พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : เมื่อโควิดระลอกใหม่อาจมาเยือนอีกครั้ง

ข่าวเรื่องโควิดระลอกใหม่ที่อาจจะส่งผลต่อเมืองไทยนั้น ความจริงแล้วต้องพิจารณาเรื่องสามเรื่องประกอบกัน

ประการแรกคือ ข่าวล่าสุดของการยืนยันการค้นพบสายพันธุ์อันตรายตัวใหม่ (ชนิดที่ห้า) “โอไมครอน” จากแอฟริกา ซึ่งการกลายพันธุ์ในรอบนี้องค์การอนามัยโลกยืนยันแล้วว่า สามารถติดซ้ำได้ และรายงานข่าวจากสำนักข่าวบีบีซีชี้ว่า อาจเสี่ยงตายเพิ่มขึ้นสองเท่า มีความรุนแรงและติดได้ง่าย

โดยรายละเอียดของการกลายพันธุ์นั้นจะพบว่าการกลายพันธุ์มีความซับซ้อน และมีถึงห้าสิบจุด ทำให้ความกังวลของความรุนแรงของโรคมีมากขึ้น

และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าวัคซีนตัวใดที่ผลิตออกมาแล้ว ไม่ว่าจากระบบแบบไหนจะยับยั้งไวรัสพันธุ์ใหม่ได้อย่างแน่นอน ซึ่งไม่ได้แปลว่ายับยั้งไม่ได้ แต่หมายความว่ายังไม่มีการยืนยันจากผู้ผลิตในแต่ละรายว่าจะจัดการได้

ประการที่สองคือ ข่าวการระบาดระลอกใหม่มากขึ้นจนน่ากังวลของสายพันธุ์เก่า คือเดลต้าในยุโรปเอง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บางประเทศมีอัตราการฉีดวัคซีนที่ต่ำในยุโรปตะวันตก หรือในบางประเทศเองก็อาจจะฉีดวัคซีนบางตัวที่คนยังคลางแคลงประสิทธิภาพเช่นในยุโรปตะวันออก

ประการที่สามคือ จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยที่ยังไม่ได้ลดลงในลักษณะที่วางใจได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ จำนวนการติดเชื้อที่ยังมีไม่ต่ำกว่าห้าพันไม่ใช่จำนวนที่น้อย เมื่อเทียบกับเมื่อเราพบกับจำนวนตัวเลขในระดับนี้ในช่วงแรกๆ

หรือเราควรจะยอมรับกันว่า เอาเข้าจริงจำนวนตัวเลขระดับนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของเราเองด้วย ว่าเราเลิกแตกตื่นกันไปเอง เพราะส่วนหนึ่งเรามั่นใจว่ามีการฉีดวัคซีนกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งที่ข่าวและข้อมูลของผู้ที่ติดโควิดทั้งที่ฉีดวัคซีนครบสองเข็มแล้วก็ยังมีอยู่ทั้งในหน้าสื่อ และในผู้คนรอบตัวเรา

และเราก็ยังไม่ได้ทำความเข้าใจในรายละเอียดอย่างชัดเจนว่า การติดส่วนใหญ่ในวันนี้ของประเทศไทยเกิดจากอะไรกันแน่ เงื่อนไขอะไรที่ทำให้ยังติดอยู่ กลุ่มคนกลุ่มไหน ในพื้นที่ใดที่ยังติดอยู่

อีกตัวชี้วัดที่สำคัญก็คือรัฐบาลเองก็ยังไม่กล้าเปิดประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งกระบวนการคัดกรองการเข้าประเทศ ทั้งการแบ่งพื้นที่ในการผ่อนปรนกิจการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยืนระยะไม่ให้สถานบันเทิงเปิดกิจการจนกระทั่งกลางเดือนมกราคมปีหน้า

ซึ่งก็ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่มากว่าจะเป็นการที่รัฐบาลซื้อเวลาออกไปก่อนจากแรงกดดันในช่วงนี้หรือไม่ เพราะมาตรการเยียวยาภาคบริการเอาเข้าจริงแล้วดูจะน้อยกว่าภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งที่ภาคบริการเคยเป็นตัวชูโรงหลักของการสร้างรายได้หลักให้กับประเทศ

ส่วนอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ชัดเจนก็คือ การยกระดับไม่รับคนที่เข้ามาจากแปดประเทศที่มีความเสี่ยงในแอฟริกาจะสร้างความมั่นใจได้มากแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าในระบบการเดินทางในโลกนั้น ระบบการต่อเที่ยวบินในศูนย์กลางการบินต่างๆ ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี

สภาวะความพลิกผันและความเสี่ยงในเรื่องโควิด โดยเฉพาะในรอบใหม่นี้เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันนี้เอง ในขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่นานรัฐบาลไทยดูจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นในการจัดการสถานการณ์โควิดหลังจากกำหนดการเปิดประเทศ และขั้นตอนการเปิดประเทศตามที่ตนต้องการ โดยที่ยังมีเสียงเรียกร้องขอความเป็นธรรม และขอให้พิจารณาการเปิดแต่ละภาคส่วนที่ถูกปิดไปมากขึ้นเรื่อยๆ

จนถึงวันนี้ผมเชื่อว่าหากโควิดระลอกใหม่เข้ามาประเทศเราก็จะเผชิญปัญหาที่หนักหน่วงกว่าที่ผ่านมาเข้าไปอีก เพราะขณะนี้สิ่งที่เหมือนจะดำเนินมาด้วยดีดูจะไม่ราบรื่นนัก โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรและการฉีดวัคซีน ซึ่งในวันนี้เหมือนจะมีเยอะ แต่ความไม่ชัดเจนยังปรากฏอยู่เป็นระยะ

การเปลี่ยนชนิดวัคซีนไปเรื่อยๆ รวมทั้งการคิดค้นสูตรไขว้ขึ้นมาเอง และการสร้างข้อกังขาให้คนที่เขาพร้อมจะดูแลตัวเองจากการสั่งซื้อวัคซีนทางเลือกแต่สุดท้ายที่เขาเสียเงินไปแล้วก็ยังไม่มา ขณะที่วัคซีนแบบเดียวกันที่รัฐสั่งทีหลัง หรือได้บริจาคมา กลับมาก่อน คำถามคือเงินที่เขาเสียไปจะทำอย่างไร

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ในขณะที่บางคนเพิ่งได้วัคซีนเข็มที่สอง กลายเป็นว่าบางคนได้เข็มที่สามแล้ว แล้วจากนี้ระบบการคำนวณและจัดสรรวัคซีนในระดับชาติว่าถ้าเชื้อตัวใหม่ที่รุนแรงเข้ามานี้ ตกลงใครควรจะได้ฉีดก่อน คือเข็มที่สองที่ยังไม่ครบ หรือเข็มที่สามจะได้ไปต่อ แล้วจากนี้เมื่อแต่ละคนไปสรรหามาฉีดเองจากการซื้อสิทธิการจองวัคซีนทางเลือกที่หลายคนสละสิทธิเพราะรอไม่ไหวก็มีจำนวนมากขึ้น ทีนี้ระบบของทั้งประเทศจะรวนขนาดไหน

การระบาดระลอกใหม่นี้จะเป็นบททดสอบที่สำคัญของรัฐบาลนี้ ที่บริหารแบบไหลตามกระแสมาอย่างเนียนๆ ทั้งที่ย้อนกลับไปในรอบสองปีนี้ เราเจอกับเรื่องราวอันเหลือเชื่อในการบริหารจัดการภัยพิบัติด้านสุขภาพในรอบนี้หลายรูปลักษณะมาแล้ว

เรื่องราวต่อมาที่น่าคิดคือ จนถึงวันนี้ได้มีการถอดบทเรียนการบริหารสถานการณ์โควิดอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นแค่ไหน? ระบบการแถลงข่าวยังเป็นเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความเชื่อถือของสังคมต่อการบริหารจัดการของรัฐจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ความเป็นไปได้ในการระบาดระลอกใหม่ รวมทั้งการบริหารจัดการภัยพิบัติด้านสุขภาพในเรื่องโควิดที่ผ่านมานี้ ซึ่งรัฐบาลคิดว่าเอาอยู่ กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่รัฐบาลจะต้องเผชิญ และเป็นวิกฤตที่หน่วยงานความมั่นคง องค์กรอิสระ วุฒิสภา และสถาบันยุติธรรมบางสถาบันไม่สามารถช่วยรัฐบาลได้ง่ายๆ เหมือนดีดนิ้วกำจัดศัตรู

ภายใต้เงื่อนเวลาไม่ถึงปีที่การเลือกตั้งทั่วไปใกล้จะมาถึง ผมยังมองไม่เห็นทางออกจากปัญหาเหล่านี้ได้เลย โดยเฉพาะการแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยข้อมูลฝ่ายเดียวของรัฐบาล และการกดปราบให้คนรู้สึกกลัวจากเรื่องราวความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารสถานการณ์รายวัน และภาวะผู้นำที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ

จริงอยู่ที่หัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านสุขภาพในรอบนี้คือความสามัคคี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และการให้ความร่วมมือกับรัฐบาล แต่เงื่อนไขเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีรัฐบาลที่พูดความจริงกับประชาชน โปร่งใสและตรวจสอบได้ และพร้อมที่จะพิสูจน์ว่าการบริหารจัดการสถานการณ์ที่ผ่านมา ทั้งการรักษา และจัดสรรวัคซีนนั้นมีความเป็นธรรม

กว่ากาลเวลาจะพิสูจน์เรื่องนี้ให้เราเห็นและให้รัฐบาลยอมรับ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกก็เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เราเห็นมาโดยตลอดแล้วว่าอนาคตของประเทศกับการรอดจากสถานการณ์นี้ได้มีความสูญเสียไปเท่าไหร่แล้ว และความสูญเสียที่ผ่านมา และที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น และใครคือคนที่ควรจะต้องรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon