หน้าแรก คอลัมนิสต์ ครัวเรือนเปรา...

ครัวเรือนเปราะบาง และการปรับตัวของประชาชน ในยุคโควิดระบาด

19.11.21 | 13:00 น.

ความเสี่ยงและไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้กับประชาชนทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสองปีที่ผ่านมาผู้คนทั่วโลกและประเทศไทยรับผลกระทบจากไวรัสโควิดระบาดถ้วนหน้า แต่ผลกระทบหนักเบาหรือรุนแรงต่างกัน ครัวเรือนปราะบาง (vulnerable households) เป็นกลุ่มที่น่าห่วงใยสุด เพราะว่าเงินทุนเงินออมหรือสินทรัพย์มี
น้อยจึงต้องปรับตัวขนานใหญ่ เช่น ลดรายจ่าย ย้ายงาน ย้ายภูมิลำเนา (กลับบ้านเพื่อลดภาระค่าครองชีพ) กู้ยืม ขอรับความช่วยเหลือจากรัฐหรือท้องถิ่น ฯลฯ ในโอกาสนี้ขอนำผลงานวิจัยเล็กๆ จากการสำรวจข้อมูลครัวเรือนโดยแบบสอบถามจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง

โครงการวิจัยขนาดเล็กนี้ดำเนินการภายใต้ชื่อ “ครัวเรือนเปราะบาง” โดยได้รับการสนับสนุนจากแผนงานคนไทย 4.0 และสำนักงานวิจัยแห่งชาติ การวิเคราะห์ในส่วนแรกนักวิจัยใช้ผลสำรวจครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ปี 2562) ที่สุ่มตัวอย่างจากทุกจังหวัดจำนวนกว่า 4 หมื่นตัวอย่าง สร้างดัชนีวัดเปราะบางโดยอิงตัวชี้วัด 10 ตัว (เช่น การมีเงินออมน้อย ต่ำกว่า 5% ของรายได้ อาชีพที่ขาดความมั่นคง ครัวเรือนเคยผ่านประสบการณ์ขาดสภาพคล่องไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำไฟฟ้า หรือการพึ่งพิงเงินโอนจากภายนอกมากเกินไป ฯลฯ) เป็นตัวเลข 0/1 อุปมาอุปไมยกับการเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (ผู้คนจำนวนมากเป็นโรคเรื้อรัง 1-3 ประเภท จำนวนหนึ่งโชคดีปลอดจากโรค) นำวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองเศรษฐมิติ เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มชนชั้น/อาชีพ เมือง/ชนบท ช่วงอายุ และการศึกษาเป็นต้น ช่วยให้เข้าใจว่าอาชีพ/ชนชั้นใดกว่ากัน? ส่วนที่สอง ทีมวิจัยสำรวจตัวอย่างบุคคล/ครัวเรือน ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2564 เพื่อเข้าใจสถานการณ์เน้นสองด้าน กล่าวคือ ก) ปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดรายได้เพราะหยุดทำงานยาวนานเพียงใด ข) การปรับตัวเช่นย้ายภูมิลำเนาเพื่อลดค่าใช้จ่ายหรือรักษาตัวเนื่องจากติดโควิด การได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ/ท้องถิ่นในรูปแบบใด

กราฟแท่งที่ 1 แสดงการกระจายของผู้ตอบแบบสอบถามตามอาชีพและเพศ

จากกราฟแท่งข้างต้น สะท้อนความหลากหลายของอาชีพของผู้ตอบแบบสอบถาม กลุ่มใหญ่คือพ่อค้าแม่ค้าและผู้ทำงานรับจ้างทั่วไป แม่บ้าน พนักงานของภาคเอกชน เกษตรกร และคนทำงานในภาคราชการหรือรัฐวิสาหกิจจำนวนหนึ่ง

Advertisement

โดยสรุปคือ เกือบ 90% ของบุคคลตัวอย่างมีความจำเป็นต้องปรับตัวด้วยกันทั้งสิ้น สถานเบาคือต้องปรับลดค่าใช้จ่ายหรือนำเงินออมในอดีตมาใช้จ่ายใช้สอย ผลกระทบที่หนักกว่านั้นคือต้องกู้ยืมหรือขายทรัพย์สินบางส่วนมาเป็นค่าใช้จ่าย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอาชีพ ย้ายที่อยู่ (กลับภูมิลำเนาเพราะลดค่าโสหุ้ย กลับรักษาตัวที่บ้านเกิดเพราะว่าติดโควิด) มีเพียงร้อยละ 12 เท่านั้นที่ไม่ระบุว่ามีความจำเป็นต้องปรับตัว

คำถามอีกลักษณะหนึ่งคือการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ/ท้องถิ่น โดยตั้งคำถามว่าได้รับความช่วยเหลือจากโครงการอะไร (ภายใช้ชื่อที่หลากหลาย คนละครึ่ง เราชนะ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ ม.33 เรารักกัน ฯลฯ) สรุปความในรูปภาพที่ 2 สะท้อนว่ากว่าร้อยละ 80 ของคนไทยได้รับการช่วยเหลือจากรัฐหรือท้องถิ่นในทางใดทางหนึ่งสะท้อนความทั่วถึงของมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ

กราฟแท่งที่ 2 แสดงสองตัวแปรคือ การได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ และความจำเป็นต้องปรับตัวขนาดใหญ่ (ย้ายงานหรือที่อยู่อาศัย)

งานวิจัยเล็กๆ ชิ้นนี้ช่วยให้ข้อมูลว่า คนไทยต้องปรับตัวในรูปแบบใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากโรคระบาดครั้งใหญ่สะท้อนถึง “ความเปราะบาง” ต่อปัจจัยภายนอก การปรับตัวขั้นเบาะๆคือปรับลดรายจ่ายหรือนำเงินออมมาใช้จ่าย แต่จำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องปรับตัวแรงกว่านั้นคือกู้ยืม ย้ายอาชีพหรือภูมิลำเนา (ส่งผลทำให้เด็กต้องย้ายโรงเรียนหรือออกจากสถานศึกษา-แต่ว่าสัดส่วนน้อย) ภายใต้ความยุ่งยากครั้งนี้มีระบบความช่วยเหลือจากรัฐบาลท้องถิ่นหรือชุมชนภายใต้โครงการต่างๆ สะท้อนว่าสังคมไทยมีระบบสวัสดิการหรือมาตรการเยียวยาที่ดีพอสมควร แต่ในงานวิจัยนี้ไม่ได้สอบถาม “ความพอเพียง” ของมาตรการ ยากที่จะประเมินเนื่องจากไม่มีผู้ใดทราบอนาคตว่าโรคระบาดจะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด? และทุกคนตระหนักว่างบประมาณของภาครัฐก็มีข้อจำกัด

ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์

พุดตาน พันธุเณร

พิชิต รัชตพิบุลภพ

วิทยา คามุณี