หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ความเท่าเทียม’ ที่เข้าใจไม่เท่ากัน

8.12.21 | 13:03 น.

ตัวอย่างเรื่อง “ความเท่าเทียม” ของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นคำอธิบายที่แหวกแนวที่สุด เท่าที่เคยมีผู้อธิบายเรื่องนี้ไว้

เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อเจ้าตัว ขอลงข้อความที่เขาพูดโดยไม่สรุปไม่ตัดทอน โดยเขาได้กล่าวไว้ เนื่องในโอกาสที่เดินทางไปเป็นประธานในพิธีส่งมอบสิทธิโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยว่า “สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้คือเราทำสองอย่าง รัฐบาลทำสองอย่าง อย่างแรกก็คือความเท่าเทียม เท่าเทียมทางด้านโอกาส คนไทยทุกคนต้องมีโอกาส ใช้รถใช้ถนน ใช้สะพาน ใช้ประโยชน์อะไรก็แล้วแต่จากสาธารณูปโภคพื้นฐาน คนรวยก็ไปเสียเงินเอา คนรายได้น้อยก็ใช้เส้นทางข้างล่างเอา มันจะได้ไม่แออัดซึ่งกันและกัน ผมคิดอย่างนี้นะ นี่คือความเท่าเทียม เข้าถึงโอกาส การเดินทางต่างๆ ก็แล้วแต่ วันนี้หลายอย่างก็เกิดขึ้นในสมัยสองรัฐบาลที่ผ่านมานี้ โดยสืบสานต่อมารัฐบาลนี้ในปัจจุบัน”

หลังจากที่การยกตัวอย่างที่ฟังแล้วงงๆ นี้ได้รับการเผยแพร่ถ่ายทอด ก็ทัวร์ลงกันไป ทำให้ในวันรุ่งขึ้นเขาตัดพ้อผู้สื่อข่าวต่อว่า “คุณตีความอย่างนั้นได้อย่างไร เส้นทางถนนเส้นทางข้างล่างข้างเดียวการจราจร
ติดขัดไหม เขาก็มีการแยก นี่เขาเรียกว่าการเข้าถึงโอกาส คุณก็หาเรื่องทุกครั้ง ขี้เกียจพูด”

เมื่ออ่านและพยายามทำความเข้าใจแล้วก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ความหมายและภาพของคำว่า “ความเท่าเทียม” ในใจของนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นแบบใด อะไรคือการเข้าใจว่า ที่ให้คนรวยเสียเงินขึ้นทางด่วน คนจนขับเส้นทางถนนด้านล่าง นั้นคือความ “เท่าเทียม” ไปได้

ถ้าอย่างนั้นแล้วความเท่าเทียมนั้นมีความหมายอย่างไรกันแน่ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานให้ความหมายคำว่าเท่าไว้ว่า “เสมอกัน เช่น สูงเท่ากัน” ส่วนเทียมนั้นมีสามความหมาย คือ ความหมายที่ (1) เป็นกรรม หมายถึง “เอาสัตว์พาหนะผูกเข้ากับยานพาหนะหรือคราดไถเป็นต้น เช่น วัวเทียมเกวียน ม้าเทียมรถ ควายเทียมแอก” ความหมายที่ (2) เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง “ทำเอาอย่างให้เหมือนหรือคล้ายของจริงของแท้ เช่น ทำเทียม ของเทียม ฝนเทียม ดาวเทียม” และสุดท้าย ความหมายที่ (3) ก็เป็นคำวิเศษณ์เช่นกันที่หมายถึง “เสมอกัน, เท่ากัน, เช่น สูงเทียมเมฆ”

Advertisement

แต่หลายครั้งที่ได้สนทนาแลกเปลี่ยนกับผู้ที่เชื่ออย่างจริงจังว่าคำว่า “เทียม” ใน “ความเท่าเทียม” นั้น เป็นความหมายที่ (2) นั่นคือ การทำให้คนนั้น “เท่ากันอย่างเทียมๆ” เสมือนว่าหรือคล้ายกับว่าเท่ากันจริงๆ เพราะผู้ตีความคำว่า “เท่าเทียม” เช่นนี้เชื่อว่า คนเราไม่มีวันจะเท่ากันไปได้ เพศชายเพศหญิงก็มีสรีระรูปร่างที่แตกต่างกัน เด็กกับผู้ใหญ่ก็มีทั้งสภาพกายสภาพจิตใจและประสบการณ์ต่างกัน ไม่ต้องกล่าวยาวไปถึงเรื่องฐานะ นิสัยใจคอ ระดับสติปัญญา เพียงแต่เราต้องแสร้งทำเสมือนกับว่าความแตกต่างนี้ไม่มีจริง ทุกคนเท่ากัน แต่ก็เพราะมันไม่เท่ากันจริงๆ มันจึงเป็นความเท่ากันแบบเทียมๆ

เอาจริงมันก็เกือบจะมีเหตุผล และน่าจะมีคนคิดอย่างนี้อยู่ไม่น้อยเช่นกัน

คำอธิบายทางกฎหมายมหาชน “ความเท่าเทียม” นี้เป็นเรื่องเดียวกับ “หลักความเสมอภาค” หรือ “หลักการห้ามเลือกปฏิบัติโดยเป็นธรรม” ที่มีสาระว่า การใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจสาธารณะจะต้องปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญอย่างเดียวกันไม่ให้แตกต่างกัน และในทางกลับกัน ก็ต้องปฏิบัติกับสิ่งที่สาระสำคัญแตกต่างกันให้แตกต่างกันด้วย หาไม่แล้ว จะเป็นกรณีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 27 วรรคสาม กำหนดว่าความแตกต่างต่อไปนี้ คือในเรื่องของถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะถือเป็นเหตุให้รัฐอ้างเพื่อเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้

แต่ก็ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นเรื่องดังกล่าวแล้วจะปฏิบัติต่อบุคคลแตกต่างกันในทางใดมิได้เลย การเลือกปฏิบัติที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ คือการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม (Discrimination) แต่การปฏิบัติต่อบุคคลต่างประเภทให้แตกต่างกันออกไป (Differential Treatment) นั้นไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

อธิบายโดยง่าย คือ หากการปฏิบัติที่แตกต่างกันประการใดที่สามารถอธิบายได้โดยเหตุผลอันชอบธรรมอย่างสมเหตุสมผลว่าความแตกต่างนั้นเป็นผลให้ต้องปฏิบัติไม่เหมือนกันอย่างไรแล้ว ก็จะไม่ใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม

ตัวอย่างเช่น ในหน่วยราชการแห่งหนึ่ง ต้องการรับพนักงานราชการมาเพื่อทำงานเป็นนิติกร การกำหนดให้ผู้สมัครจะต้องมีวุฒิปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ อันเป็นการแสดงว่าผ่านการเรียนด้านกฎหมายมาอย่างเป็นระบบตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ก็น่าจะมีความรู้ทางกฎหมายพอที่จะใช้ทำงานได้ เช่นนี้การประกาศรับสมัครคัดเลือกเฉพาะแต่ผู้สำเร็จนิติศาสตร์ จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เข้าใจได้ และเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

แต่ถ้าหน่วยงานดันไปกำหนดเพิ่มเติมว่า ผู้มาสมัครได้ปริญญานิติศาสตร์อย่างเดียวไม่พอ ขอเกียรตินิยมด้วย อันนี้เคยมีแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดพิพากษาไว้ว่าถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม เพราะไม่อาจอธิบายได้ว่า ถ้าไม่นับเรื่องเกรดเฉลี่ยตามเกณฑ์การศึกษาแล้ว ผู้สำเร็จเกียรตินิยมมีความรู้มากเป็นพิเศษกว่าคนที่จบปริญญาโดยทั่วไปอย่างไร และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมอย่างไร

“ความเท่าเทียม” จึงไม่ใช่เรื่องเถรตรงประเภทที่ผลักไสให้คนตัวเล็กไปต่อยกับคนตัวใหญ่แล้วบอกว่านี่คือความเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติต่อนักมวยทั้งสองด้วย ด้วยขนาดน้ำหนัก เพราะสาระสำคัญของกีฬาชนิดนี้แล้ว หากจะวัดว่าใครเก่งไม่เก่งจากชั้นเชิงลีลาทางมวย น้ำหนักหมัด หรือความมีน้ำอดน้ำทน ก็ต้องตัดปัจจัยที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันในเชิงสาระสำคัญออกไป นั่นคือน้ำหนักตัว ซึ่งส่งผลสำคัญต่อความแตกต่างทางกายภาพ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า ย่อมน่าจะมีรูปร่างใหญ่และได้เปรียบทางกายภาพมากกว่าคนที่ตัวเล็กกว่า มีน้ำหนักเบากว่าเป็นธรรมดา การกำหนดรุ่นและพิกัดน้ำหนักที่นี้จึงเป็นไปเพื่อจะวัดความสามารถของนักมวยแต่ละคนภายใต้รูปร่างทางกายที่สูสีใกล้เคียงกัน

ย้อนกลับมาถึงเรื่อง “ทางด่วน-ทางราบ” ที่นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยเข้าใจว่านี่คือเครื่องแสดงถึงความเท่าเทียมว่า ทำไมผู้ได้ฟังสุนทรพจน์ที่ว่าถึงกับเกาหัวแกรกอุทานอิหยังวะไปตามๆ กัน

ประการแรก เพราะทางด่วนกับทางพื้นราบนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใช้แทนกันได้โดยสมบูรณ์ แต่ทางด่วนนั้นหมายถึงทางเชื่อมระหว่างเมืองจากเขตหนึ่งไปยังอีกเขตหนึ่ง เราสามารถที่จะใช้ทางด่วนจากดินแดงไปลงบางนาเพื่อเลี่ยงการติดขัดและไม่ต้องไปใช้เส้นทางพื้นราบผ่านถนนเพชรบุรีหรือสุขุมวิทได้ แต่ถ้าเราจะเดินทางไปถึงจุดหมายเช่นจะขับรถไปห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งแถวนั้น เราก็ต้องใช้เส้นทางบนพื้นราบปกติอยู่ดี การใช้ทางด่วนเพียงลดการอ้อมและคาดหวังการจราจรที่ดีขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางเพียงเท่านั้น

ประการต่อมา ทางด่วนหรือทางพิเศษนั้นยังถือเป็นบริการสาธารณะนั้นควรจะเข้าถึงได้โดยเท่าเทียมกัน หรือหากจะมีความแตกต่างกันก็น่าจะมีเงื่อนไขค่าใช้จ่ายที่ไม่ว่าคนรวยหรือคนจนก็ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ต่างกัน ไม่เหมือนกับการเข้ารับบริการเอกชนที่หากใครอยากได้บริการที่ดีพิเศษอย่างไรก็สามารถจ่ายเงินเพิ่มได้โดยสมัครใจ

ดังนั้น หากผู้ใช้ถนนขับรถส่วนตัวสองคนมีรายได้แตกต่างกัน แต่หากจ่ายค่าทางด่วนเท่ากัน มันย่อมเกิดภาระที่ไม่เท่ากัน เช่น ค่าทางด่วน 50 บาท หากขึ้นทางด่วนเดินทางไปกลับก็จะเป็น 100 บาท สมมุติว่าต้องเดินทางทุกวันทำงานเฉลี่ยเดือนละ 22 วัน ก็เป็นเดือนละ 2,200 บาท ที่สำหรับคนเงินเดือน 20,000 บาท มันคือ 11% ของรายได้ ในขณะที่คนเงินเดือน 100,000 บาท มันจะเป็นเพียง 2.2% เท่านั้น มันจะเรียกว่าความเท่าเทียมกันได้อย่างไร จึงเท่ากับบีบให้คนที่ฐานะต่ำกว่าต้องลำบากกว่า

หากจะมองว่าทางด่วนเป็นบริการทางเลือกที่ซื้อความสะดวกสบาย ก็ต้องหมายความว่า “ทางไม่ด่วน” นั้นต้องอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถจะเดินทางได้โดยสะดวกไม่แตกต่างกันมากนักจนการใช้ทางด่วนเป็นทางเลือกโดยแท้ แต่ถ้าการเลือกที่จะไม่ใช้ทางด่วน หมายถึงการเสียเวลาเดินทางกว่าสองชั่วโมงในระยะทางเพียงสิบกิโลเมตรด้วยสภาพการจราจร การไม่ใช้ทางด่วนก็จะเป็นภาระหนักสมควรกับคนที่ไม่ใช้ ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพชีวิต สำหรับผู้มีรายได้ราวสองหมื่นบาท การได้กลับไปทานอาหารร่วมกับครอบครัวหรือพาลูกไปเดินเล่นออกกำลังกายได้นั้นต้องแลกกับรายได้กว่า 10% ในขณะที่คนที่มีฐานะดีกว่า กลับมีภาระเพียง 2% เท่านั้น เช่นนี้เท่ากับว่า ผู้ที่ต้องใช้เส้นทางเดียวกันแต่มีฐานะต่างกัน กลับได้รับการปฏิบัติดูแลจากรัฐที่แตกต่างกันในทางอ้อมเพราะฐานะหรือรายได้นั่นเอง

การยกตัวอย่างเรื่อง “ทางด่วน” จึงเป็นตัวอย่างของความ “ไม่เท่าเทียม” กันอย่างชัดเจนที่เป็นรูปธรรมหากมาพิจารณากันในแง่นี้ กระนั้นการมีทางพิเศษนั้นก็ไม่ใช่เรื่องไม่เป็นธรรม มหานครที่ใดประเทศไหนก็มีทางด่วนกันทั้งนั้น เพียงแต่ทางด่วนที่ “เท่าเทียม” จะต้องมีลักษณะเป็นทางเลือกที่แท้จริงว่าเป็นการจ่ายเงินเพิ่มเพียงเพื่อแลกความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น หรือหากเป็นเช่นนั้นไม่ได้ อัตราค่าใช้บริการก็ต้องเกลี่ยให้เป็นภาระแก่ผู้คนน้อยที่สุด

ความคิดที่ว่าความเท่าเทียม คือคนไทยทุกคนต้องมีโอกาสใช้รถใช้ถนน อันเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานเหมือนกัน เพียงแต่คนรวยนั้นมีทางเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อรับบริการที่ดีกว่า คนรายได้น้อยต้องอดทนใช้การบริการระดับที่แย่กว่า จึงไม่น่าจะเป็นความเท่าเทียมที่ถูกต้อง อย่างน้อยก็ตามแนวคิดสากลในทางกฎหมาย

การที่ใครจะพยายามแก้ปัญหาหรือทำอะไรขึ้นมาก็ตามแต่ หากเริ่มต้นที่ความเข้าใจผิดที่ห่างไกลกับเป้าหมายที่ควรจะเป็นเสียแล้ว ก็ย่อมไม่อาจที่จะแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์ได้ เหมือนฝากใครสักคนซื้อถุงมือแต่เข้าใจไม่ตรงกัน ในที่สุดคุณก็น่าจะได้ถุงเท้าหรืออะไรที่แปลกประหลาดกว่านั้นมา

ความ “ไม่เข้าใจ” ในเรื่องของความเท่าเทียมหากเกิดกับผู้ที่ปกครองประเทศใดเสียแล้ว ก็ย่อมเป็นการยากที่ประเทศนั้นจะมีความเท่าเทียมเกิดขึ้นได้ เพราะท่านก็อาจจะเข้าใจว่าหมายถึงการ “เท่ากันอย่างเทียมๆ” ดังที่หลายคนเข้าใจที่ได้ยกไว้ตอนต้น หรืออาจจะเป็นกรณีที่แย่สุดคือท่านอาจจะเข้าใจว่า คำว่า “เทียม” ในคำว่าเท่าเทียมนั้น เป็นไปตามความหมายที่ (1) ของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ที่หมายถึงการ “ถูกผูกเอาเข้ากับยานพาหนะหรือคราดไถอย่างสัตว์พาหนะ”

ความ “เท่าเทียม” ของท่านอาจจะหมายถึงการที่ผู้คนในประเทศนี้ล้วนถูกจับเข้า “เทียมแอก” อย่างเท่ากันก็ได้