทางการพม่าอาจปล่อยตัวแดนนี่ และแดนนี่ก็ถูกปล่อยตัวออกมาจริงๆ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน แม้ข่าวนี้จะสร้างความยินดีให้กับครอบครัวเฟนสเตอร์ และทำให้หลายฝ่ายโล่งใจ แต่คำถามที่เกิดขึ้นคือเหตุใดทางการพม่าจึงเลือกจะปล่อยตัวแดนนี่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ พม่ามีท่าทีขึงขังและจ้องจะดำเนินคดีนักข่าวหนุ่มจากดีทรอยต์คนนี้อย่างเดียว
ภาพแรกของแดนนี่หลังออกจากเรือนจำอินเส่ง คือภาพของเขากับบิล ริชาร์ดสัน (Bill Richardson) อดีตผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโก และอดีตทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ที่ผันตัวมาทำ Richardson Center องค์กรการกุศลที่ส่งเสริมสันติภาพโลกผ่านการทูต “แบบไม่เป็นทางการ” ทั้งสองคนอยู่ที่สนามบินในกรุงเนปยีดอ เพื่อขึ้นเครื่องบินส่วนตัวของริชาร์ดสันกลับสหรัฐอเมริกา
แล้ว…ริชาร์ดสันคือใคร? เหตุใดเขาจึงเข้าไปมีส่วนร่วมกับเคสของแดนนี่ เฟนสเตอร์ และมีความสำคัญถึงขนาดที่ว่าเป็นบุคคลระดับสูงจากโลกตะวันตกคนแรกที่ได้เข้าพบพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย หลังเกิดรัฐประหาร?
ริชาร์ดสันไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับพม่า เขาคุ้นเคยกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนในพม่ามานาน ตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นสมาชิกสภาคองเกรส และยังเคยได้เข้าพบด่อ ออง ซาน ซูจี ตั้งแต่ปี 1994 ระหว่างที่เธอยังถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้านพัก เมื่อเกิดวิกฤตการณ์โรฮีนจาขึ้น ริชาร์ดสันก็เคยเข้าไปในพม่าในปี 2018 เพื่อให้คำปรึกษารัฐบาล NLD ในขณะนั้น และล่าสุด ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ริชาร์ดสันได้เข้าพบพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ริชาร์ดสันย้ำว่าในบทสนทนากับผู้นำคณะรัฐประหารพม่า เขาพยายามทำให้เป็นบทสนทนาที่ “ปลอดการเมือง” มากที่สุด โดยเน้นไปที่การช่วยเหลือด้านวัคซีนโควิด-19 ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน และการเกลี้ยกล่อมผู้นำคณะรัฐประหารยอมให้ผู้แทนจากสหประชาชาติเข้าไปในพม่าได้ง่ายขึ้น
ริชาร์ดสันเดินทางไปเนปยีดอในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับตัวแทนจากทั้งจีน ไทย และญี่ปุ่น ญี่ปุ่นส่ง โยเฮอิ ซาซากาวะ (Yohei Sasakawa) ประธานมูลนิธินิปปอน (Nippon Foundation) และทูตพิเศษที่รัฐบาลญี่ปุ่นแต่งตั้งให้มาดูแลเรื่องการปรองดองแห่งชาติในพม่า เข้าไปพูดคุยกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ และยังไปเยือนรัฐยะไข่เพื่อเป็นตัวกลางร่วมการเจรจาหยุดยิงระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐยะไข่
การเยือนพม่าของทั้งริชาร์ดสันและซาซากาวะน่าจะเกี่ยวกับการปล่อยตัวแดนนี่ เฟนสเตอร์ ทั้งสองฝ่ายอาจเจรจากันเพื่อร่วมล็อบบี้รัฐบาลพม่าให้ปล่อยตัวแดนนี่ ในบรรยากาศที่พม่าไม่ค่อยสบอารมณ์ท่าทีขององค์การระหว่างประเทศนัก ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน (ที่เพิ่งทำให้พม่าเจ็บช้ำน้ำใจ โดยไม่เชิญตัวแทนจากพม่าเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งล่าสุด) หรือสหประชาชาติ การทูตแบบที่เป็นทางการอาจไม่ใช่ทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาภายในพม่า การทูตแบบทางเลือก หรือ “ทางลับ” ที่เรียกรวมๆ ว่า “backdoor diplomacy” ที่อาศัยความสามารถและบารมีเฉพาะตัวของล็อบบี้ยิสต์เก่งๆ น่าจะตอบโจทย์ และทำให้การเข้าหาบุคคลระดับสูงในคณะรัฐประหารพม่าเป็นไปได้ง่ายขึ้น
ไม่มีการเปิดเผยว่าข้อเสนอที่ริชาร์ดสันและซาซากาวะมอบให้ผู้นำรัฐบาลพม่ามีอะไรบ้าง แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าซาซากาวะอาจเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างกองทัพพม่ากับกองทัพอาระกัน (Arakan Army) กองกำลังติดอาวุธของชาวยะไข่พุทธที่กำลังมีข้อพิพาทกับพม่าอยู่ในขณะนี้ เพราะพม่าไม่ต้องการเปิดศึกหลายด้าน เพราะแค่รับมือกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government) หรือ NUG และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defence Force) หรือ PDF ที่เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ว่ายากแล้ว หากต้องรับศึกกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์อีกด้านหนึ่ง คงไม่ใช่เรื่องดีนักสำหรับกองทัพและคณะรัฐประหารพม่า
แดนนี่ เฟนสเตอร์ เป็นนักโทษการเมืองคนแรกๆ ที่ได้รับการปล่อยตัว จากการใช้เทคนิคการทูตแบบลับ แม้หลายคนจะตั้งข้อสังเกตว่าแท้จริงแล้วริชาร์ดสันอาจมีวาระซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง เมื่อคณะของริชาร์ดสันและแดนนี่ เฟนสเตอร์ เดินทางถึงสนามบินเจเอฟเค ที่นิวยอร์ก ริชาร์ดสันกล่าวถึงคณะรัฐประหารพม่าว่าเป็น “รัฐบาลพม่า” และยังกล่าวถึงบุคคลในคณะรัฐประหารว่าเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” สร้างแรงกระเพื่อมในโลกออนไลน์พม่าอย่างมาก ต้องดูกันต่อไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างริชาร์ดสันกับคณะรัฐประหารพม่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร
อิสรภาพของแดนนี่คือเรื่องน่ายินดี แต่เราต้องไม่ลืมว่ายังมีนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทั่วพม่ามากกว่า 7,200 คน ในจำนวนนี้เป็นนักข่าวเกือบ 50 คน ในสถานการณ์ปกติ รัฐบาลทั่วโลก (ไม่ว่าจะผ่านการทูตลับหรือไม่ลับ)ต้องช่วยกันเจรจาเพื่อให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ออกมาจากที่คุมขังให้เร็วที่สุด แต่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ คงต้องหวังพึ่งการทูตแบบไม่เป็นทางการ ที่เน้นการล็อบบี้ หรืออาจจะเรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า “การยื่นหมูยื่นแมว” ในระหว่างนี้ รัฐบาลคู่ขนาน NUG ก็มีพัฒนาการที่เข้มแข็งขึ้นตามลำดับ จากนี้เราคงจะได้เห็นการล็อบบี้ที่เข้มข้นอย่างยิ่งทั้งจากฝั่ง NUG โลกตะวันตก คณะรัฐประหารพม่า หรือแม้แต่อาเซียนเอง

