หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่สำคัญยิ่งคือ ทุกข์ อนิจจัง อนัตตา อันแสดงให้เห็นความจริงแท้ว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ย่อมเป็นความทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างและทุกชีวิตต่างเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแตกดับและความว่างเปล่าในที่สุด ชาวพุทธจึงไม่ควรติดยึดหลงใหลในอัตตาตัวตน ในลาภ ยศ สักการะ การปล่อยวางจะช่วยทำให้จิตใจเบาสบาย หลักธรรมในเรื่องอนัตตาจึงเป็นสาระสำคัญสูงสุดของพระพุทธศาสนา
การฝึกปฏิบัติธรรมด้วยการสวดมนต์ไหว้พระจึงช่วยทำให้จิตใจของผู้ปฏิบัติเกิดความอ่อนโยนและอ่อนน้อมถ่อมตน จิตใจของผู้ปฏิบัติจะรวมลงเข้าสู่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อัตตาตัวตนที่เคยลุ่มหลงในยศถาบรรดาศักดิ์ ในตำแหน่งหน้าที่การงานของตนจะละลายหายหมดสิ้นไปจากจิตใจในขณะที่ผู้ปฏิบัติก้มลงกราบ และเปล่งเสียงสวดมนต์
แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม แต่การได้ทำให้อัตตาตัวตนที่หนักอึ้งด้วยลาภ ยศ สักการะนั้นหดหายไปในระหว่างสวดมนต์ทำสมาธินั้น จิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมกลับเกิดเป็นความปีติและรู้สึกชุ่มฉ่ำอิ่มเอิบใจ การได้มีโอกาสในแต่ละวันเพื่อสวดมนต์นั่งสมาธิ เพื่อถอดถอนอัตตาตัวตนออกไปจึงเป็นความสุขสงบของชีวิตจิตใจเป็นอย่างยิ่ง กลายเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าและมีความสุขยิ่งของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน การได้ปฏิบัติธรรมเพื่อละอัตตาตัวตนจึงเป็นความสูงส่งเลอเลิศ เป็นการเข้าถึงหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยอนัตตาอย่างแท้จริง
คำสอนเรื่อง อนัตตา หรือ การละอัตตาตัวตน จึงช่วยทำให้ชาวพุทธไม่หลงระเริงไปกับลาภ ยศ สักการะ ไม่หลงวนเวียนอยู่กับการใช้ชีวิตไปตามอัตตาตัวตนที่เป็นหัวโขนและปรุงแต่งขึ้น อัตตาตัวตนเช่นนี้ย่อมทำให้จิตใจของเราเกิดการยึดมั่นถือมั่นอันนับเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง ยิ่งนานวันเข้าอัตตาตัวตนยิ่งรุนแรงมากขึ้น จนชีวิตไม่อาจมองหาทางออกเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นจากกองทุกข์นี้ได้
การเทศนาสั่งสอนก็เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้ชาวพุทธที่ฟังธรรมได้เกิดสติปรับจิตใจของเขาให้อ่อนโยนลง ระหว่างที่จิตจดจ่อกับการฟังธรรม ราคะตัณหาจะไม่เข้ามากล้ำกรายเกาะเกี่ยวในจิตใจ ธรรมะจะช่วยลดละความโลภ โกรธ หลง ช่วยถอดถอนอัตตาตัวตนความสุขสงบอย่างแท้จริงย่อมเกิดจากจิตที่ปล่อยวาง
ในสภาวะที่จิตไร้อัตตาตัวตนจึงเป็นเหมือนดั่งขณะจิตที่น้อมลงกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือดั่งขณะจิตปฏิบัติสมาธิภาวนาที่ผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สึกถึงอัตตาตัวตนของตน การเทศนาสั่งสอนจึงเปรียบเสมือนการปฏิบัติธรรมที่ต้องดำเนินไปให้สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยการละอัตตาตัวตน
อัตตาตัวตนจะลดลงได้หากผู้ปฏิบัติไม่ส่งจิตออกไปยึดเกาะอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง การได้เสพอารมณ์สนุกสนานครื้นเครงตลกโปกฮา ทำให้จิตได้ไปสัมผัสและก่อตัวอยู่ในอารมณ์นั้นจิตที่หมกมุ่นอยู่ในอารมณ์ย่อมทำให้จิตก่อรูปเป็นตัวกูของกู ชื่นชอบกับการปรนเปรอให้อยู่ในอารมณ์นั้น อัตตาตัวตนที่เกาะยึดอยู่กับการเสพอารมณ์นี่แหละที่ทำลายหลักธรรมของพระพุทธศาสนาว่าด้วยอนัตตา
อารมณ์จึงเป็นเชื้อไฟของการก่ออัตตาตัวตน เมื่อเราอยู่ในอารมณ์โกรธ อัตตาตัวตนในขณะนั้นจะรุนแรงโหมกระพือ ตรงกันข้ามกับขณะเวลาที่เราก้มลงกราบพระ หรือขณะสวดมนต์นั่งสมาธิ จิตของเราขณะนั้นจะลืมอัตตาตัวตน เหลือแต่จิตของผู้ก้มกราบที่มุ่งแต่ความบริสุทธิ์ผ่องใสและความเบาสบายของจิตเป็นสำคัญ
การประพฤติปฏิบัติในทางโลกีย์วิสัยย่อมแตกต่างและอยู่คนละมิติกับการปฏิบัติทางโลกุตรธรรม จะนำเอาโลกโลกีย์และโลกโลกุตระมาผสมปนเปกันอย่างคนไร้สติไม่ได้ อารมณ์ที่รื่นเริงสนุกสนาน หรือตลกขบขันจะพัดกระพือและเร่งเร้าอัตตาตัวตนให้เด่นชัดขึ้น การหัวร่อต่อกระซิก ระริกระรี้ต่อกันจะยิ่งทำให้อารมณ์แห่งความโลภ โกรธและความหลงรุนแรงยิ่งขึ้น อารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ย่อมขัดขวางต่อการที่จิตจะเข้าสู่กระแสธรรม
การเทศนาสั่งสอนจึงควรดำเนินไปเพื่อส่งเสริมโลกโลกุตระและเพื่อละอัตตาตัวตนเป็นที่ตั้ง การแสดงอากัปกิริยาตลกขบขันหัวเราะเริงร่าผสมปนเปไปกับการแสดงธรรมจึงขัดแย้งกันอย่างน่าอดสูและน่าละอาย เป็นการนำเอาอารมณ์และอัตตาตัวตนมาสอดแทรกในหลักธรรมคำสอนที่ล้วนแต่เป็นเรื่องของอนัตตาทั้งสิ้น
ศีล 227 ข้อที่ห้ามการปรนเปรอไปในทางโลกีย์ ไม่กินเกินพอดี ไม่นอนในที่นอนอ่อนนุ่ม ไม่ประดับตกแต่งร่างกาย ไม่ร้องรำทำเพลง เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เพื่อให้บรรพชิตเกิดความสำรวม เพื่อหลีกเลี่ยงอารมณ์ที่อาจแส่ส่ายไปตามสิ่งที่หลงใหลหรือยั่วยวน ศีลและการสำรวมจึงเป็นของคู่กันและรองรับซึ่งกันและกัน
ศีลจึงช่วยระงับยับยั้งกายและใจให้อยู่ในความสำรวม ดังนั้นการแสดงธรรมเทศนาที่ผู้แสดงมีอาการตลกขบขันไม่สำรวม จึงเข้าใจเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากจิตของผู้แสดงธรรมนั้นยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าศีล หากนักเทศน์ยังอยู่ในอารมณ์ระริกระรี้สนุกสนานปรนเปรอ จิตใจของเขาย่อมอยู่ต่ำกว่าระดับของศีล เมื่อระดับของจิตต่ำกว่าศีลเช่นนี้ บุคคลผู้นั้นจึงไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นผู้แสดงธรรมได้
การอยู่ในสมณเพศและแสดงอากัปกิริยาไปในทางอารมณ์ที่ยังติดข้องอยู่ในราคะตัณหามัวเมาเช่นนี้จึงไม่เหมาะสม มุขตลกขบขันที่แสดงออกจึงเป็นรูปแบบของอัตตาตัวตนที่พระธรรมวินัยตำหนิติฉิน อารมณ์สรวลเสเฮฮาเป็นการออกอาการอุตริผิดรูปแบบของสมณเพศที่มุ่งละครอบครัว ทอดทิ้งทรัพย์สมบัติเพื่อเข้าสู่การละอัตตาตัวตน เหมือนดั่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติเป็นตัวอย่างมาแล้ว
การมีความรู้ทางปริยัติไม่ได้หมายความว่าจิตของเขาจะละอัตตาตัวตนได้ เพราะความรู้ทางปริยัติไม่ได้ช่วยขัดเกลาจิตใจ ในทางตรงข้ามการได้เปรียญธรรมสูงอาจทำให้ผู้นั้นหลงตนติดยึดอยู่กับตัวตนของเปรียญธรรม ชีวิตทั้งชีวิตจึงหลงติดอยู่กับอัตตาตัวตนและสถานะทางสังคมจนลืมตัว
ชาวพุทธจึงพึงหันมาปฏิบัติสมาธิภาวนา รู้จักกำหนดจิตให้อยู่กับความว่างเปล่าของลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รู้จักกำหนดจิตให้เพ่งพิจารณาอสุภะและความเน่าเหม็นของกาย เหล่านี้ล้วนแต่จะทำให้จิตละวางจากการยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตน วิปัสสนากรรมฐานเท่านั้นที่จะนำพาผู้ปฏิบัติไปสู่ประสบการณ์ทางจิตของความเป็นอนัตตาและความหลุดพ้น
การแสดงธรรมก็ดี การได้ฟังธรรมก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสอันดีที่ผู้ปฏิบัติจะได้ทำภพชาติและการเกิดใหม่ของเขาให้สูงส่งและงดงามยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่าการแสดงอัตตาตัวตนตลกขบขันที่ไร้สาระ

