หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : การเมือง เรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

15.12.21 | 13:10 น.

แม้ยังไม่มีการกำหนดประกาศเป็นทางการ แต่เราก็รู้ได้ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครน่าจะอยู่ในอนาคตอีกไม่ห่างไกล สังเกตได้จากการประกาศเปิดตัวผู้สมัคร จากพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีอำนาจในการ “เคาะ” ว่าจะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯได้เมื่อไรนั่นเอง

ชาว กทม.ว่างเว้นจากการใช้สิทธิลงคะแนนเลือกผู้ว่าฯ มากว่า 8 ปี หลังจากการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย โดยผลของการรัฐประหาร ซึ่งมีประกาศ คสช.ให้งดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง และเมื่อพ้นจากการปกครองในระบอบ คสช.แล้ว ก็เป็นรัฐบาลที่เข้ามารับอำนาจต่อนี้เองที่จะมีอำนาจออก “คำสั่งเปลี่ยนแปลง” ที่ว่า และก็ได้ให้มีการเลือกตั้งระดับ อบต. และ อบจ.กันไปแล้วก่อนหน้านี้

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน คือพลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ได้รับแต่งตั้งตามคำสั่ง คสช. เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2559 ปัจจุบันผู้ว่าฯ อัศวิน ดำรงตำแหน่งมาแล้วกว่า 5 ปี ซึ่งเกินวาระที่กำหนดไว้สำหรับผู้ว่าราชการ กทม. คือ 4 ปี เสียอีก

สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำความเข้าใจกันก่อนไปคุยเรื่องอื่น คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น ไม่ใช่ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” โดยกล่าวให้ถูกต้องกว่านั้นคือกรุงเทพมหานครไม่ถือเป็นจังหวัดตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

อธิบายคร่าวๆ ก่อนว่า การบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยนั้น แบ่งเป็นราชการ ส่วนกลางที่มีกระทรวง (ทบวง ซึ่งปัจจุบันไม่มี) และกรม ซึ่งมีหน้าที่และภารกิจต่างๆ ตามกฎหมาย มีที่ตั้งในนครหลวงคือกรุงเทพมหานคร ซึ่งถ้าใช้ภาษาของบริษัทเอกชนคือเป็น “สำนักงานใหญ่”

Advertisement

สำหรับในจังหวัดอื่นๆ กระทรวงและกรมต่างๆ ก็จะมีการตั้ง “สำนักงานสาขา” ไปดูแลงานในกิจการของตน (เราอาจจะเคยได้ยินชื่อเกษตรจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด ฯลฯ) ถ้าจังหวัดใดไม่มีตัวแทนของหน่วยราชการไหนในจังหวัดนั้น ก็จะเป็นอำนาจของตัวแทนระดับจังหวัดจากกระทรวงมหาดไทย ที่เราเรียกตำแหน่งนี้ว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัด”

กับอีกส่วนหนึ่ง คือ ราชการส่วนท้องถิ่น ได้แก่ รูปแบบของระบบราชการที่ให้คนในท้องถิ่นนั้นเลือกผู้แทนของตนมาทำงานในพื้นที่ ที่สำคัญคือการจัดทำบริการสาธารณะและการสาธารณูปโภคต่างๆ ให้แก่คนในท้องถิ่น และยังมีอนุมัติอนุญาต และการใช้อำนาจทางปกครองบางเรื่องที่มีกฎหมายให้เป็นอำนาจท้องถิ่น เพราะโดยหลักแล้วอำนาจเหล่านั้นควรจะเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นนั้นน่าจะตัดสินใจเอง เช่น ตามกฎหมายควบคุมอาคาร ก็เพราะอาคารที่ต้องควบคุมนั้นตั้งอยู่ในท้องถิ่นนั้น รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการสาธารณสุข กำจัดเหตุเดือดร้อนรำคาญต่างๆ ในท้องถิ่นนั้น

คำว่า “กระจายอำนาจ” คือการกระจายอำนาจในการพิจารณาอนุญาตอนุมัติทางปกครองตามกฎหมายต่างๆ ที่เป็นของราชการส่วนกลางที่เคยกระทำผ่าน “หน่วยงานภูมิภาค” ทั้งหน่วยงานสาขานั้นเอง หรือผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นของท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของคนในท้องถิ่นนั้น อำนาจราชการส่วนกลางยิ่งน้อย ย่อมแปลว่าการปกครองท้องถิ่นก้าวหน้าและเป็นประชาธิปไตยมากเท่านั้น

ผู้ว่าฯ กทม. เป็นราชการส่วนท้องถิ่นที่มีกฎหมายพิเศษ เป็นเหมือนเทศบาลขนาดยักษ์ที่ดูแลนครหลวง ไม่ใช่ผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับอำนาจปกครองไปจากส่วนกลางเพราะ กทม. นั้นถือเป็นส่วนกลางอยู่แล้ว ดังนั้นหากจะเทียบให้ตรงกับจังหวัดอื่น ผู้ว่าราชการ กทม.นั้น จะเรียกให้ถูกต้องจริงๆ คือ “นายกเทศมนตรีมหานครกรุงเทพ” หรือไม่อีกทางก็เรียก “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ต่างๆ ว่า “มหาดไทยจังหวัด” ก็จะถูกต้องตามหลักการและสอดคล้องกับคุณค่าประชาธิปไตยและการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น

ด้วยความที่เป็นเมืองหลวงอันเป็นที่เป็นที่ตั้งของราชการส่วนกลาง และบริการสาธารณะระดับมหานครอยู่แล้ว และรัฐบาลส่วนกลางนั้นก็ต้องดูแล กทม.ไปด้วยในตัว และก็จะไม่ค่อยปล่อยให้ชาว กทม.ต้อง
เดือดร้อนเกินสมควร เหตุนี้เองทำให้คน กทม. ไม่ค่อยเห็นภาพว่า การได้ผู้ว่าฯ ที่ไม่ดีนั้นทำให้ชีวิตแย่ลงได้อย่างไร ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือเรื่องของน้ำประปา ก็ในเมื่อไม่ว่าจะมีผู้ว่าฯ ชื่ออะไร เราก็ยังใช้น้ำจากการประปานครหลวงที่มีคุณภาพดี แต่สำหรับคนในท้องถิ่น การที่น้ำประปาจะดี จะสะอาด (ไม่ต้องดื่มได้ เอาแค่ได้มาตรฐานสุขอนามัย) ก็ขึ้นกับการปกครองส่วนท้องถิ่น นายกเทศมนตรี หรือนายก อบต.ว่าจะจัดการระบบประปาให้อย่างไร จะหาน้ำสะอาดจากแหล่งไหนมาทำหรือไม่ อย่างหนักหนาที่สุดของความแตกต่างที่เห็นได้ คือความสามารถในการจัดการปัญหาน้ำขังน้ำท่วม การเก็บขยะรักษาความสะอาด ดูแลฟุตปาธทางเท้า ฯลฯ

ดังนั้นที่ผ่านมาจึงมีน้อยครั้งที่คน กทม. จะเลือกผู้ว่าฯ อย่างที่ควรจะเป็น นั่นคือการเลือกคนที่จะมาดูแลบริหารกิจการประเภทบริการสาธารณะของ กทม. และการพิจารณาอนุญาตอนุมัติต่างๆ อันเป็นอำนาจของราชการส่วนท้องถิ่น แต่การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นั้นเป็นเวทีในการส่งเสียงของ “คนกรุงเทพฯ” เพื่อให้คำตอบแก่การเมืองในระดับใหญ่กว่านั้น

ที่ผ่านมา ความนิยมเชื่อถือใน “รัฐบาลผู้บริหารประเทศ” ของคนกรุงเทพฯ นั้นจะสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.นี้เอง หากพรรคที่เป็นรัฐบาลขณะนั้นมีความนิยมที่เริ่มตกต่ำ หรือไม่ได้รับการยอมรับมาตั้งแต่ต้นในหมู่คนชั้นกลางชาว กทม. ผู้สมัครของพรรครัฐบาลหรือที่พรรครัฐบาลสนับสนุนก็เรียกว่าเอาชีวิตทางการเมืองมาทิ้งในสนามการเลือกตั้ง กทม.ได้เลย

ตั้งแต่ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ในปี 2528 อันเป็นจุดเริ่มต้นทางการเมืองครั้งสำคัญของ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ซึ่งสมัครในนามของกลุ่มรวมพลังก็ชนะการเลือกตั้งเหนือผู้สมัครจากพรรคร่วมรัฐบาลทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชากรไทย

หรือหลังจากที่ พลเอก สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยการอุ้มสมของพรรคร่วมรัฐบาลและการ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะชาว กทม. การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในวันที่ 19 เมษายน 2535 ก่อนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเพียงหนึ่งเดือน ก็ให้คำตอบที่แสดงผ่านการลงคะแนนเสียงที่เลือก ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา จากพรรคพลังธรรมซึ่งในตอนนั้นเป็นฝ่ายค้าน (ที่หัวหน้าพรรคคือพลตรี จำลองนั้น ก็เป็น “คู่ขัดแย้ง” ที่เปิดเผยของ พลเอก สุจินดา ดังเราได้ทราบกัน) ให้เป็นผู้ว่าฯกทม. และมีผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านเช่นกัน คือ นายพิจิตต รัตตกุล ตามมาด้วยคะแนนเสียงระดับ 3 แสนระดับเดียวกัน ในขณะที่อันดับสามเป็นผู้สมัครจากพรรคประชากรไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลนั้นได้คะแนนเพียงหลัก 7 หมื่นคะแนนเท่านั้น

หรือใกล้เข้ามาหน่อยในปี 2547 ในสมัยที่กระแสความไม่ไว้วางใจและไม่พอใจในตัวอดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร กำลังก่อตัว นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็เอาชนะผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยไปได้ ด้วยคะแนนเสียงทิ้งห่าง 9 แสน ต่อ 6 แสนคะแนน

ส่วนที่ชัดเจนยิ่งและทำให้คนกรุงเทพฯ ถูกล้อเลียนดูแคลนจากชาวจังหวัดอื่นมาจนถึงทุกวันนี้ คือการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม ปี 2556 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งก่อนหน้าล่าสุดที่ชาวกรุงเทพฯ แห่กันไปเลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร แบบพลิกโพลทุกสำนัก เพราะก่อนหน้านี้ชาวกรุงก็หาได้พอใจผลงานของท่านแต่อย่างใด และคะแนนจากทุกโพล ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยคือ พล.ต.อ.ดร.พงศพัศ พงษ์เจริญ ก็นำโด่งมาตลอด

เชื่อกันว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ชนะได้ เพียงเพราะการปลุกกระแส “ไม่เลือกเราเขามาแน่” และ “อย่า
ดูถูกกู” เอาในคืนสุดท้ายให้คน กทม.ที่เพิ่งขวัญเสียจากการที่พรรคของ “คนเสื้อแดง” เอาชนะการ
เลือกตั้งระดับประเทศได้แบบแลนด์สไลด์ ทั้งๆ ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยกติกาของรัฐธรรมนูญ อำนาจรัฐ และองค์กรอิสระทุกประการ

การเลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ คือการแสดงพลัง (?) ทางการเมืองของชาว กทม. ที่หมายรักษาที่มั่นสุดท้ายไว้ไม่ให้ “พวกเขา” มาเอาชนะในสนามนี้ได้

เราจึงพอสรุปได้ว่า คนกรุงใช้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในการแสดงออกหรือให้คำตอบการเมืองระดับชาติมากกว่ามุ่งหวังที่จะได้ผู้มาบริหารกิจการหรือทำงานราชการให้ แล้วเช่นนี้ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่จะมาถึง ชาว กทม. จะตัดสินใจไปในทิศทางใด

โดยความเห็นส่วนตัวก็ยังเชื่อว่าชาว กทม.ก็คงจะอาศัยเวทีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ นี้ในการแสดงออกทางการเมืองระดับชาติอยู่เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือ ด้วยผลงานการบริหารราชการกรุงเทพมหานครของผู้ว่าฯ
คนปัจจุบันที่ไม่ขอวิพากษ์ให้มากความ แต่เชื่อว่าน่าจะทำให้ชาว กทม. ได้บทเรียนอะไรบางอย่างแล้วพอสมควร หากเชื่อว่ามนุษย์สามารถเรียนรู้และแก้ไขความผิดพลาดได้ด้วยตัวเอง

ปัจจัยแรก คือจากประสบการณ์ 5 ปีที่ผ่านมา ชาว กทม. น่าจะเข็ดขยาดกับการบริหารงานมหานครแบบปล่อยระบบราชการทำงานไป หรือทำงานตามเสียงด่า ที่ฝาท่อจะไม่ถูกปิดจนกว่าจะมีคนถ่ายรูปไปประจานในโซเชียล ก็อาจจะต้องการเห็นคนรุ่นใหม่ หรือคนที่เคยทำงานบริหารมืออาชีพที่มีความเป็น “ราชการ” ต่ำ มาทำงานที่ กทม. ควรจะทำหรือควรจะมีในระหว่างช่วงเวลาที่สาบสูญ การขายความซื่อสัตย์น่าเชื่อถือ หรือเป็นผู้ทำงานขันแข็งตรงเผงแบบเห็นหน้าก็มีภาพสวม เครื่องแบบข้าราชการมาเลยนั้นจะขายคน กทม.ได้หรือไม่แค่ไหน

อาจต้องรวมถึงผู้สมัครนั้นต้องมี “อุดมการณ์ทางการเมือง” ที่ไม่ขัดกับชาว กทม.ผู้จะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย ปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณา คือเสียงของผู้ออกเสียงเลือกตั้งที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่จะเป็นอย่างไร เพราะคนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งในปีหน้า คือผู้ที่มีอายุประมาณ 16 ปีขึ้นไป คือเป็นนักเรียนมัธยมปลายในช่วงเริ่มต้นของการชุมนุมต่อสู้ทางการเมืองของคนหนุ่มสาวที่เริ่มต้นในช่วงปลายปี 2562

พรรคการเมืองที่สังกัดหรือสนับสนุนนั้นก็สำคัญ เพราะตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าสะท้อนภาพลักษณ์ของพรรคการเมืองที่เข้าไปสังกัดหรือสนับสนุน เช่น คงไม่น่าจะมีคนที่ชอบผลักดันทำงานให้เป็นรูปธรรมไปอยู่พรรคที่มีชื่อเสียงด้านดีแต่พูด หรือผู้ที่ยอมลงสมัครกับพรรครัฐบาลที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็คงจะเป็นผู้ร่วมสนับสนุนเห็นดีเห็นงาม หรืออย่างน้อยก็ไม่ต่อต้านนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค และการกระทำใดๆ ของพรรคการเมืองนั้น

แน่นอนว่าคนที่ตั้งใจจะเลือกผู้ว่าที่ไม่ได้ต้องการสนับสนุนใคร แต่ออกเสียงลงคะแนนจากความรู้สึกไม่อยากให้ใครได้เป็น พูดง่ายๆ คือสาย “ไม่เลือกเราเขามาแน่” นั้นก็คงจะมีอยู่มาก แต่ที่น่าคิดคือ ถ้ามองว่าผู้สมัครคนหนึ่งเป็นพวก “เขา” แล้ว “พวกเรา” ควรกาให้ใคร ยิ่งถ้าแบ่งเป็น “2 เรา” ก็อาจจะตัดสินใจยุ่งยากกันหน่อย

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ รอบหน้านี้จึงเป็นเรื่องที่คน กทม. ต้องชั่งใจตรวจทานความรู้สึกตัวเองว่า เราจะเลือก
ผู้ว่าฯ เพื่อมาจัดการดูแลเมืองที่เราอยู่ให้ดี หรืออยากแสดงอุดมการณ์ หรือพลังทางการเมืองให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้เห็นเป็นเหมือนการ Pre-test เลือกตั้งใหญ่

เพราะสุดท้ายการเลือกตั้งคือการแสดง ซึ่งเจตจำนงทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว และนี่ก็ไม่ใช่การเลือกตั้งระดับชาติที่อาจจะต้องประเมินเงื่อนไขอื่น หากมุ่งหมายจะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองหรือในทางอุดมการณ์ ที่อาจจะต้องคิดให้ดีในภาพรวมด้วย