หน้าแรก คอลัมนิสต์ สิ่งที่มีค่าก...

สิ่งที่มีค่ากว่า’เงินทอง’ โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

5.10.16 | 11:00 น.

10ปีที่ผ่านมาในช่วงที่ทำงานอยู่กระทรวงสาธารณสุข จำได้ว่าเคยมีการรณรงค์สร้างสุขภาพของคนในชาติร่วมกับพี่ๆ น้องๆ ชาวกระทรวงสาธารณสุข ด้วยมอตโต้ที่ว่า “สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง”

มอตโต้ ดังกล่าว แปลว่า การมีแต่เงินทอง เป็นแสนเป็นล้าน ซื้อสุขภาพดีไม่ได้ และก็ไม่มีขายด้วย ตัวเราต้องตระหนักใส่ใจ ดูแลสุขภาพด้วยตัวเองเท่านั้น คือ “3 อ” ได้แก่ การออกกำลังกายวันละ 30 นาที 3-4 วันต่ออาทิตย์ กินอาหารให้ครบทุกหมู่ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ทุกวันควรให้มีอารมณ์ดีด้วยการยิ้ม หัวเราะ หรือสวดมนต์ นั่งสมาธิเพื่อให้มีสติและปัญญา สิ่งนี้คือ “วัคซีนชีวิต” สร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดีที่สุด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันโรคที่ฮิตเป็นมากทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยคือ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงพบว่า 1 ใน 3 คน เดินบนถนนทั่วไป 3 คน 1 ในนั้น เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ค่อนข้างแน่นอน ถ้าเป็นแล้วส่วนใหญ่จะหนีไม่พ้นด้วยการป่วย ตาย ด้วยโรคหัวใจขาดเลือด เรียกว่า Stemi โรคหลอดเลือดสมอง แตกหรือตีบ เรียกว่า Stroke หรือไม่ก็โรคไตวาย (Chronic Renal Failure) ถ้าเป็นโรค “เบาหวาน” แล้วก็มักจะมีความดันแถมด้วย พบได้เสมอๆ เพราะร่างกายมีการสร้างไขมันเลวมากกว่าปกติ ทำให้เกิดหลอดเลือดแข็งเร็วขึ้นจึงมักจะมี “ความดันโลหิตสูง ตามมา”

ส่วน “3 ลด” ซึ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้คนยังไม่เป็นเบาหวาน ความดันให้เป็นเร็วขึ้นกว่าปกติ หรือถ้าเป็นเบาหวานความดัน มีโรคแทรกซ้อน 3 โรค ดังกล่าวได้แล้วและเร็วขึ้น ได้แก่ การลดอ้วน ลดเหล้า ลดบุหรี่… “3 ตัว” นี้สำคัญ การลดง่ายๆ คือ ละ เลิก อย่าไปเสพในสิ่งที่ห้ามเสีย ลดตัดใจ “อบายมุข” ที่ทำให้สุขภาพเลวขึ้น กล่าวได้ว่า “3 อ 3 ลด” มีเงินอย่างไร ซื้อขายกันไม่ได้ เจ้าของร่างกาย เจ้าของชีวิตเองเท่านั้น ต้องสร้างเอง ทำเอง เพื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงทั้งกายและใจ นานเท่านาน ชีวิตมีสุข ตลอดอายุขัย “ของเรา” ฉันใด โรค NCD ก็จะเกิดกับตัวเราช้าฉันนั้น

ในสายตาของปุถุชนโดยทั่วไปนั้น คนจะมองว่า ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดมีค่ามากกว่า “เงินทอง” อีกแล้ว จะเห็นได้จากการต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายของผู้คนทั้งหลายที่เป็นไปด้วยเร่งร้อนรุนแรง และหนักหนา ทั้งนี้ก็เพราะ “เงิน” ตัวเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อความ “มั่งคั่ง ร่ำรวย” ด้วยเงินทองทั้งนั้น บูชาว่า “เงินคือพระเจ้า” บางทีปากจะอ้างว่าเพื่อนั่น เพื่อนี่ แต่เจตนาลึกๆ แล้ว ก็เพื่อเงินตัวเดียว เพราะเงินตัวเดียว ที่ทำให้ผู้คนลดเลี้ยวเคี้ยวคด โดยลืม “ตัวเอง” คือ “ร่าง” ผู้รับใช้ชีวิต หารู้ไม่ว่า ยิ่งใช้เขามาก ตรากตรำ สมบุกสมบันใช้เขาอย่างไม่ปรานีได้ดูแลเขา (ร่าง + จิตใจ) ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง เขาอยากได้อะไร

เช่นเขาต้องการอากาศ : สดใส สดชื่น ไร้มลพิษ, ออกกำลังกาย : เพื่อเพิ่มสมรรถนะ ทำให้ร่างกายแข็งแรง กระปรี้กระเปร่า สดใสพร้อมทำงานตลอดเวลา, อารมณ์ : ต้องการสุขภาพจิตใจปลอดโปร่ง ไม่เครียด, อาหาร : โดยเฉพาะอาหารดีๆ มีสารอาหารครบ 5 หมู่ ไม่หวาน ไม่เค็ม ไม่มัน ทั้งอยากให้เจ้าของร่างกาย ช่วยลดอบายมุขต่างๆ ที่ทำให้ “ร่าง” มีอาการทรุดโทรมเร็วเกินไป ช่วยลดความอ้วนให้หน่อย อย่ากินเหล้า อย่าสูบบุหรี่ได้ไหม? เพราะจะทำให้ร่างกายมีความสุข สบาย ไม่เจ็บป่วยเร็วขึ้น และไม่ต้องป่วยนอนในโรงพยาบาล

Advertisement

แต่ไฉน คนส่วนใหญ่จึงมองข้าม ความต้องการของ “ร่าง” ไปได้ เพราะความต้องการ ความอยาก จนขาดสติ จะมารู้อีกทีก็สายไปเสียแล้ว หากจะประมวลว่า “ความคิด กับความจริง” แต่ละคนมองผิดแผก แปลกแยก ต่างกันไป “ความรับรู้ทางกาย กับความรับรู้ทางใจ” หากวิเคราะห์ให้เห็นชัดเจนว่า “ความคิด” ต่างจาก “ความจริง” ขอให้ยึดถือยึดติดใน “ความจริง” ที่ว่า การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ปลอดหวาน มัน เค็ม การมีอารมณ์ดี ทำให้มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง และลดอ้วน ลดเหล้า ลดบุหรี่ให้ได้ จะช่วยให้ป่วยช้า ตายช้าอีกด้วย “การคิด” คิดเองไปต่างๆ นานา มักเกิดจากการมัวหลงเพลิน ติดอยู่ในความสมบูรณ์ บริบูรณ์ทางกาย ก็ย่อมไม่คำนึงถึงความบกพร่องทางใจ ถึงแม้จะบกพร่องไปเพียงใดก็ไม่เห็น ไม่เข้าใจ พูดอย่างไรก็ไม่เชื่อ เห็นทุกข์เป็นสุข เห็นชั่วเป็นดี เห็นการเสียเป็นการได้ เห็นโทษเป็นคุณ เช่นเดียวกับการเห็นการได้มาตามปรารถนาต้องการ เป็นโชคเป็นลาภความสมบูรณ์ การเห็นเช่นนั้นเป็นการผิด เช่น ได้รับของขวัญบุหรี่ดีของนอกราคาแพง เหล้าวิสกี้ ราคาแพง ของนอก ขาหมูจากเยอรมันราคาแพงๆ รู้สึกเสียดาย เชื่อว่าคุณภาพดี ละไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ ต้องกินต้องดื่มให้หมด

เรื่องนี้การจะทำการเห็นผิดเช่นนั้น ให้เป็นการถูกได้ ต้องทำสติ ต้องใช้ปัญญา ต้องพิจารณาตนเอง อย่างไม่หลอกตนเอง อย่างเปิดเผยจริงใจ และจะได้พบ “ความจริง” ความเห็น “ถูก” ว่าความอยาก “ความต้องการ” เป็นความโลภเป็นเหตุแห่งทุกข์ นำมาซึ่ง “โรคภัยไข้เจ็บ” นำมาซึ่งความเดือดร้อนของตน ซึ่งก็คือ ความเจ็บป่วย ล้มหมอนนอนเสื่อ และนำมาซึ่งความทุกข์ ให้กับคนอื่นๆ เช่น ครอบครัว มีความอยากมากต้องการมาก ก็มีความทุกข์มาก มีความเดือดร้อนมาก มีความอยากน้อยต้องการน้อย ก็มีความเดือดร้อนน้อย ถ้า “ละ” เสียได้ ก็จะไม่เกิดหรือเกิดช้าลงๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ การมีสุขภาพดี แข็งแรงให้นานเท่านาน

อีกเรื่องหนึ่ง มีผู้ชอบกล่าวว่า “เงินไม่มี เกียรติก็ไม่มี” นั่นไม่ใช่ความถูกต้อง เป็นความรู้สึกของคนบางคน ที่ชอบการปลุกกระแส “ค่านิยม” ที่ผิดๆ แล้วคนเราก็มักจะเชื่อตามความเชื่อบอกกล่าวเล่าต่อๆ กันมา กลายเป็น “วัฒนธรรม” ขององค์กรหลายๆ แห่งในปัจจุบันนี้ “เงิน” กับ “เกียรติ” มิใช่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มิใช่เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ในชุมชน หมู่บ้าน คนบ้านนอก ยังพบว่า “คนไม่มีเงิน แต่มีเกียรติ” ก็พบได้อยู่มีมากถมไป ประมาณว่า แม้จนไร้เงินแต่ตัวเขาเองก็มีค่า และเขาภูมิใจที่มีคนในหมู่บ้าน ชุมชนศรัทธา เคารพนับถือ ไปไหนมาไหนคนยกมือไหว้ กราบกราน มีงานการในบ้านมีคนมาช่วยกันมากมาย ตรงข้าม “คนมีเงิน แต่ไม่มีเกียรติ” ก็มีอยู่ถม เช่นมีเงินแล้วดูถูกคน ไม่ให้เกียรติคน ใช้อำนาจและเงินข่มเหงคนอื่น เป็นต้น

ความสำคัญอยู่ที่ว่า “เงินที่มี” หรือ “ที่ได้มานั้น” เป็นเงินที่จะทำให้เกียรติยศ ชื่อเสียง สิ้นหมดไปหรือไม่ ควรพิจารณาให้รอบคอบในเรื่องนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ยังคำนึงถึง ชื่อเสียงเกียรติยศของตนเองและวงศ์ตระกูล บางคนในชุมชน พ่อแม่ได้เงิน มีเงินจาก “ทุจริต” ชุมชนจับได้ ยังมีผลกระทบต่อ บุตร หลาน ทำให้การดำรงอยู่ในสังคมได้ยาก ถูกชี้หน้า ตีตรา ไปจนถึงลูกหลานได้เช่นกัน พึงตระหนักให้ดีกับความคิดและความจริง ที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต ว่า “ถูกต้อง” หรือไม่…

อีกสิ่งหนึ่งคือ “เวลา” เราคงจำได้ “วันเวลาและวารีไม่คอยใคร” ประมาณว่า “เวลา” มีค่ายิ่งหาซื้อขายไม่ได้ ถ้าหากมีโอกาสหรือกรอบเวลาของการคิดที่จะดำเนินการหรือสิ่งที่ควรจะต้องทำ ขอให้ใช้ “สติ” และมี “สมาธิ” เลือกใช้เวลาอันมีค่า ตัดสินใจ “ดำเนินการ” หรือ “ทำ” ตั้งแต่เดี๋ยวนี้และทันที ผู้เขียนเคยเห็นเคยพบเสมอว่า รุ่นเด็กรุ่นน้องหลายคน จบเป็นบัณฑิตแล้วได้เงินเดือนแล้ว ว่าจะเอามาให้พ่อให้แม่ ด้วยแรงกตัญญู แต่ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เช่น เดี๋ยวรอให้มีเงินมากกว่านี้ ตอนนี้ต้องส่งค่ารถ ค่าบ้าน เลี้ยงดูแฟน เงินไม่พอเอาไว้ก่อน หรือเมื่อท่านป่วยเจ็บ พ่อแม่ก็หวังว่าลูกจะมาเยี่ยมเยือน พาพ่อแม่ไปตรวจรักษายามป่วยไข้ พ่อแม่ก็ตั้งหน้าตั้งตารอลูกรักที่ส่งเรียน จะเป็นผู้เป็นคนเป็น “บัณฑิต” ได้รับพระราชทานปริญญาแล้ว มีเงินเดือนเลี้ยงตัวเองได้แล้ว มีเวลาเที่ยว มีเวลาไปไหนได้ทุกที่ แต่… “เวลา” ที่จะให้ผู้บังเกิดเกล้าหามีไม่ จนหมดเวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะรอคอยลูกรัก ทั้งสองท่านได้เสียชีวิตด้วยป่วยไข้ในเวลาต่อมา ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี่พบได้เสมอ…หมดเวลาสำหรับลูกคนดังกล่าว…ตรงกันข้าม พ่อแม่ที่มีลูกชาย ขี่สามล้อยากจน หาเช้ากินค่ำ มีเวลาดูพ่อแม่ ซื้ออาหารให้กินตามอัตภาพ ดูแลเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยทุกคราไป ผู้เขียนอยากบอกว่า “เวลา” หาซื้อขายไม่ได้ เช่นเดียวกัน และ “เวลา” มีค่ามากและมากที่สุด มากกว่า “เงินทอง” สำหรับ “เวลา” ที่ลูกพึงมีและพึงให้ และจงตระหนักพึงปฏิบัติให้กับ “คุณพ่อ คุณแม่” บังเกิดเกล้า ซึ่งมีหนึ่งเดียวในโลกนี้ สำหรับชีวิตเรา หาไม่ได้อีกแล้ว

การเป็น “คนดี” จิตใจดี และมีกัลยาณมิตรที่ดี มีค่ากว่า “เงินทอง” จะเป็นคนดีได้ ต้องมีจิตใจที่ดีก่อน เพราะใจเป็นประธาน ใจเป็นใหญ่ ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ จิตใจเราฝึกให้ดีได้เพียงใด ก็เรียกว่า รักษาตัวให้ดีได้เพียงนั้น ใจคนเราแวดล้อมด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลงมากเพียงไร เราต้องพยายามหนีให้ไกลจากกิเลส 3 กองนี้ คือ รัก โลภ โกรธ หลง ตั้งใจทำให้จงได้ ตั้งใจทำให้จริงจัง แล้วจะได้ผล

ผู้ใดไม่ได้ฝึกตนให้เป็น “คนดี” ใครไหนเล่าจะสนใจ มาให้ความช่วยเหลือมาให้เป็นที่พึ่ง “คนดี” มีปัญญานั้น จะให้ผู้ใดพึ่งจักต้องพิจารณาเห็นความเหมาะความควรก่อนเสมอ จะให้ยอมให้ตนเป็นที่พึ่งของใคร อย่างไม่พิจารณา… ผู้ฝึกตนดีแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งของตนเองได้ ใครรู้ใครเห็นย่อมยินดี มีกัลยาณมิตรแท้ ที่จะให้ความอุปการะช่วยเหลือ ความขัดข้องย่อมยากจักเกิดแก่ผู้มีตนที่ฝึกดีแล้ว

สมเด็จพระพุทธญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ท่านกล่าวไว้ว่า…”ความดีเปรียบได้เหมือนแก้วสารพัดนึก” มีค่ายิ่งกว่า… “เงินทอง” ซื้อขายไม่มี และไม่ได้ต้องสร้างเอง ด้วยการเป็น “คนดี” โดยเฉพาะเป็นผู้ทำกรรมดี มีวิชาดี มีศีล มีธรรม และดำเนินชีวิตด้วย “ความถูกต้อง”…”ความดี” นี้มีอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ จึงไม่ควรประมาทความดี ควรทำความดีไว้เสมอๆ ให้มากให้เต็มสติปัญญาความสามารถ มีโอกาสใด ช่องทางใดที่จะทำความดีให้รีบทำ พึงอย่าละเลย ละเว้น พึ่งตนเองให้ดีได้เพียงไร จะเห็นด้วย “ตน” กับที่ว่า ได้มีที่พึ่งที่ดีเพียงนั้นก็คือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”…”อัตตาหิ อัตตโน นาโถ” เกิดภูมิคุ้มกันชีวิต ไม่ต้องว้าเหว่ ไม่ต้องเกรงกลัวว่า จะมีอุปสรรคใดๆ เกิดขึ้นในชีวิตไงเล่าครับ