มหาราช (The Great) เป็นคำซึ่งมหาชนถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่ชัด ตามประวัติศาสตร์โลกสันนิษฐานว่ามีการใช้ครั้งแรกในสมัยเปอร์เซีย คือ พระเจ้าไซรัสที่ 2 มหาราชองค์ต่อมาคือพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 แห่งมาซิโดเนีย พระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งรัสเซีย พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะ และจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของจีน นอกจากนี้ยังมีมหาราชอีกหลายพระองค์ สุดแต่ละประเทศยกย่อง
สำหรับมหาราชของไทย ถ้านับแต่การเกิดรัฐไทยสมัยสุโขทัย การก่อตั้งเป็นสยามตั้งแต่สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และรัตนโกสินทร์ จนถึง พ.ศ.2482 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติเปลี่ยนชื่อ จากสยามเป็นประเทศไทย ซึ่งใช้เป็นนามประเทศมาถึงปัจจุบัน
มหาราชของไทยมีการถวายพระนามด้วยมหาชนยกย่อง กับมหาราชที่มีพิธีกรรมเป็นทางการ โดยมีลำดับดังนี้
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทัย ทรงทำนุบำรุงปกครองบ้านเมืองด้วยพระเมตตาต่อไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ทรงสร้างสรรค์มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่สำคัญๆ ของชาติไว้อย่างอเนกอนันต์ มรดกของชาติที่สำคัญที่สุดก็คือ ได้ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 1826 อันเป็นต้นกำเนิดของอักษรไทยที่พัฒนาใช้กันในทุกวันนี้
นอกจากนี้พระองค์ท่านยังได้ทรงรวบรวมแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกันจนเป็นราชอาณาจักรไทยที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าทุกยุคสมัยที่ผ่านมา พระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติของพระองค์ท่านล้วนแต่เป็นการวางรากฐานแห่งความเจริญไว้ให้แก่ประเทศชาติและปวงชนชาวไทยทุกคนสืบทอดต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 718 ปี
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านดังที่ได้ประจักษ์ รัฐบาลและปวงชนชาวไทย จึงได้พร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาแด่พระองค์ท่านเป็น “มหาราช” ของชาติไทย และได้ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่านขึ้นไว้เพื่อสักการะ ณ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ จังหวัดสุโขทัย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีอัญเชิญดวงพระวิญญาณของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชจากศาลพระแม่ยาไปสถิต ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ แล้วทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2528 โดยจังหวัดสุโขทัยได้จัดให้มีพิธีถวายบังคมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 เป็นต้นมา นับแต่นั้นมาประมาณสามปีคือ ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2531 สำนักงานสภาจังหวัดสุโขทัยได้มีหนังสือเสนอต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) ขอให้มีการกำหนด “วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช” ขึ้น โดยถือเอาวันที่ 17 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธีและทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์เป็น “วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช”
มหาราชของไทยพระองค์ที่ 2 คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่สอง มีพระนามเดิมว่าพระนเรศ หรือพระองค์ดำ ทรงเป็นผู้กอบกู้เอกราชให้กับไทย หลังจากเสียกรุงครั้งแรกและได้ทรงขยายอำนาจของราชอาณาจักรไทยอย่างกว้างขวาง โดยมีอนุสรณ์สถานหลายแห่งที่รู้จักกัน ได้แก่ พระบรมราชานุสาวรีย์ที่ ต.ดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เป็นพระบรมรูปประทับบนคชาธาร พระแสงดาบพาดพระเพลา สร้างในโอกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระชนมายุครบ 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542
พระองค์ต่อมาคือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 ทรงติดต่อเจริญพระราชไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส และทรงติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ อนุสรณ์สถานของพระองค์ตั้งอยู่กลางวงเวียนเทพสตรีใกล้ศาลกลางจังหวัดลพบุรี
สมัยธนบุรีคือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 ทรงเป็นผู้กอบกู้เอกราชภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง มีอนุสรณ์สถานหลายแห่งที่รู้จักทั่วไปได้แก่ อนุสรณ์ที่วงเวียนใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเฉพาะอย่างยิ่งชาวฝั่งธนบุรี
สมัยรัตนโกสินทร์ มหาราชพระองค์แรก คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างกรุงเทพมหานคร เป็นราชธานีของไทย ทรงขยายอาณาเขตอย่างกว้างขวาง ทรงสร้างประสาทราชวัง สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) รวบรวมกฎหมายตราสามดวง และโปรดให้แต่งบทละครต่างๆ แทนของเดิมที่สูญหายไป อนุสรณ์สถานของพระองค์ท่านประดิษฐานอยู่ ณ เชิงสะพานปฐม บรมราชานุสรณ์ ฝั่งพระนคร สร้างขึ้นเมื่องานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี เมื่อ พ.ศ.2475
มหาราชของไทยที่ทรงปฏิรูปประเทศหลายด้านคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระปิยมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถยิ่งในการรักษาประเทศไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นของชาวตะวันตกในยุคล่าอาณานิคม อีกทั้งยังเป็นผู้วางรากฐานเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ พระราชกรณียกิจที่สำคัญ เช่น ทรงโปรดให้มีการเลิกทาส เลิกไพร่ จัดตั้งไปรษณีย์ไทย โทรศัพท์ และจัดตั้งกระทรวงหลายกระทรวง ด้วยคุณูปการอย่างหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระยศมกุฎราชกุมาร ทรงชวนเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชน ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสรณ์ พระบรมรูปทรงม้า และพร้อมใจกันเฉลิมพระเกียรติด้วยความรักในพระนาม “ปิยมหาราช” เป็นพระนามพิเศษ พระบรมรูปทรงม้ากับพระนามปิยมหาราชจึงเป็นอนุสรณ์สำคัญ ซึ่งเตือนใจให้ระลึกถึงพระเดชพระคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ชาวพระนครพากันถวายสักการบูชาทุกปี มิได้ขาด
มหาราชของไทยอีกพระองค์หนึ่งที่มีพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์แก่คนไทยมากมายหลายด้าน คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นอกจากพระองค์ทรงคิดค้นปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน จนเป็นที่ยอมรับในพระปรีชาสามารถจากทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังมีพระปรีชาสามารถในด้านดนตรีและกีฬาอีกด้วย
พระองค์ทรงห่วงใยประชาชนเป็นอย่างมาก ตลอดเวลาที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงเสียสละเวลาความสุขส่วนพระองค์เพื่อดูแลประชาชน พระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนได้อยู่ดีกินดี นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปรียบเสมือน “พ่อหลวงของประชาชนชาวไทย” และทรงเป็นที่รักของประชาชนชาวไทยทุกคน
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยผู้เสวยราชย์ยาวนานที่สุดคือ 70 ปี มหาชนถวายพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระภัทรมหาราช” มีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง” ต่อมามีการถวายราชสมัญญาใหม่ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” เมื่อ พ.ศ.2510 และ “พระภูมิพลมหาราช” อนุโลมธรรมเนียมเช่นเดียวกับ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ที่ทรงได้รับพระราชสมัญญา “พระปิยมหาราช” ดังคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี และถวายชัยมงคลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่งานสโมสรสันนิบาต เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล วันที่ 5 พฤษภาคม 2530 ณ ทำเนียบรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม พระองค์ท่านยังไม่ทรงรับการถวายสมัญญาเหล่านี้ ต่อมา พ.ศ.2532 มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช ร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน มีมติเห็นว่า เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำรวจความเห็นคนไทย โดยส่งเอกสารไปยังจังหวัดต่างๆ ปรากฏว่าคนไทยทั่วประเทศ 34 ล้านคน เห็นว่าสมควรถวายพระราชสมัญญานาม “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช” อีก 6 ล้านคนเห็นว่าสมควรถวายพระราชสมัญญานาม “สมเด็จพระภัทรมหาราช” เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต มหาชนชาวไทยจึงเห็นตามเสียงข้างมาก ถวายพระราชสมัญญานาม “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”
อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระบรมราชโองการถวายราชสมัญญานามแด่รัชกาลที่ 4 คือ “พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช” เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และภาษาต่างประเทศหลายภาษา
มหาราชของไทยทุกพระองค์ล้วนสร้าง สรรค์และพัฒนาชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมา สมควรที่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้รำลึกถึงทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง

