ไม่ว่าจะสนใจเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวงหรือไม่ก็ตาม ทุกวันที่ 6 ตุลาคมหรือใกล้ๆ วันที่ 6 ตุลาคมในช่วงหลายปีมานี้ เรามักได้เห็นภาพชายหนุ่มหน้าตาเบิกบานกำลังยกเก้าอี้ขึ้นฟาดศพซึ่งถูกแขวนคออยู่กับต้นไม้ ท่ามกลางฝูงชนที่ยืนมุงดูด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
บางคนยกมือออกอาการเหมือนจะร่วมด้วยช่วยฟาด ชายหนุ่ม 2 คนและเด็กชายอีก 1 คนตรงแถวหน้า ยืนหัวเราะเห็นฟันขาว
“Brutality in Bangkok” ภาพจากเหตุการณ์จริงในวันสังหารหมู่ โดยช่างภาพเอพี ชื่อนีล อูเลวิช นี้ ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปีถัดมา
แรกทีเดียวมีผู้เชื่อว่านี่คือภาพของคุณวิชิตชัย นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1 ในเหยื่อ 4 คนเท่าที่มีหลักฐานปัจจุบันว่าถูกจับแขวนคอและถูกกระทำทารุณกรรมศพ จนมาปีนี้จึงชัดเจนว่าภาพของอูเลวิชซึ่งมีด้วยกัน 2 ภาพเป็นภาพของบุคคลซึ่งยังไม่มีใครทราบชื่อ ส่วนภาพของคุณวิชิตชัยเป็นภาพอื่นๆ โดยช่างภาพคนอื่น ซึ่งมีทั้งภาพถูกกรีดอกและภาพถูกจับแขวนคอเอารองเท้ายัดปาก
ประเด็นที่เป็นหัวข้อสนทนาในแวดวงคนทำสื่อและนักสิทธิมนุษยชนเสมอมาคือ ความเหมาะสมในการนำเสนอภาพเหตุการณ์ที่โหดเหี้ยมดังกล่าว
ด้านหนึ่ง การเผยแพร่ภาพอันน่าเอน็จอนาถของผู้ตายที่ใม่อาจปกป้องตัวเองได้อีกแล้วซ้ำๆ ย่อมไม่ต่างจากการตอกย้ำซ้ำเติมผู้ตายและครอบครัวผู้ตายให้ยิ่งทุกข์ทรมาน
แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นกรณีรัฐฆาตกรรมประชาชน มิใช่เหตุฆาตกรรมระหว่างปัจเจก ก็ย่อมมีคำถามว่า หากไม่นำเสนอภาพโหดเหี้ยมหดหู่นั้นด้วยข้ออ้างอุจาดตาและไม่ให้เกียรติผู้ตาย จะกลายเป็นเรากำลังช่วยปกปิดอาชญากรรมของรัฐ หรือไม่?
น่าคิดว่าการปกปิดความจริงอาจยิ่งทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริงก็ได้ ผู้เขียนเคยนำวิดีโอเหตุการณ์ 6 ตุลาไปฉายในชั้นเรียนของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่ง มีนักศึกษาส่วนหนึ่งตกใจ ร้องไห้ว่าเคยมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองหรือ ทนดูไม่ไหวแล้ว ปิดเถิด และนักศึกษาอีกส่วนถามซื่อๆ ว่า นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องอะไร ใครสร้าง ดูโหดร้ายมาก
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาไม่นาน ผู้เขียนเคยได้เห็นภาพชุดที่แสดงความโหดร้ายในเหตุการณ์วันสังหารหมู่ ซึ่งมีมากกว่าเพียงภาพเก้าอี้ฟาดศพของอูเลวิช อาทิ ภาพคนใช้ผ้าขาวม้าลากคอศพ (ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้องของผู้เขียน), ภาพคนถูกเผาทั้งเป็น, ภาพผู้ชายเสื้อลายดอกถูกลากจากรถมารุมซ้อมจนกระทั่งนำไปแขวนคอ, ภาพผู้ชายถูกลิ่มตอกอกและภาพผู้หญิงถูกไม้แหลมแทงอวัยวะเพศ ฯลฯ เป็นต้น
แม้ไม่ได้เห็นภาพเหล่านี้อีกเลยในระยะหลัง ซึ่งอาจด้วยสาเหตุที่ว่ามันรุนแรงอุจาดตาเกินไป ผู้เขียนก็ไม่เคยลืม และยังคงอยากให้คนอื่นๆ ที่ไม่เคยเห็นได้เห็น เพื่อช่วยกันจดจำรำลึกว่า เมื่อมนุษย์สูญเสียเหตุผลและสติสัมปชัญญะ มีแต่อารมณ์โกรธเกลียดเคียดแค้นซึ่งเกิดจากคำยุยงปลุกปั่นของฝ่ายอำนาจรัฐว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูกำลังบ่อนทำความมั่นคงของเรา มนุษย์ก็สามารถทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเองได้อย่างเลวทรามต่ำช้าที่สุด
ผู้เขียนยังคงหวังว่า ผู้ก่ออาชญากรรมสังหารหมู่ทุกคนจะสำนึกในความผิดและได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรมสักวัน อีกทั้งหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในบ้านเมืองของเรา แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ เรื่องราวของ 6 ตุลา จะต้องออกจากที่มืดมาอยู่ในที่สว่าง นั่นคือต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ซึ่งมิใช่เพื่อให้ฝ่ายใดล้างแค้นตาต่อตาฟันต่อฟันกับฝ่ายใด แต่เพื่อสังคมไทยจะไม่ต้องย่ำซ้ำเท้าอยู่กับความสูญเสียแบบเดิมๆ
เมื่ออยู่ในที่สว่าง ภาพความรุนแรงของเหตุการณ์ที่หลายคนอยากลืมย่อมไม่ควรเป็นภาพที่ถูกลืม หากกระนั้น มันก็ไม่ใช่ภาพที่ควรนำไปเผยแพร่ทางโลกออนไลน์อย่างมักง่าย ดีที่สุดคือจัดพิพิธภัณฑ์เพื่อแสดงภาพเหล่านี้ในหมวด “ความรุนแรง” ซึ่งอาจมีเรื่องราวของผู้ตายขณะยังมีชีวิตอยู่ โดยได้รับความยินยอมจากครอบครัวผู้ตาย
ภาพความรุนแรงทุกภาพล้วนโหดร้ายและอุจาดตา แต่ก็เช่นเดียวกับภาพเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก เช่นที่ตวลแสลงในกัมพูชา หรือ อนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวที่แสดงให้เห็นความโหดเหี้ยมของนาซี ภาพเหล่านี้สามารถเตือนใจมนุษย์ให้หวนคิดและทบทวนการกระทำของตน
เราไม่สามารถปิดบังความจริงได้ตลอดกาล แต่เราสามารถนำเสนอความจริงได้อย่างมีมารยาท

