มิใช่เรื่องพระเจ้าลงโทษ อาเพศ อาถรรพ์ มนต์ดำ ลงทัณฑ์บ้านเมือง… พายุทอร์นาโด (Tornado) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายได้กระจ่างแจ้ง
วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา ช่วงค่ำ… ฝูงพายุทอร์นาโดกว่า 30 ลูก สร้างความพินาศในหลายพื้นที่ตอนกลางและตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ลมมฤตยูหมุนไปบนพื้นดินไกล 365 กิโลเมตร ใน 6 รัฐ หนักสุดคือ รัฐเคนทักกี คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเกิน 80 ราย
พายุรูปร่างคล้ายงวงช้าง หมุนในทางดิ่งด้วยความเร็วสูง กวาดไปตามพื้นที่ต่างๆ …สร้างหายนะในอเมริกามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ทอร์นาโด (Tornado) คนไทยเรียกแบบบ้านๆ ว่า “พายุงวงช้าง” เป็นพายุที่เกิดจากการหมุนของอากาศ สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ โดยลักษณะที่พบได้บ่อยที่สุดคือลักษณะ “รูปทรงกรวย” ส่วนปลายโคนชี้ลงที่พื้น
ทอร์นาโด “ส่วนใหญ่” เกิดในสหรัฐอเมริกา
ในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2564 เกิดพายุทอร์นาโดที่เมืองอู่ฮั่นและเมืองซูโจวมีผู้เสียชีวิตรวม 12 ราย
ทอร์นาโดที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์โลก คือพายุทอร์นาโด Daulatpur-Saturia ในบังกลาเทศเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2532 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1,300 ราย
เมื่อ “ลมร้อน” และ “ลมเย็น” มาเจอกันและก่อตัวให้เกิด “ลมหมุน” และเมื่อลมหมุนในระดับไม่คงที่ ทำให้ปลายข้างหนึ่งลงมาสัมผัสที่พื้นดิน
ภูมิประเทศสหรัฐอเมริกามีบริเวณ “ร่องทอร์นาโด” เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศที่สามารถก่อให้เกิดลมร้อนและไอเย็นปะทะกันบริเวณทุ่งราบ (ตามภาพแผนที่)

พายุงวงช้าง แบ่งออกเป็นหลายระดับตามกำลังทำลายและความเร็วลม โดยแบ่งเป็น F0-F5 โดย F0 เป็นทอร์นาโดที่อ่อนกำลังสุด และ F5 เป็นทอร์นาโดที่กำลังแรงสุด
พายุแนวตั้ง ที่หมุนอย่างรวดเร็ว รุนแรง บริเวณปลายงวง (ตรงที่แตะพื้นดิน) อาจกว้าง 1.5 กม. กวัดแกว่งไปมา อาละวาด ทำลายทุกสรรพสิ่งบนพื้นที่ไกลถึง 400 กม.
มักจะเกิดในพายุฝนฟ้าคะนอง มาพร้อมกับลูกเห็บยักษ์
พายุทอร์นาโดใหญ่-เล็ก โจมตีอเมริกานับร้อยลูกทุกปี
นักวิทยาศาสตร์บันทึกสถิติเอาไว้ พื้นที่ในรัฐทางตะวันออกของเซาท์ดาโกตา เนบราสกา แคนซัส โอกลาโฮมา ทางตอนเหนือของเท็กซัส และโคโลราโดตะวันออก มักเป็น “แหล่งกำเนิด” ของพายุที่มีพลังทำลายล้างมากที่สุด
พายุทอร์นาโดถือว่าเป็น “ขาประจำ” ที่เกิดขึ้นทุกปีขนาดใหญ่-เล็ก เป็นเรื่องที่ต้อง “รับสภาพ” แบบมีการเตรียมการ
ปัจจุบัน…มีการแจ้งเตือน มีระบบป้องกันภัย มีหน่วยงานเฝ้าตรวจ แจ้งเตือน รับผิดชอบแบบ “พลาดไม่ได้”
ในปี พ.ศ.2532-2533 ผู้เขียนไปศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกสหรัฐ ฟอร์ตเลฟเวนเวิร์ธ รัฐแคนซัส ที่อยู่ตรงกลางประเทศ เมื่อเข้าที่พักในอาคารที่พักที่เรียกว่า BOQ ในค่าย เจ้าหน้าที่แนะนำนายทหารต่างชาติทุกคนว่า
นี่…คือที่หลบภัยเมื่อเกิดทอร์นาโด
เปิดประตูลงไปชั้นใต้ดิน มีบันได มีห้องกว้าง มีไฟฉาย มีอุปกรณ์เพื่อการยังชีพในระยะเวลาสั้นๆ …นึกขำในใจว่า พายุบ้าอะไรมันจะดุร้ายขนาดนั้น (วะ)
และเมื่อมีโอกาสไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนชาวเมืองแคนซัส… เกือบทุกบ้านมี “ห้องใต้ดิน” สำหรับหลบภัยทอร์นาโดจริงๆ
สถานที่ทำการของรัฐ โรงเรียน มีห้องนิรภัยใต้ดิน
เฮ้ย…แสดงว่าทอร์นาโดมันโหดและมีจริงนี่หว่า…
มีข้อมูลอธิบายว่า…ก่อนเกิดทอร์นาโด จะมีลมหมุนอย่างรุนแรงซึ่งขยายตัวจากพายุฝนฟ้าคะนองสู่พื้นดิน ท้องฟ้าจะมืดและเปลี่ยนฉากเป็นสีเขียว เข้มขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างบนท้องฟ้าปั่นป่วน
เมฆพายุสีดำพุ่งมารวมตัวกัน ลูกเห็บขนาดลูกเบสบอลอาจตกลงมา จู่ๆ กรวยก็ปรากฏขึ้น เหมือนมีอสูรมาสร้างขึ้น
ก้อนเมฆหมุนรวมตัวกลายเป็นรูปกรวย ลงไปแตะที่พื้น สะเปะสะปะ กวาดไปพร้อมกับเสียงคำราม ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในกรวยคือ ความพินาศ อาคาร รถยนต์ จะถูกปั่น-ดูดขึ้นไปใน “งวงนรก”
ประชาชนในพื้นที่อื่นสามารถออกมายืนมอง “งวงนรก” ที่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า จะทราบว่าตอนนี้พายุไปกวาดล้างบ้านเมืองตรงไหน
ภาวนาว่า…ไอ้งวงนรก..แกไปไกลๆ ไม่ต้องแวะมาที่เมืองของฉัน
เทคโนโลยีทางการสื่อสารปัจจุบัน จะทำให้ชาวเมืองทราบข้อมูล ก่อน-ระหว่างการเกิดทอร์นาโด
การแจ้งเตือนล่วงหน้า คือ หัวใจ ของการทำงาน
รัฐเท็กซัสที่กว้างใหญ่ มีพื้นที่เกือบๆ เท่าประเทศไทย มีสถิติเกิดสูงสุดคือ 120 ครั้งต่อปี
มีรายงานพายุทอร์นาโดในอังกฤษ อินเดีย อาร์เจนตินา และประเทศอื่นๆ แต่แน่นอนที่สุดคือ เกิดในสหรัฐอเมริกามากที่สุด หนักที่สุด เพราะภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของอเมริกา เอื้อต่อการเกิดพายุลักษณะนี้
ตามสถิติที่บันทึกไว้…เดือนพฤษภาคมจะเกิดทอร์นาโดมากกว่าเดือนอื่นๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่ายแก่ๆ ในเวลานี้ดวงอาทิตย์ได้ทำให้พื้นดินและชั้นบรรยากาศร้อนพอที่จะทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน ศึกษา เก็บข้อมูลมาตลอดเพื่อเรียนรู้ ทำความรู้จัก “ผู้ทำลาย-วายร้าย” ตัวนี้
ปลายงวงที่กระทบพื้น อาจใช้เวลาไม่กี่วินาทีหรืออาจจะหมุนทำลายบริเวณนั้นนานเป็นชั่วโมง
18 มีนาคม พ.ศ.2468 คือ หายนะร้ายแรงที่สุดในสหรัฐ
วันนั้น…ทอร์นาโดมีความกว้างราว 1.5 กม. ลมแรงถึง 500 กม.ต่อชั่วโมง รุนแรงถึงระดับสูงสุด มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 695 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน จากเหตุรถยนต์บนถนนที่พลิกคว่ำในมิสซูรี อิลลินอยส์ และอินเดียน่า
พายุงวงช้างมฤตยูลูกนั้น ทำลายล้างทุกสิ่งบนพื้นดินต่อเนื่องเป็นระยะทาง 350 กม. เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 100-120 กม.ต่อชั่วโมง กวาดล้างอยู่นาน 3 ชม. 30 นาที ก่อนสลายตัวลงไป
ทุกปีในอเมริกา พายุทอร์นาโดสร้างความเสียหาย คร่าชีวิตผู้คนโดยเฉลี่ยประมาณ 70 คนต่อปี
ผู้เสียชีวิต…ส่วนใหญ่ถูกกระแทกด้วยเศษซากที่ปลิวว่อน วัสดุจากหลังคา กระจกแตก ประตู แท่งเหล็ก
นักวิทยาศาสตร์ต้อง “รู้จักข้าศึก” ของแผ่นดินอเมริกา เพราะมันคือ หายนะของแผ่นดินที่ซ้ำซาก มีการศึกษาเฉพาะเรื่องพายุ
นักอุตุนิยมวิทยาที่ US National Weather Service ใช้เรดาร์ ดาวเทียม บอลลูนตรวจอากาศ และแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อเฝ้าตรวจดูท้องฟ้าตลอดเวลา…แจ้งเตือนอย่าง แม่นยำ ทันเวลา
ที่โหดกว่าทอร์นาโด คือ เฮอร์ริเคน (Hurricane)…
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างพายุ “เฮอร์ริเคน” และพายุ “ทอร์นาโด” คือ “ความใหญ่และความยาวนาน”
เฮอร์ริเคนจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยกิโลเมตร ลมแรงและฝนตกหนักทั่วทั้งภูมิภาค เฮอร์ริเคนลูกใหญ่ที่สุดในอเมริกา ชื่อ แซนดี้ (Hurricane Sandy) เกิดในปี พ.ศ.2555
เฮอร์ริเคน แซนดี้ ทำลายนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์เกิดความพินาศมากกว่า 70 พันล้านเหรียญ เสียชีวิต 175 คน
คุณสมบัติของพายุเฮอร์ริเคน อาจสร้างความวิบัติได้นานหลายวัน ส่วนพายุทอร์นาโดมักใช้เวลาสั้นกว่า
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า…พายุเฮอร์ริเคนก่อตัวเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก ใกล้เส้นศูนย์สูตรและอยู่ไกลจากแผ่นดิน “แหล่งพลังงานของพวกมันคือน้ำทะเลที่อบอุ่น”
เฮอร์ริเคนส่วนใหญ่เข้าโจมตีสหรัฐในฤดูร้อนและต้นฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นช่วงที่มหาสมุทรในซีกโลกเหนือมีอากาศอบอุ่นที่สุด
จากสถิติ…พายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 พ.ย. ใน 1 ปี จะมีพายุเฮอร์ริเคนโดยเฉลี่ย 12 ลูกพัดถล่มสหรัฐอเมริกาตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกหรือชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก
ในซีกโลกเหนือ พายุเฮอร์ริเคนหมุน “ทวนเข็มนาฬิกา” และโดยทั่วไปจะพัดไปทางตะวันตกเฉียงเหนือโดยลมค้าขาย ในซีกโลกใต้ พายุเหล่านี้หมุน “ตามเข็มนาฬิกา”
มหาอำนาจอเมริกาเผชิญกับภัยพิบัติ ทอร์นาโด เฮอร์ริเคน มาโชกโชน มีการบันทึกสถิติไว้อย่างละเอียดเพื่อการศึกษาป้องกัน
8 กันยายน พ.ศ.2443 พายุเฮอร์ริเคนกัลเวสตัน (Great Galveston hurricane) ความเร็วประมาณ 225 กม.ต่อชั่วโมง กระหน่ำเมืองกัลเวสตัน เท็กซัส ทำให้ผู้เสียชีวิตระหว่าง 6,000-12,000 คนในสหรัฐอเมริกา คลื่นยักษ์สูงราว 4 เมตรจากทะเลพุ่งเข้าทำลายอาคารที่ใช้ทั้งหมดประมาณ 7,000 หลัง จำนวนประชากรราว 38,000 คน ไร้ที่อยู่อาศัย
กัลเวสตัน รัฐเท็กซัส เป็นเกาะรูปร่างยาวรี เป็นที่ราบ ชายหาดสวยงาม ที่กำลังรุ่งเรือง กลายเป็นเมืองร้าง ผู้คนทั้งหลายเข็ดขยาด เลยหนีไปอยู่เมืองฮิวสตัน (Houston, Texas)
เหตุร้ายวันนั้น….การติดต่อสื่อสารล่มสลาย น้ำทะเลเข้าท่วมเมือง ไม่มีอาหาร น้ำ น้ำมัน ซากศพผู้เสียชีวิตเกลื่อนเมือง
เป็นฝันร้ายของชาวอเมริกันที่ “สุดสยอง”
ผู้เขียนสอบถามเพื่อนชาวเท็กซัส เรื่อง “การประกันภัย” จากภัยธรรมชาติ ได้รับคำตอบว่า ชาวอเมริกันที่เป็นเจ้าของบ้าน “ส่วนใหญ่”ในพื้นที่จะ “ทำประกันภัย”
หน่วยงานในอเมริกาที่ช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ คือ FEMA : Federal Emergency Management Agency ที่ขึ้นตรงกับกระทรวงป้องกันมาตุภูมิ ซึ่งมีหลักการ คือ จะไม่จ่ายเงินช่วยเหลือ หากแต่จะให้ความช่วยเหลือบางส่วนกับผู้ที่มิได้ทำประกันภัย
ภัยพิบัติหลัก หนักหนา ของอเมริกา คือ พายุเฮอร์ริเคน พายุทอร์นาโด ไฟป่า แห้งแล้ง น้ำท่วม
ส่งท้ายครับ…ในอเมริกา มีคนกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า “นักล่าพายุ” (Stormchaser) คนกลุ่มนี้ต้องการเข้าไปใกล้ชิดกับทอร์นาโด ตั้งใจขับรถไปไล่ล่า ด้วยอยากรู้อยากเห็น เพื่อการผจญภัย การสืบสวนทางวิทยาศาสตร์ ไปทำหน้าที่รายงานข่าว ถ่ายภาพ
เมื่อมีรายงานเตือนเรื่องพายุทอร์นาโดเกิดที่ไหน มันคือ “ความสนุก” มันคือเป้าหมายที่ต้องการเข้าไปใกล้ชิด ถึงแม้จะต้องเสี่ยงตาย แต่มันสนุก ตื่นเต้น เร้าใจที่จะได้ “รายงานสด” ต่อสาธารณชนผ่านโทรศัพท์มือถือ บ้างก็ได้ออกทีวี
“นักล่าพายุ” บางคนถึงกับลงทุนสร้างรถยนต์ผจญภัย ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพื่อเข้าไปไล่ล่า ไปเผชิญกับพายุ บ้างก็ได้ค่าตอบแทนจากสำนักข่าว บ้างก็เสียชีวิต ทั้งหมดคือ ความตื่นเต้น
รอบบ้านเรา…เมื่อ พ.ศ.2551 พายุไซโคลนนาร์กิส ที่ไร้ความปรานี พัดขึ้นฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของพม่า กวาดขึ้นมาที่ย่างกุ้ง บ้านเมืองพินาศ มีคนตายไปราว 1 แสนกว่าคน
ทางทิศตะวันออก ทางเหนือ ของไทย ประเทศที่เป็นด่านหน้า ยืนเด่นท้าทายรับแรงกระแทกพายุมาตลอดกาล…ประชาชนสู้ยิบตา คือ ฟิลิปปินส์และเวียดนาม
ประเทศไทย…ไม่ค่อยมีภัยที่ไหนมารบกวน…

