DUTERTE กับการบริหารประเทศฟิลิปปินส์ โดย สีดา สอนศรี

4.10.16 | 13:00 น.

ถึงเวลาที่ผู้เขียนจะต้องเขียนถึงการบริหารประเทศฟิลิปปินส์ของประธานาธิบดี โรดริโก ดูแตร์เตแล้ว หลังจากเฝ้าดูการทำงานตั้งแต่การแถลงนโยบาย (State of the Nation Address-SONA) ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 จนกระทั่งการปฏิบัติงานเป็นเวลา 2 เดือน ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา เขาได้แก้ปัญหาการค้ายาเสพติดและปราบปรามคอร์รัปชั่นก่อนเรื่องอื่น พร้อมๆ ไปกับการจัดการจราจรในฟิลิปปินส์ที่ได้ชื่อว่ามีการจราจรที่คับคั่งเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งทุกคนในฟิลิปปินส์เรียกชื่อเล่นของเขาว่า Digong

การแถลงการณ์ของดูแตร์เตเมื่อเข้ารับตำแหน่งนั้น มีหลายเรื่องที่ดำเนินการมาแล้วในสมัยประธานาธิบดีเบนิกโน อาคีโน ที่ 3 เช่นการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การสร้างถนน รถไฟฟ้า ท่าเรือ แบบ Ro-Ro System การสร้างงาน การต่อต้านคอร์รัปชั่น และปัญหาการค้ายาเสพติด การแก้ปัญหาทางภาคใต้ที่ได้ร่างกฎหมาย Bangsamoro Law เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการอภิปรายของสภา การแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในบางเมือง เช่นที่ Makati, Edsa เป็นต้น เพียงแต่รัฐบาลดูแตร์เตสานต่อเท่านั้นก็จะเดินหน้าไปได้ ข้อดีของโครงการที่เริ่มมาแล้วนั้น คือได้มีการทำสัญญาและข้อตกลงไว้กับบริษัทเอกชนแล้ว จึงไม่เป็นการยากลำบากของรัฐบาลนี้

สิ่งที่รัฐบาลที่แล้วดำเนินการยังไม่บรรลุเป้าหมายคือ การให้สวัสดิการแก่คนยากจนให้ทั่วถึง การค้ายาเสพติด และการรักษาสิ่งแวดล้อมในเขตที่มีการทำเหมืองแร่ และที่ยังไม่คิดจะดำเนินการคือ การเปลี่ยนการปกครองของประเทศเป็นระบบสหพันธรัฐ แบบมาเลเซียหรือสหรัฐ

สำหรับการฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาเสพติดนั้น ดูแตร์เตได้ทำสำเร็จที่เมืองดาเวา ซึ่งเขาเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีมาเป็นเวลานาน จนได้ชื่อในระดับโลกว่าเมืองนี้เป็นเมืองปลอดยาเสพติด และเขาก็จะนำเอาโมเดลมาใช้ในระดับประเทศ

เนื่องจากตัวเขาเองเป็น พวกฝ่ายซ้าย (leftist) ทำให้มีความคิดรุนแรง การกระทำรุนแรง โดยไม่เกรงกลัวผู้ใด และเป็นคนพูดก่อนกระทำ พูดผิดแล้วขอโทษ คำพูดเป็นปัญหาสำหรับดูแตร์เต จากประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ยังไม่มีประธานาธิบดีท่านใดมีลักษณะแบบนี้ ประธานาธิบดีต้องมีบุคลิกที่ต่างจากผู้นำในระดับท้องถิ่น แม้แต่ประธานาธิบดีซึ่งเคยเป็นนายกเทศมนตรีในเมืองซาฮวนอย่างเอสตราดาเอง ก็มิได้มีพฤติกรรมแบบนี้ ถึงแม้เขาเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ไม่เคยไปศึกษาต่อที่อเมริกาก็ตาม (เขามาจากครอบครัวชนชั้นสูง ลูกครึ่งสเปนอยู่ในเขตมะนิลา)

Advertisement

สำหรับดูแตร์เตเองนั้นเขาจบการศึกษาจากภายในประเทศ ทั้งทางรัฐศาสตร์และทางกฎหมาย เป็นทั้งทนายความและอัยการ แต่มีพฤติกรรมแบบท้องถิ่นมาก ซึ่งคนบางกลุ่มก็ไม่ชอบวิธีการแบบนี้

ในขณะนี้ประชาชนชาวฟิลิปปินส์ที่มีทั้งชอบและไม่ชอบดูแตร์เต แต่บางกลุ่มที่เคยชอบเขาแต่เดิมก็เปลี่ยนไป เมื่อเห็นพฤติกรรมการฆ่าตัดตอนผู้ค้ายาเสพติดและขนยาเสพติดมาจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เท่าที่ทางการจับได้เป็นลูกครึ่งฟิลิปปินส์-จีน และบางคนก็หนีออกนอกประเทศไปแล้วเพราะกลัวถูกฆ่า

ถ้าพูดในแง่สิทธิมนุษยชน การที่ดูแตร์เตสั่งให้ตำรวจดำเนินการเช่นนี้โดยไม่ได้ตรวจสอบและไต่สวนก่อนนั้น เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้การฆ่าตัดตอนจะทำให้คนกลัวและละจากพฤติกรรมการค้ายา ขนส่งยา เสพยาก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว การค้ายาเป็นปัญหาข้ามชาติ (Transnational Issues) ซึ่งจะต้องแก้ที่ต้นเหตุ และจับพวกค้ายาเหล่านี้ ไม่ใช่การสังหาร แต่ต้องมีการสอบสวน ไต่สวน แล้วจะประหารชีวิตก็ถือเป็นเรื่องปกติที่บางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กระทำกัน

ที่น่ากลัวก็คือ ดูแตร์เตจะจัดตั้งกลุ่มศาลเตี้ย คือกลุ่มผู้ที่ลงโทษผู้กระทำความผิดคือ เสพยา ติดยา ค้ายา โดยพลการ โดยไม่มีอำนาจกฎหมายรองรับ ซึ่งเป็นที่พูดกันมากในสังคมฟิลิปปินส์ ในสหรัฐ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติในขณะนี้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะดูแตร์เตเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายของฟิลิปปินส์ในเรื่องนี้ไม่เป็นผล แต่การใช้กลุ่มเหล่านี้กระทำการกับผู้กระทำผิด ก็มิได้ประกันว่าผู้ถูกฆ่าจะเป็นตัวการจริงหรือไม่ หรือเป็นการกลั่นแกล้งกัน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ De Lima ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของวุฒิสมาชิกได้เริ่มดำเนินการฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อริเริ่มการถอดถอนประธานาธิบดี ทำให้กลุ่มของประธานาธิบดีที่อยู่ในวุฒิสภา ได้นัดประชุมและลงมติให้ถอดถอน De Lima ออกจากตำแหน่งประธาน ด้วยข้อหาที่ De Lima เป็นผู้ค้ายา ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในระดับวุฒิสภาของฟิลิปปินส์

นอกจาก De Lima แล้ว เนติบัณฑิตยสภา (Integrated Bar of the Philippines-IBP) ซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ รวมทั้งนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ (U.P.) และศาสนจักร ก็รวมตัวกันต่อต้านการ

กระทำการของตำรวจที่สั่งการให้สังหารผู้ค้ายาโดยดูแตร์เต และเรียกร้องให้ดูแตร์เตเคารพหลักกฎหมาย และประกาศว่าการละเมิดผู้มีอำนาจทางกฎหมายถือเป็นอาชญากรรม ถึงกับมีหลายกลุ่มพยายามรวมกลุ่มกันที่ EDSA ที่เคยเกิด People”s Power เมื่อปี 1986 เพื่อรวมพลังกันขับไล่ดูแตร์เตออกจากตำแหน่ง

จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ดูแตร์เตระงับการกระทำลดน้อยลง และกล่าวว่าการปราบปรามยาเสพติด ตามที่เคยสัญญาไว้ว่า 3-6 เดือนนั้น คงไม่สำเร็จ และอาจต้องต่อระยะเวลาไปอีก นี่คือภาวะผู้นำที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ในขณะนี้ พูดก่อนทำ พูดไม่ได้ไตร่ตรอง ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยส่วนบุคคล

ในด้านการจราจรเขาได้ดำเนินการต่อจากอดีตประธานาธิบดีอาคีโน ซึ่งในขณะนี้ก็ได้มีการกวดขันมากยิ่งขึ้น มีการตีเส้นสีเหลืองให้รถวิ่งตามเส้น ห้ามข้ามเลน ส่วนการจำกัดการวิ่งของรถ ตามแผ่นป้ายเลขคู่เลขคี่ยังคงเป็นแบบเดิม คาดว่าน่าจะประสบความสำเร็จในเขต Makati, Edsa และเมืองธุรกิจอื่นๆ ซึ่งมีนายกเทศมนตรีแต่ละเมืองรับนโยบายไปปฏิบัติ

ในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมในเขตการขุดเหมืองแร่ ก็ดำเนินการอยู่ภายใต้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ในด้านเศรษฐกิจก็เช่นกัน รัฐบาลนี้รับบุญเก่าจากรัฐบาลอาคีโนที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตเพราะมีต่างชาติเป็นจำนวนมากเข้ามาลงทุนในธุรกิจ BPO (Business Processing Outsourcing) โดยใช้ชาวฟิลิปปินส์เป็นผู้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของรัฐบาล

ดูแตร์เตเองก็ได้รับความร่วมมือจาก Philippine Chamber of Commerce and Industry (PCCI), Management Association of the Philippines (MAP) และ Philippine Exporters Confederation Inc. (Phil export.) ให้ผลักดันเศรษฐกิจให้ได้ร้อยละ 8 จากการเติบโตในรัฐบาลอาคีโน ร้อยละ 6.1 แต่องค์กรเหล่านี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นปีใด แต่ดูแตร์เตได้แถลงนโยบายว่าเขาจะแก้กฎหมายให้นักลงทุนมีความสะดวกในการเข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้น

ในด้านการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากระบอบประธานาธิบดีเป็นระบอบสหพันธรัฐนั้น ดูแตร์เตได้ให้ National College of Public Administration and Governance (NCPAG) ของ U.P. เป็นผู้หาตัวแบบและจัดการสัมมนา เพื่อวิเคราะห์รูปแบบต่างๆ แม้อาจารย์ใน U.P. จะไม่ชอบการกระทำของดูแตร์เตในปัจจุบัน แต่ก็จะดำเนินการนี้เพื่อประเทศชาติ

ด้านนโยบายต่างประเทศ ดูแตร์เตใช้นโยบายถ่วงดุลระหว่างสหรัฐ ญี่ปุ่นกับจีน เกี่ยวกับหมู่เกาะสแปรตลีย์ เพื่อมิให้ชาติใดมีอำนาจมากเกินไป และจะมีนโยบายเป็นอิสระไม่ขึ้นกับมหาอำนาจใด ที่สำคัญนโยบายต่างประเทศของฟิลิปปินส์ที่ผ่านมานั้น ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติไว้ ซึ่งดูแตร์เต

ก็มีทิศทางเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแข่งขันกับนานาประเทศด้วย ซึ่งถ้าหากการเมืองภายในไม่สงบและดูแตร์เตเที่ยวประณามชาติต่างๆ แล้ว อาจจะกระทบการลงทุนภายในประเทศก็ได้

กล่าวโดยสรุป สำหรับผู้นำอย่างดูแตร์เตนั้น มองปัญหาภายในสำคัญกว่า ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน การเมืองระหว่างประเทศจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินการต่างๆ ภายในประเทศ ในขณะเดียวกันถ้าดูแตร์เตมองเฉพาะปัญหาภายใน ภายใต้การแข่งขันในยุคโลกาภิวัตน์แล้ว ฟิลิปปินส์จะมีอุปสรรคและแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้ยาก เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรก็ต้องดูภายในระยะเวลา 6 เดือน ที่เขาได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน