หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลลิตา หาญวงษ์...

ลลิตา หาญวงษ์ : เศรษฐกิจ การลงทุน และรัฐประหารในพม่า

3.12.21 | 13:00 น.

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดหลังรัฐประหารในพม่าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021คือสภาวะทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เข้าสู่ยุค “ลูกผีลูกคน” คือไม่มีใครรู้ว่าประเทศจะไปในทิศทางใด กลุ่มคนที่หวาดระแวงความไม่แน่นอนและความผันผวนมากที่สุดคงหนีไม่พ้นนักธุรกิจ ในช่วง 4 ปีเศษ ตั้งแต่พรรค NLD ได้เข้ามาฟอร์มรัฐบาล เสรีภาพเปิดให้กลุ่มธุรกิจรายใหญ่และรายย่อยเข้าไปลงทุนในพม่ามากมาย และยังเอื้อให้บรรดาสตาร์ตอัพพม่าเติบโตแบบก้าวกระโดด บรรยากาศการค้าที่คึกคักแบบนี้น่าจะเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเกือบ 80 ปีที่แล้ว สถานการณ์เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกขับให้พม่ากลายเป็นประเทศที่มั่งคั่ง ผู้คนจากทั่วทุกทิศหลั่งไหลเข้าไปในพม่า จนเกิดเป็นต้นแบบสังคมแบบพหุลักษณ์ (plural society) ที่คึกคักยิ่ง

แต่ด้วยผลจากสงครามที่กระทบเศรษฐกิจส่งออกของพม่าแบบเต็มๆ และสงครามกลางเมืองที่ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน พม่าเริ่มแปลงสภาพจากประเทศมั่งคั่ง จนเป็นประเทศที่เคยถูกจัดอันดับว่ายากจนที่สุดในโลกมาแล้วในทศวรรษ 1980 ปัญหาที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และท้าทายพม่ามากที่สุดคือพม่าจะออกจากวงจรอุบาทว์ของรัฐประหารและจะปฏิรูปกองทัพเพื่อนำกองทัพเข้ามาอยู่ในระบบการเมืองที่เท่าเทียมอย่างไร เพราะรัฐประหารเท่ากับเป็นการตัดวงจรเศรษฐกิจแบบเสรี ลดคุณค่าของการแข่งขัน เพิ่มพลังการต่อรองให้กองทัพ ธุรกิจของกองทัพ ตลอดจนกลุ่มธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ดีเป็นพิเศษกับกองทัพ แม้เมื่อกองทัพจัดให้มีการเลือกตั้งและนำรัฐบาลพลเรือนที่ตนควบคุมได้เข้ามาแล้ว (ดูกรณีรัฐบาลประธานาธิบดีเตงเส่งเป็นตัวอย่าง) เศรษฐกิจที่ไม่เสรีจริง และมี “พี่ใหญ่” เป็นคนควบคุมจัดการที่ส่วนกลางก็จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอยู่ดี

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจการค้าในพม่าภายใต้รัฐบาล NLD เป็นระบบเสรีแบบ 100% แต่อย่างน้อยที่สุด เพราะก็มีกลุ่มธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์พิเศษกับ NLD ที่เติบโตขึ้นมาในยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ประชาธิปไตยเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจในยุครัฐบาลประชาธิปไตยกับรัฐบาลทหารแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงคือภาพลักษณ์ที่เปิดกว้างกว่า การบริหารที่มีประชาชนเกี่ยวข้องมากกว่า และการจัดการปัญหาโดยใช้กลไกในรัฐสภามากกว่าการใช้กำลังทางทหาร แน่นอน ความไม่มั่นคงและสภาวะสุญญากาศที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารย่อมสร้างความไม่มั่นใจให้นักลงทุนจากต่างชาติเป็นพิเศษ

เศรษฐกิจพม่าขึ้นชื่อว่าไม่มั่นคงมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น เมื่อเกิดรัฐประหาร และคณะรัฐประหารไม่ได้มีความสามารถในการควบคุมเศรษฐกิจ เราจึงเห็นค่าเงินจ๊าดดำดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในเดือนตุลาคม เงินจ๊าดตกลงไป 60 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นตัวบ่งบอกว่าเศรษฐกิจพม่ากำลังเข้าสู่ภาวะล่มสลายได้ในอนาคตอันใกล้ ธนาคารโลกประเมินว่าจีดีพีของพม่าในปีงบประมาณนี้ (จนถึงกันยายน 2021) ลดลงไป 18 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

ในขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจจากต่างประเทศก็ทยอยออกจากพม่า เห็นจากการปิดตัวของโรงแรมเคมปินสกี้โรงแรมหรูชื่อดังจากสวิตเซอร์แลนด์ ก็จะเลิกกิจการสาขาเนปยีดอ ที่ลงทุนสร้างไปด้วยเม็ดเงิน 45 ล้านเหรียญ บริษัทอื่นๆ ตามเครือเคมปินสกี้ออกจากพม่าเช่นกัน บริษัท British American Tobacco (BAT) ประกาศว่าจะออกจากตลาดพม่าในปลายปี 2021 บริษัท BAT เข้าไปลงทุนในพม่าตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบานแรกๆ ในปี 2013 มูลค่าเมื่อแรกตั้งในพม่า 50 ล้านเหรียญ การยกเลิกธุรกิจในพม่าเป็นสัญญาณเตือนว่าพม่าไม่มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนอีกแล้ว แม้ประเทศจะยังมีทรัพยากรที่มีค่ามากมาย แต่การทำธุรกิจในตลาดการค้าเสรี แบบที่ไม่มีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคนในกองทัพ (หรือมีแต่น้อย) ย่อมเป็นเรื่องยากสำหรับบริษัทเหล่านี้

Advertisement

นักลงทุนจากต่างชาติให้ความสำคัญมากกับ “อนาคต” เพราะการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าภายในปีหรือสองปี แต่เป็นการลงทุนระยะยาว แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์การเมืองในพม่า และอนาคตที่สดใสของทั้งนักลงทุนและของประชาชนโดยทั่วไปหายวับไปกับตา การยกเลิกธุรกิจทั้งหมดในพม่าจึงเป็นหนทางที่ทำให้นักลงทุนเหล่านี้เจ็บตัวน้อยกว่าทนอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้อนาคต สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเป็นอีกหนี่งปัจจัยให้นักลงทุนถอดใจจากพม่า คณะรัฐประหารเข้าใจดีว่านักลงทุนต่างชาติมีความกังวลสถานการณ์การเมืองในพม่า และเคยเรียกนักธุรกิจต่างชาติเข้าไปพบเพื่อทำความเข้าใจมาแล้ว และยังมอบหมายให้ UMFCCI หรือสหพันธ์หอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหภาพเมียนมา ทำหน้าที่ปรับความเข้าใจกับนักธุรกิจและนักการทูตในพม่า

แต่ในขณะเดียวกัน ฝั่งคณะรัฐประหารที่ตั้งอ่อง นาย อู (Aung Naing Oo) เทคโนแครตสายปฏิรูปที่เคยเป็นที่ชื่นชมของนักลงทุนต่างชาติและนักการทูตในพม่า กลับออกมาให้สัมภาษณ์ว่านักลงทุนต่างชาติเป็นหนึ่งในต้นเหตุของหายนะทางเศรษฐกิจที่พม่ากำลังประสบอยู่

ในความเป็นจริง บริษัทต่างชาติที่เน้นการทำธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลอาจไม่ได้มองเพียงว่าการทำธุรกิจในพม่านับจากนี้มีความเสี่ยง และจะขาดทุนในระยะยาว แต่เพราะพวกเขารู้ดีว่าภาคประชาสังคมในพม่ามีความเข้มแข็ง และพยายามกดดันบริษัทต่างชาติไม่ให้ทำธุรกรรมใดๆ กับรัฐบาลคณะรัฐประหาร นอกจากนี้ ภาคประชาสังคมยังมีมาตรการบอยคอตสินค้าจากบริษัทที่เป็นของกองทัพ และยังแบนสินค้าทุกประเภทจากทุกบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร ดูเผินๆ มาตรการลงโทษทางสังคมนี้อาจไม่สามารถทำอะไรกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้ใช่ไหมล่ะคะ?

แต่ในพม่าการแบน แอนตี้ หรือบอยคอตสินค้าที่ให้การสนับสนุนกองทัพและรัฐประหารประสบผลสำเร็จอย่างมาก

บริษัท Myanmar Brewery Co. บริษัทผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหญ่ที่สุดในพม่า มีส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นบริษัทล่าสุดที่ประกาศทำธุรกิจในพม่า บริษัทนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท Kirin ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่จากญี่ปุ่น กับ Myanma Economic Holdings Public Co. Ltd (MEHL) ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกองทัพพม่า บริษัทจากญี่ปุ่นตัดสินใจเข้าไปซื้อหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ ใน Myanmar Brewery Co. มูลค่าถึง 560 ล้านเหรียญ ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร คนพม่าพยายามช่วยกันบอยคอตสินค้าทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับ MEHL เพื่อต่อต้านรัฐประหาร และเป็นมาตรการกดดันกองทัพ เราจะเห็นภาพคนพม่านำเบียร์ยี่ห้อ Myanmar Beer ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของ MEHL มาเททิ้งบนถนน ในปีที่ผ่านมา เฉพาะไตรมาส 3 ยอดขายของบริษัทตกลงไปมากกว่าครึ่ง

บริษัท Kirin ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อเนื่องมาหลายปี จากกรณีที่เข้าไปลงทุนร่วมกับบริษัท MEHL ของกองทัพพม่า และเลิกจ่ายเงินปันผลให้ MEHL มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะทนกดดันจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจากทั่วโลก อันสืบเนื่องมาจากกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา หลังรัฐประหาร Kirin ประกาศตัดความสัมพันธ์กับ MEHL โดยอ้างว่าไม่สบายใจกับท่าทีของกองทัพพม่า และการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 1,200 คน ซึ่งขัดกับหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนของบริษัท

นอกจาก Kirin ยังมีบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่อีกหลายบริษัทที่ประกาศไม่ทำธุรกิจกับพม่าต่อ เช่น Telenor จากนอร์เวย์ Metro บริษัทค้าส่งอาหารยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี Adani ผู้ให้บริการท่าเรือรายใหญ่สุดจากอินเดีย และ Australia’s Myanmar Metals Limited จากออสเตรเลีย

ในอนาคตเราคงได้เห็นบริษัทต่างชาติอื่นๆ ออกจากพม่าเช่นกัน ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้ บริษัทเหล่านี้ทราบดีว่าการทำธุรกิจในพม่ามีความเสี่ยง ไม่ได้เป็นความเสี่ยงเรื่องกำไร-ขาดทุนเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงถูกแบนจากคนพม่า ซึ่งจะทำให้ชื่อเสียงของบริษัทเสียหายในระยะยาวด้วย ถ้าจะพูดว่าการกดดันของภาคประชาสังคมในพม่าที่ส่งเมสเสจไปถึงภาคธุรกิจในพม่าเข้าข่าย “เด็ดดอกไม้ สะเทือนไปถึงดวงดาว” ก็คงไม่ผิดนัก