คอลัมน์ไทยพบพม่า : ‘พม่าใหม่’ ของกองทัพ vs. ประชาชนพม่า โดย ลลิตา หาญวงษ์
ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในพม่าอย่างน้อย 3 เหตุการณ์ ข่าวคราวที่ออกจากพม่าทุกวันนี้ล้วนเป็นข่าวร้าย ที่ยิ่งตอกย้ำหายนะทางการเมืองและเศรษฐกิจ และสังคมพม่าที่จะพังทลายลงอีกไม่ช้า แต่ข่าวดี (หรืออาจเป็นข่าวร้ายก็ได้) คือประชาชนพม่ายังต่อสู้กับเผด็จการทหารอย่างเด็ดเดี่ยว เจตนารมณ์ของทุกคนที่ต่อสู้ทั้งในที่ลับและที่แจ้งล้วนเหมือนกันคือต้องการให้ประเทศกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เขี่ยกองทัพออกไปจากสมการทางการเมืองให้ได้ และสร้างพม่ายุคใหม่ที่เคารพสิทธิของคนทุกกลุ่มในประเทศอย่างเท่าเทียม
คำว่า “พม่าใหม่” (The New Burma) เป็นแนวคิด หรือ “วาทกรรม” ที่ฝ่ายรัฐและฝ่ายประชาชนนำมาใช้ต่อสู้กันมากกว่า 60 ปีแล้ว เมื่อพม่าได้รับเอกราชไปได้ 6 ปี รัฐบาลอู นุ ออกแผนพัฒนาแห่งชาติ ที่เรียกว่า “ปยีด่อตา” (Pyidawtha) แปลว่า “แผ่นดินทอง”
เป้าหมายของแผนฉบับนี้ ที่รัฐบาลพม่าร่วมร่างกับบริษัท Robert R. Nathan Associates Inc. จากสหรัฐอเมริกา (โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ยุคสงครามเย็นที่สหรัฐไปช่วยพม่าออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าหันไปหาฝ่ายคอมมิวนิสต์) อยู่บนพื้นฐานที่ว่าพม่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง และสามารถพัฒนาไปเป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในเอเชียได้ แผนปยีด่อตามีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่สูง ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการด้านสาธารณสุข อยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและยุติธรรม ในบทนำของแผนการปยีด่อตา มีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ:
“เพื่อสร้างและสืบสานพม่าใหม่ที่ยิ่งใหญ่นี้ เราต่างทำงานอย่างหลังขดหลังแข็ง และทุ่มเททั้งใจ”

แผนการปยีด่อตาอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จนักในทางสถิติ และพม่าก็ไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้รุ่งเรืองดังเช่นในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อครั้งที่พม่าเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกได้ แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่าความฝันเพื่อจะสร้าง “พม่าใหม่” เป็นแคมเปญหรือโฆษณาชวนเชื่อที่รัฐบาลทหารพม่านำมาใช้แทบจะทุกยุค เมื่อเกิดรัฐประหารในปี 1962 และ เน วิน เข้ามาเป็นผู้นำในรัฐบาลคณะรัฐปฏิวัติแล้ว เขาก็ยังพูดถึงการสร้าง “พม่าใหม่” นี้อยู่เรื่อยๆ
แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า “พม่าใหม่” ในความคิดของ เน วิน และคนในตั๊ดม่ะด่อ (กองทัพพม่า) แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก “พม่าใหม่” ที่ประชาชนทั่วๆ ไปใฝ่ฝันถึง สำหรับผู้นำในกองทัพพม่า หัวใจสำคัญคือการเน้นบทบาทของคนพม่าแท้ หรือ บะหม่า (Burman) ในฐานะผู้นำประเทศ กลุ่มชาติพันธุ์/ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ต้องอยู่ร่วมกันภายในสหภาพพม่าโดยยอมรับอำนาจนำของคนพม่า และจะไม่สามารถแยกตัวออกไป หรือมีสิทธิปกครองตนเอง หลายสิบปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นนโยบายทำให้เป็นพม่า (Burmanization) ตั้งแต่การบังคับให้เด็กๆ ชาติพันธุ์ทุกคนต้องเรียนภาษาพม่า ไปจนถึงการทำสงครามกับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเข้มข้น ส่วนหนึ่งเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง และส่วนหนึ่งเพื่อแสดงให้ผู้คนทุกหมู่เหล่าในพม่าเห็นว่าใครที่เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง กองทัพพม่ายึดมั่นกุศโลบายดังกล่าวอย่างเหนียวแน่น เมื่อเกิดเหตุการณ์การประท้วงครั้งใหญ่ในปี 1988 บางแหล่งบอกว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตมากถึง 1 หมื่นคน เน วิน เคยประกาศไว้ก่อนการล้อมปราบนักศึกษาครั้งใหญ่ว่า “เมื่อกองทัพยิง เรายิงเพื่อให้โดนเป้าหมาย” (When the army shoots, it shoots to hit)
“พม่าใหม่” สำหรับกองทัพพม่าจึงไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะเขาจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อรักษา “สหภาพพม่า” ภายใต้การชี้นำของกองทัพและคนบะหม่าไว้ ดังนั้นกองทัพจึงไม่รีรอที่จะปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการกราดกระสุนยิงกลุ่มผู้ประท้วงดื้อๆ การซ้อมทรมาน หรือวิธีอื่นๆ ที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนา
หลักคิด หรือ mentality ของผู้นำในกองทัพพม่ายังโอบรับอำนาจนิยม และเชื่อในประสิทธิภาพของการปกครองโดยผู้นำที่มีบารมีเพียงคนเดียว (อัตตาธิปไตย) หรือกลุ่มบุคคล (คณาธิปไตย) คนเหล่านี้ไม่สามารถแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยได้ เพราะมีวิสัยทัศน์คับแคบ ไม่เชื่อว่ามนุษย์มีคุณค่าในตัวเอง และไม่เชื่อในหลักคนเท่ากัน ที่แย่กว่านั้นคือพวกเขาเชื่อแบบฝังหัว (เรียกว่าถูกล้างสมองก็ไม่ผิด) ว่าประชาธิปไตยจะทำให้ประเทศวุ่นวาย สหภาพที่พวกเขาใฝ่ฝันถึงจะแตกสลาย และที่สำคัญที่สุดคือกองทัพจะถูกกันออกไปจากการเมืองระดับชาติ
ความหวาดระแวงประชาธิปไตยยังทำให้ผู้นำในกองทัพเกลียดชังนักการเมืองและพรรคการเมืองด้วย ที่ผ่านมากองทัพพยายามทุกวิถีทางเพื่อกันพรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่างพรรค NLD ด่อ ออง ซาน ซูจี และผู้นำพรรคคนอื่นๆ ออกไป โดยใช้วิธีการเดิมๆ คือคุมขัง ทั้งในบ้านพักส่วนตัวหรือในเรือนจำทั่วประเทศ เมื่อไม่นานมานี้ ด่อ ออง ซาน ซูจี และประธานาธิบดี วิน มินท์ ถูกศาลทหาร ณ กรุงเนปยีดอ สั่งให้จำคุก 4 ปี (ต่อมาลดโทษให้เหลือ 2 ปี) ในข้อหายุยงปลุกปั่นและละเมิดกฎว่าด้วยการควบคุมโควิด-19 เป็นการ “ลงโทษ” บุคคลระดับสูงในรัฐบาล NLD เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์
ในช่วงเดียวกับที่ศาลทหารตัดสินจำคุกผู้นำระดับสูงในรัฐบาล NLD ทั้งสองคน มิน อ่อง ลาย ผู้นำคณะรัฐประหาร เดินทางไปเยี่ยมอู ติน อู (Tin Oo) ผู้นำระดับสูงอีกคนของพรรค NLD แต่ในความคิดของคนในกองทัพ ติน อู เป็น “คนพิเศษ” ที่จะปฏิบัติเหมือนกับนักการเมือง NLD คนอื่นๆ ไม่ได้ ประการแรก ติน อู มีอายุ 94 ปีแล้ว และกำลังป่วยหลังเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อหลายปีที่แล้ว ทำให้พูดไม่ค่อยได้ และประการที่สองคือแม้ ติน อู จะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค NLD แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นอดีตนายพลในกองทัพพม่ามาก่อน มิน อ่อง ลายคงมอง ติน อู ว่าเป็นพี่เป็นน้อง คนที่รับใช้ชาติมาก่อนเหมือนกับตัวเขา สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่าระหว่างการสนทนาของทั้งสอง มิน อ่อง ลายไม่ได้พูดถึงการเมืองแม้แต่นิดเดียว ติน อู เองก็จำเป็นต้องต้อนรับผู้นำคณะรัฐประหารตามธรรมเนียม แต่เขาก็ใส่เสื้อเองจี (แจ๊กเก็ตชั้นนอกสำหรับผู้ชาย) เครื่องแบบของ NLD และยังติดเข็มกลัดสัญลักษณ์พรรค NLD ด้วย
ท่าทีของมิน อ่อง ลายที่ไปเยี่ยม ติน อู เป็นกรณีพิเศษนี้น่าสนใจ เพราะเขาไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน หลายคนวิเคราะห์ว่ามิน อ่อง ลายแค่ต้องการสร้างภาพว่าตนไม่ได้เป็นผู้นำที่โหดร้ายมากจนเกินไป และยังมีเมตตากับผู้นำ NLD ที่กำลังป่วย เพียง 2 ชั่วโมงก่อนภาพเขาจับมือถือแขน ติน อู ด้วยหน้าตายิ้มแย้มจะเผยแพร่ออกไป คนในกองทัพของเขาเพิ่งขับรถทหารพุ่งเข้าชนกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในย่างกุ้งอย่างแรง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 คน คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ออกมาชี้ให้เห็นการใช้วิธีป่าเถื่อนเพื่อปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงและผู้สนับสนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ที่มีปฏิบัติการต่อต้านรัฐบาลคณะรัฐประหารอยู่ในขณะนี้
ทั้งกองทัพและประชาชนพม่าต่างมีความฝันถึง “พม่าใหม่” ของแต่ละคน คุณผู้อ่านคิดว่า “พม่าใหม่” ควรจะสร้างอยู่บนความฝันของประชาชนหรือของมิน อ่อง ลายล่ะคะ?

