ตู้หนังสือ : ทั้งลับทั้งลึก ราชสำนัก ร.6

ตู้หนังสือ : ทั้งลับทั้งลึก ราชสำนัก ร.6

บันทึกซึ่งตอนที่ยังไม่มีการเผยแพร่ จนเชื่อกันว่าสูญหายไปแล้ว อันเป็นบทนิพนธ์ในตอน “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6” และตอน “ผู้เขียน” ซึ่งองค์ผู้ทรงนิพนธ์คือ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาใน สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงบันทึกประวัติศาสตร์ล้ำค่าที่แตกต่างไปจากตำราหรือเอกสารประวัติศาสตร์ใดๆ ใน สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น หลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าภาพหรือสถานการณ์ก่อนหรือหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ความวุ่นวายหลังการเปลี่ยนแปลง รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ สร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฯลฯ ที่นักเรียนนักศึกษาและบรรดาผู้ใฝ่รู้ ได้ค้นคว้าข้อเท็จจริงในมุมซึ่งผิดแผกออกไปด้วยรายละเอียดหลายเรื่องหลายประการ

บทนิพนธ์สองตอนดังกล่าวข้างต้นที่เชื่อว่าสูญหายไปแล้วนั้น จึงสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องด้วยองค์ผู้นิพนธ์ทรงเป็นพระอนุวงศ์ฝ่ายในเพียงองค์เดียว ที่มีโอกาสได้ถวายการรับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยใกล้ชิด ได้ทรงรับพระมหากรุณาธิคุณเป็นอเนกประการ นับแต่เสวยราชย์ในปี 2453 จนเสด็จสวรรคตในปี 2468

ดังนั้น บทนิพนธ์สองตอนดังกล่าวจึงเป็นบันทึกประวัติศาสตร์รัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระยุพราชเป็นต้นไป ซึ่งองค์ผู้ทรงนิพนธ์ได้ทรงพบเห็นและทรงอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ และจากการที่ทรงเป็นฝ่ายในซึ่งรู้เห็นความเป็นไปในราชสำนักรัชกาลที่ 6 อันแวดล้อมไปด้วยพระราชวงศ์และข้าราชบริพารฝ่ายหน้า ม.ร.ว.ศุภดิศ ดิศกุล ประธานกรรมการ มูลนิธิสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงกล่าวว่า บทนิพนธ์นี้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของฝ่ายในที่มีมุมมองแตกต่างไปจากข้อเขียนของข้าราชบริพารฝ่ายหน้า ที่เคยเผยแพร่กันมาในช่วงเวลาก่อนๆ นั้น

ดังนั้น เพื่อให้ประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 6 ที่ขาดหายไปมีความสมบูรณ์ และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาสืบไป มูลนิธิสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงขอบคุณ ม.ร.ว.ดำรงเดช ดิศกุล ที่ช่วยตรวจทานต้นฉบับอีกครั้ง ทั้งยังส่งมอบต้นฉบับพระนิพนธ์พระราชวงศ์จักรีตอน “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6” และตอน “ผู้เขียน” ให้สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์ โดยมีชื่อเล่มว่า พระราชวงศ์จักรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น สมัยรัชกาลที่ ๖) ทรงนิพนธ์โดย ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล

เพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจในพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระราชจริยาวัตร และพระราชนิยมในพระองค์ สมปณิธานที่องค์ผู้ทรงนิพนธ์บันทึกให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา

● เราชาวพุทธอยู่กับพระกับเจ้ามาตั้งแต่เกิด นับถือพุทธกันอัตโนมัติ ไปวัด ตักบาตร ถวายสังฆทาน จนคิดว่าเข้าใจทุกเรื่องเกี่ยวกับพุทธเกี่ยวกับพระธรรมคำสอน แต่นานไป สิ่งที่คิดว่าเข้าใจกลับกลายเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งชักจะงงๆ ขึ้นมา วันนี้ลองหาอ่านหนังสืออีกเล่มตั้งหลัก นอกเหนือจากที่เคยแนะนำไปแล้ว

หาพระ หาเจ้า : รวมบทความทางวิชาการเกี่ยวกับความหมายทางสังคมและวัฒนธรรมของโบราณวัตถุและโบราณสถาน โดยผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์กรมศิลปากรที่ความรู้แน่นปึ้ก พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ในเรื่องที่ศึกษาเกี่ยวข้อง

คราวนี้มาอธิบายเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องที่เคยได้ยินหรือไม่เคยได้ยิน ของโบราณวัตถุและโบราณสถานต่างๆ ให้มองเห็นเรื่องเหล่านั้นได้กระจ่างขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่เรื่องควรรู้ก่อนอ่าน แล้วตั้งต้นแต่ตำนานสิงหนวัติอันเป็นเรื่องบรมปฐมกัปของดินแดนแถบนี้ เป็นฉบับวัดศรีโคมคำของพะเยา ต่อด้วยความหมายของตำนานพระธาตุเจ้าดอยตุง เปลือกตำนานว่าด้วยพระร่วงเป็นชายชู้ พระเจ้าพรหมในตำนานของล้านนา จากนั้นเป็นตำนานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต ปี 2182 แล้วต่อด้วยตำนานต้นโพธิ์ ตำนานอุรังคธาตุ (พระธาตุพนม) ตำนานพยากรณ์ที่ผิดพลาด ตำนานพระธาตุและเมืองนครศรีธรรมราช เรื่องพระพุทธสิหิงค์ (ที่เชียงใหม่) เรื่องพระมีหนวด ต่อนิ้วให้พระเจ้า กำแพงเพชรกับสุโขทัยนอนไม่เหมือนกัน ฯลฯ ประหลาดน่ารู้ทั้งนั้น ไทยๆ เรานี่แหละ

หาอ่านเพื่อทำความเข้าใจกันได้

● หนังสือที่ควรอ่านทบทวนตัวเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อโลกก้าวไกลมาถึงวันนี้ เพื่อให้สมกับที่เกิดในยุคปัจจุบัน มีความคิดทันโลกปัจจุบัน มิใช่เกิดวันนี้แต่คิดเหมือนคนสองร้อยสามร้อยปีก่อน ผิดยุคผิดสมัย มนุษย์กับเสรีภาพ : มุมมองทางปรัชญา คานท์, มิลล์, รอลส์ โดย สุรพศ ทวีศักดิ์ เพื่อเปิดปัญญาให้เห็น “ความเป็นมนุษย์”

นั่นคือ เราทุกคนไม่ว่าเพศ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรมใดๆ ต่างเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผล เสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีในตัวเอง มีอิสรภาพเหนือชีวิต ร่างกาย และจิตใจ ของตนเองอย่างสมบูรณ์ นี่คือ “ความเสมอภาคในความเป็นคน” หรือ “ความเป็นคนเท่ากัน” อันเป็น “รากฐานที่มั่นคง” ในการสร้างหลักการทางศีลธรรม ประโยชน์สุขส่วนรวม ความยุติธรรมทางสังคมและการเมือง ในการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพความเป็นคนของตนเองและทุกคนโดยแท้จริง

อ่านความในใจของผู้เขียนก่อน แล้วต่อด้วยเรามีเสรีภาพได้จริงไหม, ไม่มีเสรีภาพจะมีศีลธรรมได้ไหม, ยืนยันประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่ยืนยันเสรีภาพได้ไหม, ถ้าไม่มีเสรีภาพจะมีความยุติธรรมได้ไหม, เสรีภาพกับความเป็นไทยไปด้วยกันได้ไหม

ล้วนเป็นคำถามน่าถาม ที่ต้องการคำตอบ และเราต้องตอบตัวเองให้ได้ด้วย

● เคยดูโทรทัศน์ติดตามการบรรยายธรรมในอาศรมที่ฝรั่งเศสของ ติช นัท ฮันห์ มีผู้ถามว่า ท่านมีนาฬิกาหรือใช้นาฬิกาไหม หลวงพ่อตอบว่า นาฬิกาของอาตมาชี้อยู่เวลาเดียวเท่านั้น ผู้ฟังก็สงสัยว่าเป็นนาฬิกาอะไร ชี้ที่เวลาใด ท่านจึงตอบว่า (ชี้ที่…) “นาว (now)” เดี๋ยวนี้ ผู้ฟังจึงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพราะนั่นคือคำซึ่งท่านหมั่นบอกและพรรณนามาเนิ่นนาน ดังนั้น หนังสือเล่มต่อไปนี้อ่านเมื่อไหร่ย่อมเป็นคุณแก่ตนเสมอ

ปัจจุบันเป็นเวลาประเสริฐสุด ที่รจนาไว้จนพิมพ์เป็นครั้งที่ 6 ต้นปีนี้เอง แปลโดย ส.ศิวรักษ์ พบบทสวดสำหรับการเริ่มวันใหม่-ตอนตื่น, ก้าวแรกของวันใหม่, เปิดหน้าต่าง ฯลฯ บทสวดสำหรับช่วยการภาวนา-เชิญชวนเสียงระฆัง, ได้ยินเสียงระฆัง, เข้าสู่ห้องพระ ฯลฯ บทสวดสำหรับการบริโภคอย่างมีสติ-มองจานเปล่า, ตักอาหาร, พิจารณาอาหาร ฯลฯ บทสวดสำหรับกิจวัตรประจำวัน-เดินจงกรม, ทำสวน, ปลูกต้นไม้หรือพืชอย่างอื่น ฯลฯ เป็นบทสวดภาวนาสำหรับพุทธศาสนิกชนร่วมสมัยที่ได้ประโยชน์แท้ กำกับสติ เท่ากับกำกับพฤติกรรมให้เหมาะควรได้

● สิ่งซึ่งอยู่รอบตัวเราแต่เราอาจรู้น้อยที่สุดอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าบอกออกมา แต่จะดีกว่านั้นคือ ให้อ่านเรื่องเหล่านั้นเองแล้วค่อยบอกตัวเองภายหลังว่าจริงหรือไม่ ที่เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพืชพันธุ์ใกล้ตัวดังกล่าวเลย ที่จะทำให้เราต้องใช้สายตาใหม่มองกลับไป

ชีวิตเร้นลับของต้นไม้ เขียนโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้เยอรมนี เพเทอร์ โวลเลเบน แปลโดย สุดาวรรณ สินธุประมา เล่าความมหัศจรรย์ที่ค้นพบในป่า เป็นความลับมากมายที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินกระทั่งสูงไปถึงยอดไม้ ต้นไม้มีการสื่อสารถึงกัน แบ่งปันอาหารซึ่งกัน ช่วยเหลือปกป้องพวกเดียวกัน จนแม้แต่ปกป้องเพื่อนข้ามสายพันธุ์ ต้นไม้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการกว่าจะเติบโต ปรากฏเป็นชุมชนป่าไม้

หนังสือเล่มนี้จะเปิดเผยความลับเหล่านั้น ซึ่งพิสดารเกินกว่าเราจะจินตนาการได้ เราจะรักต้นไม้ยิ่งขึ้นอีกโดยไม่รู้ตัว แม้จะรู้ค่าไม้เหล่านั้นอยู่ก่อนแล้ว กับ 36 บทที่จะช่วยให้เราได้รู้จักภาษาต้นไม้ ความรักของต้นไม้ โรงเรียนต้นไม้ พลเมืองใหม่ ทำไมป่าจึงสีเขียว ต้นไม้ป่วย ยอดทรหด และต้นไม้มิใช่หุ่นยนต์ ฯลฯ ล้วนสร้างความซาบซึ้งไม่น่าเชื่อ

● อีกเรื่องที่ควรรู้เพื่อเลิกเข้าใจผิดๆ แม้เราจะไม่สนใจหรือไม่ชอบ แต่หากได้ยินขึ้นมาก็น่าจะรู้ว่าประเด็นคืออะไร เพราะเป็นเรื่องมนุษย์ด้วยกันที่น่าจะรู้จักเอาไว้บ้าง

เทคโนโยนี : ประวัติศาสตร์ไวเบรเตอร์ อีสทีเรีย และออกัสซั่มของผู้หญิง โดย ราเชล พี. เมนส์ แปลโดย นภ ดารารัตน์ ที่จะเล่าประวัติศาสตร์ฮิสทีเรียและการต่อกรกับ “โรค” โดยบรรดาแพทย์ตลอดเวลานับพันปีที่ผ่านมาซึ่งเราอาจไม่รู้ขนาดนั้น รวมถึงที่มาหรือจุดกำเนิดและวิวัฒนาการของไวเบรเตอร์จากคลินิกจนถึงห้องนอน

เพราะไวเบรเตอร์ไม่ได้ดี หรือเลว หรือเป็นกลางแต่อย่างใด การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของไวเบรเตอร์อาจไม่แปลกสำหรับคนรุ่นนี้สมัยนี้ แต่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดสนใจและข้อถกเถียงดุเดือดถึงพฤติกรรมและความต้องการทางเพศของสตรี จนถูกตราหน้าว่าคนเหล่านั้นเป็น “โรค” ที่ชื่อว่า “ฮิสทีเรีย” จึงเป็นเรื่องชวนคิด ชวนประหลาดใจ แถมการเข้าถึงความรู้ หรือข้อเท็จจริงนานาของบรรดาเรื่องดังกล่าว อาจเรียกเสียงหัวเราะได้

อย่าได้เข้าใจผิดว่าเรื่องของสตรีเป็นเพียงเรื่องของผู้หญิง แต่เรื่องของผู้หญิงหรือปัญหาของผู้หญิงนี่แหละ คือเรื่องของผู้ชายหรือเป็นปัญหาของผู้ชายที่ต้องเรียนรู้ไว้ด้วย

จะว่าไป ปัญหาของผู้หญิงส่วนใหญ่ ก็เป็นปัญหาของผู้ชายหรือจากผู้ชายนั่นเอง

มาดูว่า ในเรื่องนี้ อะไรคืองานที่ไม่มีใครอยากทำ, พฤติกรรมและสภาวะทางเพศของหญิงในฐานะโรคฮิสทีเรีย, ทำไมต้องอุทานว่า พระเจ้า แม่คุณต้องการอะไรกันแน่, อะไรเชื้อชวนให้ของเหลวไหลลงด้านล่าง, สุดท้ายทบทวนกรอบคิดที่ยึดชายเป็นศูนย์กลางเสียใหม่ ปัญหาของผู้หญิงจะได้น้อยลง และปัญหาของชายจะน้อยลงไปด้วย

● เราเคยคุ้นกับประโยค “หัวเราะวันละนิด จิตแจ่มใส” ที่แปลงมาจากประโยค “สัปดนวันละนิดจิตแจ่มใส” ของยอดนักเขียนการ์ตูนชีวิตและการเมืองของไทย ประยูร จรรยาวงศ์ แต่ปัจจุบันนี้ชักหัวเราะกันไม่ค่อยออก เพราะสภาพแวดล้อมมีผู้บังคับให้ซ้ายหันขวาหันมากเกินกติกา แต่อย่างไรก็ตาม เชื้อพันธุ์ของนักการ์ตูนไทยก็ยังคงแพร่ขยาย

ขายหัวเราะ Classic Series ฝีมือ จุ๋มจิ๋ม จำนูญ เล็กสมทิศ รวบรวมผลงานคัดสรรจากโกดังต้นฉบับ “ขายหัวเราะ” ที่อมตะไม่มีวันหยุดฮามาตั้งแต่ปี 2516 ให้ได้หัวเราะกันอีกครั้งด้วยสารพัดมุขคลาสสิก แก๊กตลก มุขขำขันอันเป็นเอกลักษณ์ของนักวาดที่นักอ่านรุ่นเก่าจำลายเซ็นได้ ซึ่งนำมาเสนออย่างไม่ขัดเขินต่อนักอ่านรุ่นใหม่ได้เหมาะเจาะ ประเดิมด้วยงานของปรมาจารย์ลัทธิฮา “จุ๋มจิ๋ม” เล่มนี้ ที่เป็นนักวาดรุ่นแรกผู้อยู่เบื้องหลัง หนูจ๋า อันเลื่องลือของคนรุ่นหนึ่ง ทั้งเป็นนักวาดในดวงใจของนักวาดรุ่นใหม่ด้วย อื้ออึงกับเสียงหัวเราะเมื่อเห็นและได้อ่าน กับมุขเหนือกาลเวลา น่าหามาหัวเราะ

● นิตยสารความรู้ชั้นดีที่คนทั่วโลกอ่านติดต่อมายาวนาน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤศจิกายน 2564 ว่าด้วย 100 อัศจรรย์แห่งโบราณคดี จากปีรามิด ถึงสโตนเฮนส์ และไททานิก การค้นพบทางโบราณคดีช่วยขยายพรมแดนความเข้าใจในประวัติศาสตร์มนุษย์ และเผยเรื่องราวน่าทึ่งเกี่ยวกับบรรพบุรุษของเราอย่างไร

อ่านส่องงานโบราณคดีไทย จากโคกพนมดีถึงปางมะผ้า และเรือพนม-สุรินทร์

ยังมีเรื่องชีวิตใต้ทะเลน้ำแข็ง เดินเท้าตามรอยบรรพบุรุษมนุษย์ วิกฤตในเอธิโอเปีย ที่ล้วนประกอบด้วยภาพอันชัดเจนด้วยรายละเอียด งดงามเลื่องชื่อตื่นตามาทุกฉบับ

● อ่านความคิดของนักวิชาการอาจารย์ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อยู่บ่อยๆ คงไม่หลงหูหลงตาไปหากพูดว่าเพิ่งเห็นประโยคเจ็บๆ อย่าง “ใช้เท้าคิดในทางที่ถูกซะหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร” ในบทความทาง มติชน ออนไลน์ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่อง “ท่ามกลางความมืนงงและเงียบเฉย ในการเปลี่ยนแปลงที่หัวลำโพง” ซึ่งหาก
ผู้ใดยังไม่ได้อ่าน สมควรย้อนกลับไปหาอ่านอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในฐานะคนเมือง คนร่วมเมือง

จะได้รู้ว่า ควรวางตนอยู่ตรงไหนจึงถูกต้อง โดยเฉพาะกับปัญหาบริการระบบรางของรัฐ ที่ไม่เคยพัฒนาไปไกลกว่าร้อยปีก่อน คนดูทีวีบ่อยๆ เห็นรถไฟญี่ปุ่นแล้วกระอักเลือดกระอักภาษีวันละหลายรอบ กับหน้าที่บริการระบบรางแต่ไม่ทำ กลับไปกุลีกุจอหารายได้จากที่ขององค์กรกับผู้ลงทุนหากำไรซึ่งไม่ใช่หน้าที่ โดยไม่คิดถึงชาวบ้านหรือคนเมืองหรือผู้ที่องค์กรต้องทำหน้าที่รับใช้บริการเลยแม้แต่น้อย เห็นไหม เรื่องอย่างนี้เมืองไทยก็มี มีเยอะด้วย

อย่างเรื่อง “มาดามรถถัง” บริษัท ชัยเสรี เมททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด ซึ่งตั้งมาแต่ปี 2506 (คนไทยวันนี้มีใครรู้กี่คน) ที่ส่งมอบรถถังให้ภูฏาน ประจำการกับ ยูเอ็น และซ่อมรถกองทัพไทยมาทุกชนิด ทั้งรถถังจีนรถถังอเมริกัน จนสร้างได้เอง ผลิตช่วงล่างรถถังขายได้ถึง 44 ประเทศทั่วโลก ฯลฯ แต่เคยยกรถถังให้กองทัพไทยไปใช้ฟรีๆ กองทัพกลับไม่ยอมรับ บอกว่า ไม่มีกฎหมายรองรับ ฮ่าฮ่า (เพราะเราต้องใช้เองก่อน เพื่อนบ้านจึงมั่นใจคุณภาพ ไปขายให้เขาได้ แต่เราบอกไม่มีเงินซื้อ ฮ่าฮ่า อีกหน) ยูเอ็นจึงรับไปใช้แทน

ข่าวนี้ทำให้เสียงหัวเราะในสื่อสาธารณะดังลั่น ให้ฟรีไม่เอา เอาเงินภาษีชาวบ้านไปซื้อของต่างชาติ นี่คือที่ประเทศไทยมี ประเทศอื่นมีไหม-หุยฮา

บรรณาลักษณ์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon