เป็นอีกบิ๊กดีลที่ฮือฮาส่งท้ายปี เมื่อเครือซีพีและกลุ่มเทเลนอร์ ประกาศความร่วมมืออย่างเท่าเทียม โดยจะปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทลูกนั่นคือ “ทรู” กับ “ดีแทค” แล้วตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา พุ่งเป้าเป็นบริษัทเทคโนโลยี
มีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์ถึงอัตราส่วนการสวอปหุ้นระหว่างกันแล้ว เพื่อจัดสรรหุ้นในบริษัทใหม่
บริษัทใหม่ที่จะตั้งเน้นสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ทั้งปัญญาประดิษฐ์ ระบบคลาวด์เทคโนโลยี ไอโอที อุปกรณ์อัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ ดิจิทัลมีเดียโซลูชั่น รวมถึงเทคโนโลยีอวกาศ
รวมทั้งจะตั้งกองทุน 100-200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อลงทุนในสตาร์ตอัพบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
พร้อมตั้งเป้าเป็นฮับเทคโนโลยีในภูมิภาค สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศที่จะมุ่งสู่ยุค 4.0
หลังผู้บริหารทั้ง 2 ฝ่ายประกาศความร่วมมือนี้ ยังต้องมีขั้นตอนอีกมาก
ตามไทม์ไลน์แล้ว ต้องทำดิว ดิลิเจนซ์ หรือตรวจสอบวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจของแต่ละฝ่าย ช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2565 พร้อมวางแผนงานความร่วมมือ ก่อนจะลงนามข้อตกลงต่างๆต่อเนื่องไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 ดังนั้น จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างก็ประมาณกลางปีหน้า
แต่ด่านที่สำคัญคือต้องขออนุมัติจากหน่วยงานต่างๆ คงไม่ใช่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพราะธุรกิจโทรคมนาคมมีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลอยู่ ดังนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ทั้งนี้ กสทช.มีประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการการควบรวมและการถือหุ้นไขว้ในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ที่อาจส่งผลให้เกิดการครอบงำตลาด โดยจะพิจารณาจากดัชนี HHI หรือ Herfindahl-Hirschman Index เป็นค่าระดับการกระจุกตัวของตลาด หากค่านี้เกินกว่าเกณฑ์ถือว่ามีการครอบงำตลาด
แต่ตามประกาศนี้จะใช้ส่วนแบ่งตลาดของจำนวนยอดขายในการคำนวณ ไม่ใช่ส่วนแบ่งตลาดจำนวนเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่
ดังนั้น จำนวนเลขหมายที่มีผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส มีส่วนแบ่งตลาด 44.35% ส่วนทรู 33.75% และดีแทค 20.18% เมื่อรวมทรูกับดีแทค จะมีส่วนแบ่งตลาด 53.93% แม้จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 แทนเอไอเอสแต่ก็ไม่ได้นำมาคิดดัชนี HHI
อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนถึงความร่วมมือของทรูและดีแทค ซึ่งถ้าฝ่ายหนึ่งเข้าไปถือหุ้นอีกฝ่ายมากกว่า 30% ต้องขออนุญาต กสทช. แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายแลกหุ้นกัน หรือตั้งบริษัทใหม่ อาจไม่เข้าเกณฑ์ตามประกาศ กสทช.ดังกล่าว
ดังนั้น คงต้องรอดูความชัดเจนความร่วมมือครั้งนี้ และ กสทช.คงต้องเตรียมรับมือที่จะออกเกณฑ์มากำกับดูแลเพื่อดูแลผู้บริโภคไม่ให้ได้รับผลกระทบ
เนื่องจากความร่วมมือครั้งนี้ทำให้การแข่งขันลดลง เหลือรายใหญ่แค่ 2 ราย อาจทำผู้บริโภคจะเสียเปรียบ
แต่นั่นเป็นทฤษฎีการตลาด หากดูสภาพความเป็นจริง ถ้าทรูและดีแทคร่วมมือกันแล้วค่าบริการจะเพิ่มขึ้น หรือบริการจะแย่ลงนั้น เชื่อว่าคงเป็นไปได้ยาก ไม่แน่การแข่งขันอาจดุเดือดกว่าเดิม
อีกทั้งยังมี กสทช.คอยกำกับดูแล คงไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคเสียเปรียบแน่ๆ
แต่ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ทรูและดีแทคมีต้นทุนลดลงด้วยเพราะอุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก เมื่อร่วมมือกันย่อมมีเงินทุนมากขึ้นในการพัฒนาศักยภาพเทคโนโลยีใหม่ๆ และการบริการให้ดีขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
ดังนั้น ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าความร่วมมือครั้งนี้มีผลบวก-ลบอย่างไร ไม่ใช่จะค้านลูกเดียว แม้จะมีความหวังดี แต่อาจกลายเป็นผลร้ายต่อประชาชนก็ได้ เพราะเป็นการปิดกั้นโอกาสของประชาชนที่จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมทั้งการบริการที่ดีขึ้นและค่าบริการถูกลง
รวมถึงปิดโอกาสของประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีรองรับโลกดิจิทัลเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่จะส่งผลต่อภาคธุรกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ
วุฒิ สรา

