คอลัมน์ไทยพบพม่า : ผู้หญิงกับการปฏิวัติ โดย ลลิตา หาญวงษ์
เป็นที่ฮือฮาในทวิตเตอร์ เมื่อมีกลุ่มผู้ชุมนุมในเกาหลี (ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย) ที่ออกมาเดินขบวนประท้วงเพื่อต่อต้านกระแสเฟมินิสต์ (anti-feminists) ในกรุงโซล พลังเฟมินิสต์ทั่วโลกพยายามต่อต้านสังคมชายเป็นใหญ่มาตลอด แต่ในสังคมปิตาธิปไตย (Patriarchal society) หรือสังคมที่เชิดชูเพศชายอย่างตรงไปตรงมาอย่างเกาหลีใต้ ผู้ชายเกาหลีกลับรู้สึกว่าสถานภาพของตนเองถูกคุกคามโดยผู้ที่ออกมาเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ เมื่อปี 2016 โช นัม-จู (Cho Nm-joo) เขียนนิยายเรื่อง “คิม จี=ยอง เกิดปี 1982” ตีแผ่สังคมเกาหลีที่กดขี่ผู้หญิงไว้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมอันดีงาม และสะท้อนสังคมเกาหลีที่เชิดชูเพศชายแบบล้นเกิน นิยายของเธอประสบความสำเร็จแบบเหนือความคาดหมาย จนถูกนำไปสร้างภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน มี กง ยู ซุปเปอร์สตาร์คนสำคัญนำแสดง
หลายปีที่ผ่านมา กระแสเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศในเกาหลีได้รับความสนใจขึ้นอย่างมาก คำถามที่สำคัญมากคือเหตุใดประเทศที่ร่ำรวยและมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก จึงมีความไม่เท่าเทียมทางเพศได้มากเพียงนี้ ผู้เขียนยกตัวอย่างของกระแสต่อต้านเฟมินิสต์ในเกาหลีขึ้นมาเพราะอยากชี้ว่าทัศนคติที่เกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ หรือการมองคนทุกคนว่าเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานะ ชาติกำเนิด หรือพื้นฐานการศึกษานั้นแทบไม่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศหรือความเป็นประชาธิปไตยเลย เพราะความเป็นประชาธิปไตยและการเป็นประเทศอุตสาหกรรมเบอร์ต้นๆ ของโลก เป็นการวัดในเชิง “วัตถุ” และเมื่อมองพัฒนาการของประชาธิปไตยในเชิง “จิตใจ” เกาหลีกลับสอบตก ประชากรจำนวนมากไม่ได้ต้องการเห็นสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม เพราะเกรงว่าตนจะสูญเสียสิทธิพิเศษในสังคมไป และเกรงว่าธรรมเนียมที่ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือหัวหน้าของสังคม จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยพร้อมกับกระแสเฟมินิสต์
สถานะของความเท่าเทียมทางเพศในพม่าแตกต่างจากในเกาหลีใต้ (หรืออาจพูดรวมๆ ว่าเอเชียตะวันออก) โดยสิ้นเชิง หลายคนมองว่าสังคมพม่าเป็นสังคมพุทธแบบเถรวาทที่เคร่งครัด แต่ในความเป็นจริงแล้ว วัฒนธรรมพุทธแบบพม่าให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากกว่าสังคมพุทธแบบเถรวาทหรือมหายานที่อื่นๆ ตั้งแต่ในอาณาจักรพุกามเมื่อ 1,100 ปีที่แล้ว ความเชื่อแบบพุทธผสมผสานกับความเชื่อเรื่องผีแบบพม่า ที่มีศูนย์กลางที่ความเชื่อเรื่อง “ผีนัต” ในบรรดาผีนัตทั้งที่เป็นนัต “ในระบบ” 37 ตน และนัต “นอกระบบ” อีกหลายร้อยหลายพันตน มีนัตที่เป็นผู้หญิงส่วนหนึ่ง และนัตเหล่านี้ก็เป็นที่เคารพบูชาควบคู่กับนัตผู้ชาย มาจวบจนปัจจุบัน นอกจากนี้ ในประวัติศาสตร์ยุคราชวงศ์ เรายังเห็นบทบาทของกษัตรี เช่น พระนางเชงสอบู แต่บทบาทของผู้หญิงพม่าที่โดดเด่นอย่างมาก คือบทบาทของคู่ชีวิตและคู่คิดที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่สามี ในแวดวงนักเขียนและปัญญาชนฝ่ายซ้าย นักเขียนหญิงพม่าที่มีบทบาทโดดเด่นอย่างมาก ได้แก่ ลูดุ้ ด่อ อะหม่า (Ludu Daw Amar) และจะเน จอ มะ มะ เล (Journal Kyaw Ma Ma Lay) ทั้งสองคนเป็นทั้งนักเขียน และบรรณาธิการวารสารในโลกวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง และเป็นประหนึ่ง “แบรนด์แอมบาสเดอร์” ในโลกวรรณกรรมของผู้หญิงพม่า ผู้เขียนอยากสื่อให้เห็นว่าบทบาทของผู้หญิงในพม่าไม่ได้มีความโดดเด่นในลักษณะที่โดดเด่นกว่าผู้ชาย ไม่ได้ต้องการ “โรแมนติไซซ์” ผู้หญิงพม่า แต่ผู้หญิงพม่ากลับมีสถานะที่เท่าเทียมกับผู้ชายอย่างมีนัยที่น่าสนใจ ผู้คนในพม่า (หมายรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ นอกเหนือจากชาวพม่าแท้) เคารพผู้หญิงในฐานะแม่ และเสาหลักของครอบครัว แม้ผู้ชายจะเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่สังคมพม่ายอมรับว่าครอบครัวที่เข้มแข็งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจาก “แม่” ที่เข้มแข็ง ละเอียดรอบคอบ และเป็นเหมือนหินผาอันแข็งแกร่งที่เป็นหลักยึดให้กับสมาชิกในครอบครัวทั้งในยามสุขและยามทุกข์
ในช่วงหลายเดือนมานี้ มีผู้วิเคราะห์บทบาทของผู้หญิงท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นในขณะนี้ ผู้หญิงจำนวนหนึ่งเลือกจะเข้าป่าไปเข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defence Force หรือ PDF) และเรายังเห็นผู้หญิงอีกส่วนหนึ่งที่เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนที่ต่อต้านกองทัพและคณะรัฐประหารพม่าอย่างเต็มกำลัง เราเห็นสุนทรพจน์ครั้งประวัติศาสตร์ของฮาน เล (Han Lay) นางงามพม่า บนเวทีประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนล หรือธูซา วิน ลวิน (Thuza Wint Lwin) นางงามจากพม่าอีกคนที่ขึ้นไปชูป้าย Pray for Myanmar บนเวทีมิสยูนิเวิร์ส เราได้เห็นการเสียสละของผู้หญิงมากมายในการต่อสู้ของคนพม่าเพื่อนำประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย เวย เวย มยิ้น (Wai Wai Myint) เป็นผู้หญิงมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่รับไม่ได้กับรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ เธอตัดสินใจเข้าร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร เมื่อตำรวจไล่ล่าเธอกับเพื่อนแอคทิวิสต์ เธอกับเพื่อนอีก 4 คนตัดสินใจกระโดดลงมาจากตึกและเสียชีวิตทันที
ในการประท้วงต่อต้านรัฐประหาร ที่ยืดเยื้อและรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 1 พันคน แล้ว คนที่ออกมาเดินขบวนส่วนใหญ่คือคนรุ่นใหม่ ที่มีอายุ 20-30 ปี ที่น่าสังเกตคือคนเหล่านี้เป็นชนชั้นกลางในเมือง หลายคนไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อน และเติบโตขึ้นมาพร้อมกับยุครัฐบาลภายใต้การนำของพรรค NLD แม้ช่วงเวลาของรัฐบาลพลเรือนจะไม่ได้ยืนยาวนัก กล่าวคือ NLD อยู่ในตำแหน่งเพียง 4 ปีเศษ แต่ก็เพียงพอทำให้พวกเขาเหล่านี้เห็นความเปลี่ยนแปลงและความแตกต่างสุดขั้วระหว่างระบอบเผด็จการทหารกับระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน หลังรัฐประหาร กองทัพปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง มีเยาวชนหลายคนที่ถูกยิงด้วยกระสุนจริงและเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ เหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนรุ่นใหม่ในเมืองมากเป็นพิเศษเกิดขึ้นเมื่อมะ จาล ซิน (Ma Kyal Sin) หรือที่รู้จักโดยทั่วไปว่า “แองเจิล” (Angel) ผู้ประท้วงวัย 19 ปี ถูกยิงที่ศีรษะจนเสียชีวิตทันทีในที่ประท้วง
ความตายของ “แองเจิล” และคนรุ่นใหม่อีกหลายคนที่เสียชีวิต เป็นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ ที่ทำให้คนพม่าอีกจำนวนมากตัดสินใจออกมาต่อต้านรัฐประหารอย่างจริงจัง แม้ก่อนหน้านี้หลายคนจะไม่ได้สนใจการเมืองเป็นพิเศษเลยก็ตาม นอกจากจะมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากมายแล้ว สำหรับคนที่ถูกจับกุมและยังมีชีวิตอยู่ ก็ถูกซ้อมทรมานอย่างโหดเหี้ยม การต่อสู้ของประชาชนพม่าในเวลานี้จึงเป็นเรื่องของคนทุกเพศทุกวัย เพราะทุกคนรู้ดีว่าคนพม่าทุกคนจะได้รับผลกระทบจากรัฐประหารครั้งนี้อย่างแน่นอน และหากอยู่นิ่งเฉย พม่าก็จะไม่มีวันกลับไปเป็นประชาธิปไตยได้อีก เมื่อเกิดการลุกฮือเพื่อต่อต้านรัฐบาลนายพลเน วิน ครั้งใหญ่ที่สุดในปี 1988 แกนนำการประท้วงทั้งหมดเป็นนักศึกษาผู้ชาย และผู้ก่อตั้งพรรค NLD ทั้งหมดก็เป็นผู้ชาย มีเพียงด่อออง ซาน ซูจี คนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้หญิง อาจเป็นเพราะการต่อสู้ของพรรค NLD และด่อ ออง ซาน ซูจีด้วยที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนพม่าทุกเพศทุกวัย มาถึงตอนนี้ฉันทามติของสังคมพม่าคือถ้าทุกคนไม่ออกมาร่วมต่อสู้เพื่อปลดปล่อยพม่าออกจากคณะรัฐประหารและนำกองทัพออกจากการเมืองให้ได้อย่างเด็ดขาด ชีวิตของพวกเขาและลูกหลานของพวกเขาก็จะไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้อีก
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในพม่าทุกวันนี้จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่เท่าเทียม เพราะทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ เห็นพ้องต้องกันว่าต้องออกมาสู้ในวันนี้เพื่อสังคมที่ดีกว่าทั้งในวันนี้และภายภาคหน้า

