หน้าแรก คอลัมนิสต์ จุดแข็ง &#821...

จุดแข็ง ‘คสช.’ เหนือ พรรคการเมือง ทาง ยุทธศาสตร์

3.10.16 | 12:30 น.

ยิ่ง “ภาพ” ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีความแจ่มชัดมากเพียงใด ยิ่งทำให้เห็นสภาพที่มีความเหนือกว่าของ “คสช.” มากเพียงนั้น

เป็นความเหนือกว่าต่อ “พรรคการเมือง” และ “นักการเมือง”

สภาวะอันเหนือกว่านี้มิได้พิจารณาจากประเด็นในทาง “กลยุทธ์” ซึ่งเป็นเรื่องยิบๆ ย่อยๆ เล็กๆ น้อยๆ หากที่สำคัญเป็นอย่างมากยังเป็นความเหนือกว่าในทาง “ยุทธศาสตร์”

ความเป็นจริงที่ทุก “พรรคการเมือง” ต้องยอมรับก็คือ

1 คสช.ดำรงอยู่อย่างมีความเหนือกว่าในทาง “การจัดตั้ง” อย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะมองผ่านการกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จผ่าน “กองทัพ”

Advertisement

ขณะที่ “พรรคการเมือง” ดำรงอยู่อย่าง “เอกกระ” กระจัดกระจาย

1 คสช.ดำเนินการตั้งแต่ก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา เป็นการดำเนินการอย่างมี “ยุทธศาสตร์”

เหมือนกับจะ “ต่อยอด” จากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

กระนั้น แต่ละจังหวะก้าวทั้ง “ก่อน” และ “หลัง” รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นการต่อยอดอย่างมากด้วย “ความเข้ม” และดำรงจุดมุ่งหมายแห่งตนอย่างมั่นแน่ว

ยิ่งมั่นแน่วยิ่งอยู่ใน “สถานะ” อัน “เหนือกว่า” และได้เปรียบ

 

กระบวนการ “ประชามติ” เมื่อเดือนสิงหาคมเป็นรูปธรรมอันเด่นชัดยิ่งในความเหนือกว่าและการดำรงจุดมุ่งหมายของ คสช.

เป็นความเหนือกว่าในทาง “ยุทธศาสตร์” อย่างแน่นอน

เมื่อยุทธศาสตร์อันเป็นเป้าหมายใหญ่มีความแจ่มชัด กระบวนการในทาง “ยุทธวิธี” ทุกจังหวะก้าวล้วนดำเนินไปเพื่อรองรับกับ “ยุทธศาสตร์” อย่างไม่แปรเปลี่ยน

คำสั่งห้ามชุมนุมเกิน 5 คน เป็นการ “ตัดตอน” พรรคการเมือง 1

ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 คือ “เครื่องมือ” 1 ที่จำกัดกรอบการเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น

ผลก็คือ แทบทุก “พรรคการเมือง” ล้วนตกอยู่ในภาวะ “อัมพาต”

กล่าวสำหรับพรรคเพื่อไทย ฐานคะแนนเสียงแข็งแกร่งเป็นอย่างมากยังอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ภาคเหนือดำเนินไปอย่างไม่เต็มแรง กทม. ภาคกลางและภาคใต้ แทบไม่ต้องกล่าวถึง

อาจเป็นเพราะ “ประชามติ” ต่างจาก “การเลือกตั้ง”

แต่เชื่อเถิดว่า คสช.จะยังดำรง “เป้าหมาย” อันได้จาก “ประชามติ” ไปสู่กระบวนการเลือกตั้งอย่างไม่แปรเปลี่ยน

บางทีอาจเติม “ความเข้ม” มากยิ่งกว่า

 

เหตุใด คสช.จึงสามารถสะสมชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าในทางการเมืองภายหลังสถานการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา

1 เพราะกระบวนการ “การจัดตั้ง” ที่แข็งแกร่งมากกว่า

มากกว่าเหนือกว่ากระบวนการจัดตั้งของพรรคเพื่อไทย มากกว่าเหนือกว่ากระบวนการจัดตั้งของพรรคประชาธิปัตย์

โดยที่ทุกพรรคการเมืองยังเป็น “พรรคสภา” เป็นที่รวมของ “นักเลือกตั้ง”

1 เพราะ คสช.ยึดกุมจุดอ่อนเป็นอย่างมากซึ่งดำรงอยู่ภายในสังคมไทย โดยมีพรรคการเมืองเป็นเงาสะท้อนในทางความคิด

ที่สำคัญก็คือ ประชาชนยังอยู่ในวังวนแห่ง “ความขัดแย้ง”

ความขัดแย้งนี้ปรากฏผ่านพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ปรากฏผ่านภาคประชาชนอย่างพันธมิตร อย่าง กปปส. กับ นปช.

ความขัดแย้งนี้เด่นชัดและยาวนานกว่า 10 ปีแล้ว

ตราบใดที่การเมืองยังแบ่งออกเป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 พรรค แตกออกเป็น 2 สี ตราบนั้น คสช.ก็จะครองอำนาจอยู่เหนือความขัดแย้งนี้

รัฐธรรมนูญก็ “ร่าง” ออกมาบน “ความเป็นจริง” นี้

ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่ครั้งก็ยากที่ 2 พรรค 2 สีจะสามารถผนึกตัวรวมพลังกันได้อย่างสามัคคี ปรองดองและ คสช.ก็จะดำรงอยู่ในสภาวะอัน “เหนือกว่า”

เหนือกว่าพรรคการเมือง เหนือกว่านักการเมือง

 

ยุทธศาสตร์ครองความเหนือกว่าจะดำรงความได้เปรียบไปอย่างยาวนาน บนฐานแห่งความขัดแย้งแตกแยก

เป็นความเหนือกว่าขณะที่ทุกพรรคการเมืองไม่ได้ตระหนัก และไม่สามารถสร้างความปรองดองสมานฉันท์ได้ในความเป็นจริง

เสมอเป็นเพียง “นักยุทธวิธี” โดยไม่มี “ยุทธศาสตร์”