เดินหน้าชน : ล้อมคอก

1.11.21 | 12:14 น.

บิ๊กดีลควบรวมกิจการระหว่างทรูกับดีแทคที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้าถูกตั้งคำถามมากมาย

แม้ในชั้นต้นจะเริ่มจากระดับบริษัทแม่ คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ทรู และ
เทเลนอร์ เอเชีย ผู้ถือหุ้นใหญ่ดีแทค ร่วมกันจัดตั้งบริษัท ซิทริน โกลบอล จำกัด เพื่อโอนหุ้นทั้งทรูและ
ดีแทคเข้าไปยังบริษัทใหม่แห่งนี้

จากนั้นซิทรินจะตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นของทั้งสองค่ายมือถือจากผู้ถือหุ้นรายย่อยต่อไป

ผลของการควบรวมจะส่งให้ซิทรินขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดมือถือ มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 52% ขณะที่เอไอเอสจะมีส่วนแบ่งประมาณ 48% ตกเป็นเบอร์ 2

ผู้ให้บริการจาก 3 ค่าย จะเหลือ 2 ค่าย

Advertisement

มีคำถามจากนักวิชาการและองค์กรด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ถือเป็นการผูกขาดทางการค้า มีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่

“สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ถึงกับใช้คำว่า “ผูกขาดในระดับอันตราย”

เหลือผู้เล่น 2 ราย จะทำให้ทางเลือกของผู้บริโภคลดลง การแข่งขันด้านราคา การพัฒนาด้านการบริการ อาจหายไป

หรือในแง่ภาครัฐก็อาจได้รับผลกระทบด้านลบ ยกตัวอย่างการประมูลคลื่นความถี่ครั้งใหม่ในอนาคต ผู้ที่เข้ามาแข่งขันราคาจะลดลง รายได้ที่จะเข้าสู่รัฐก็จะลดลงไปด้วย

มีเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องคือ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่นมือเข้ามาตรวจสอบ กำกับดูแล ก่อนการควบรวมจะเสร็จสิ้น
จนสายเกินแก้

จากประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด ระบุว่า

“ผู้ประกอบธุรกิจรายใดรายหนึ่ง ในตลาดสินค้าใดสินค้าหนึ่ง หรือบริการใดบริการหนึ่ง ที่มีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ร้อยละห้าสิบขึ้นไป และมียอดเงินขายในปีที่ผ่านมาตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป”

ทรูและดีแทคควบรวมเป็นหนึ่งเดียวจะมีส่วนตลาดตลาดที่ 52% และมียอดเกินกว่า 1 พันล้านบาทอย่าง
แน่นอน ก็น่าจะเข้าข่าย “อำนาจเหนือตลาด”

ติดตรงที่ว่า ตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า มีข้อยกเว้นไม่เข้าไปแตะในธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกํากับดูแลในเรื่องของการแข่งขันทางการค้า ในที่นี้หมายถึง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

จึงเหมือนมีการออกตัวจาก กขค.ไม่มีอำนาจเข้าไปดูแลในเรื่องนี้

ขณะที่ในฟากของสำนักงาน กสทช. โดย “สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน” รองเลขาธิการ กสทช. ก็จะโยนให้อีกหน่วยงาน โดยระบุว่า ขณะนี้เป็นเรื่องของบริษัทแม่ คือ เครือเจริญโภคภัณฑ์กับกลุ่มเทเลนอร์ ที่จะร่วมธุรกิจ
จัดตั้งบริษัทใหม่ เป็นเรื่องของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อีกทั้งเครือเจริญโภคภัณฑ์กับเทเลนอร์ก็
ไม่ได้อยู่ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมของ กสทช. จึงไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้

แต่ถ้าสุดท้ายทรูและทีแทคจะมีการควบรวมกันจริง ก็จะประเมินผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดอีกครั้ง

ตกลงขณะนี้ใครมีหน้าที่กันแน่

ล่าสุด ทั้ง กขค.และ กสทช.เพิ่งตั้งคณะทำงานร่วมกันว่าจะเอายังไงกันดี

ต้องตามไปดูว่า จะมีแนวทางดูแลผลประโยชน์ผู้บริโภคและรัฐอย่างไร ก่อน “วัวหาย”

สัญญา รัตนสร้อย