จะไม่ขอเริ่มด้วยข้อเด่น แต่จะขอเริ่มด้วยข้อ ‘ฮา’ สักเล็กน้อย เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2564 มีเยาวชนออกมาชุมนุม เป็นธรรมดาที่พวกเขาอยากได้รัฐธรรมนูญใหม่และอยากให้นายกรัฐมนตรียุบสภา เยาวชนกลุ่มนี้มีวิธีการสื่อสารที่น่าสนใจ คือใช้การตีกลองและการโลดเต้น แล้วเผยแพร่การแสดงผ่านคลิป โดยอาศัยทำนองเพลงเก่า “ลามะลิลา ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา” ขอนำเนื้อร้องใหม่ของเยาวชนกลุ่มนี้มาเสนอโดยสังเขปดังนี้
“ลามะลิลา ขึ้นต้นอะไรก็ได้ แต่คำลงท้ายต้องเป็นสระ อา
ลามะลิลา ขึ้นต้นก็เป็นทหาร พออยู่นาน ๆ เข้าไปนั่งในสภา
ลามะลิลา จงสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อประชาธิปไตยอันโสภา
ลามะลิลา พวกเราไม่เอาเผด็จการ ขอให้รัฐบาลโปรดยุบสภา …”
เลยขอแต่งเติมตามภาษาผมว่า “ลามะลิลา อยากได้ของขวัญปีใหม่ ขอให้ออกไปให้พวกเราได้ ฮา”
บทความนี้เป็นการนำ “รายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนปี 2564: 10 เด่น 10 ด้อย” ของสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ในบางข้อมาแลกเปลี่ยน ผมชอบที่ สสส. มีทั้งติ ทั้งชม หรือเสนอทั้งข่าวดี (ข้อเด่น) และข่าวร้าย (ข้อด้อย) ถึงจะควานหาข้อเด่นได้ไม่ครบ 10 คือได้แค่ 7 ข้อก็ยังดีที่มีความคืบหน้า แต่ผมจะขอแลกเปลี่ยนเพียง 4 ประเด็น โดยในแต่ละประเด็นก็อาจเห็นทั้งด้านความคืบหน้าและถดถอย แต่ก่อนอื่น จะขอแวะออกนอกเรื่องเพื่อเสนอข้อคิดในการมองข้อเด่นและข้อด้อยไปด้วยกัน
ผมกำลังนำหนังสือชื่อ “ง่ายงามในความธรรมดา” ของเพม่า โชดรัน มาอ่านอีกครั้ง ครั้งนี้สิ่งที่มาสะกิดใจคือเรื่องการให้คำมั่น ซึ่งเป็นข้อคิดเพื่อนำไปปฏิบัติ คำมั่นมี 3 ข้อคือ 1) ตั้งมั่นไม่ทำร้าย 2) ตั้งมั่นดูแลซึ่งกันและกัน 3) ตั้งมั่นโอบรับโลกดังที่เป็น ดูเหมือนว่า เพม่าชวนให้เราอธิษฐานจิตในสามข้อนี้ ข้อแรกเข้าใจง่ายหน่อย โดยอาศัยคำสอนของเถรวาทเป็นสำคัญ ข้อสองอาจมองว่าเป็นเรื่องของโพธิจิตของมหายาน ส่วนข้อสามดูจะเป็นเรื่องพื้นฐานคือการปลดปล่อยตนจากการหลงไปกับโลกดังที่อยากให้เป็น เพม่าขยายความข้อแรกว่าเป็นเรื่องของการรักษาศีล เพื่อจะได้ไม่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น อยู่กับปัจจุบัน และอยู่ตรงกลาง เพม่าอธิบายเรื่องการอยู่ตรงกลางโดยยกโลกธรรม 8 มาว่ากล่าว อยู่ตรงกลางคงหมายถึงการอยู่ระหว่างทุกข์กับสุข ไม่ใช่เอาแต่หนีทุกข์หาแต่สุข อยู่ระหว่างลาภกับเสื่อมลาภ ไม่ใช่ดีใจเมื่อได้ลาภและเสียใจเมื่อเสื่อมลาภจนเกินไป อยู่ระหว่างเกียรติยศกับอัปยศ ไม่ใช่ลุ่มหลงแต่ในเกียรติ และสุดท้ายคืออยู่ระหว่างสรรเสริญและนินทา โดยทั้งสองด้านเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครหนีพ้นคำนินทา เป็นต้น
ผมคิดว่าการตั้งมั่นไม่ทำร้ายเป็นเรื่องเดียวกับการเคารพสิทธิมนุษยชน และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนคือการไม่อยู่ตรงกลาง คือจะมุ่งแต่ข้อดี (สุข ลาภ เกียรติ สรรเสริญ) จนจะทำร้ายตนเองและผู้อื่นเพื่อให้สมหวังหรือเมื่อผิดหวัง จึงอยากคุยเรื่องสิทธิมนุษยชนว่า “ในร้ายก็มีดี” ความคืบหน้าและถดถอยในสายตาเราอาจไม่ใช่ในสายตาคนอื่นก็เป็นได้ กระนั้นก็พอมีเกณฑ์วัด นั่นคือมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน แม้จะโต้แย้งกันได้หรือเข้าข้างกันได้อยู่ดี แต่ก็ต้องตั้งสติและระวังเรื่องสุดโต่งเอาไว้ หรือระวังการไม่อยู่ตรงกลางในโลกธรรม 8 นั่นแหละ
เรื่องแรกที่จะนำมาแลกเปลี่ยนคือเรื่องที่ขึ้นต้นไว้ คือการแสดงออกของเยาวชนที่มีความตื่นตัวทางการเมือง มองในแง่สิทธิมนุษยชนถือเป็นข้อเด่น การเป็นพลเมืองที่ตื่นตัว (active citizen) มีบัญญัติอยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child CRC) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535 ซึ่งบัญญัติไว้ใน มาตรา 12, 13, 15 ว่า เด็กมีสิทธิรวมกลุ่มโดยสันติ มีสิทธิชุมนุมโดยสงบตามหลักการประชาธิปไตย และมีสิทธิในการแสดงออก การที่รัฐจะจำกัดสิทธิเหล่านี้ต้องมีหลักเกณฑ์พื้นฐาน 3 ประการ คือ หลักกฎหมาย หลักความจำเป็น และหลักความได้สัดส่วน (proportionality) โดยต้องคำนึงว่า รัฐไม่ใช่ผู้ที่ “ให้สิทธิ” แต่เป็นผู้ที่มีหน้าที่ “ประกันสิทธิ” ให้แก่เด็กและเยาวชน
การเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวของเด็ก ถูกตอบโต้โดยรัฐที่อ้างกฎหมายแต่ไม่ค่อยคำนึงถึงหลักเกณฑ์พื้นฐาน 3 ประการดังกล่าว ข้อมูลของภาคประชาสังคมระบุว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 ถึงเดือนสิงหาคม 2564 มีการรวมกลุ่มหรือชุมนุมทั้งสิ้นกว่า 1,800 ครั้งทั่วประเทศ มีประชาชนอย่างน้อย 1,300 คนถูกดำเนินคดี ในจำนวนนี้ มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมากกว่า 180 คน ซึ่งเด็กอายุน้อยที่สุดที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 มีอายุเพียง 14 ปี และเด็กอายุน้อยที่สุดที่ถูกฟ้องโดยเจ้าหน้าที่ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ มีอายุ 12 ปี และมีเด็กชายอายุ 15 ปีคนหนึ่งต้องเสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 จากกระสุนฝังบริเวณไขสันหลังส่วนบน
เรื่องที่สองที่ขอยกมากล่าวเป็นเรื่องการซ้อมทรมาน ซึ่งเป็นคดีที่ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล (สารวัตรโจ้) อดีตผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 6 นาย กระทำการซ้อมทรมานผู้ต้องหาโดยใช้ถุงดำครอบหัวจนเสียชีวิต แต่มีการแจ้งกับแพทย์ประจำโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ว่า ผู้ต้องหาเสียชีวิตเพราะเสพยาเสพติดเกินขนาด แพทย์นิติเวชทำบันทึกสาเหตุการตาย โดยระบุว่า “สันนิษฐานว่า รับพิษจากสารแอมเฟตามีน” กระนั้น มีคลิปเหตุการณ์ซ้อมทรมานผู้ต้องหาภายในห้องทำงานของตำรวจ เผยแพร่ออกสู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 ผลการชันสูตรศพยืนยันว่าผู้ตายเสียชีวิตเพราะถูกซ้อมและถูกทรมานโดยใช้ถุงดำครอบหัวจนตาย การซ้อมทรมานของตำรวจ ไม่ใช่เรื่องที่กล่าวหากันลอย ๆ แต่มีเพียงน้อยกรณีที่สามารถหาหลักฐาน เช่นมีภาพวิดีโอดังในกรณีนี้ ข่าวดีคือสามารถดำเนินคดีกับตำรวจได้บ้าง ข่าวร้ายคือวัฒนธรรมตำรวจแม้มีส่วนดี แต่ยังมีส่วย มีรีดไถ มียัดเยียดข้อหา มีซ้อมทรมาน ฯลฯ ที่ดำเนินต่อไปอย่างลอยนวล ความพยายามปฏิรูปตำรวจก็ยังเป็นเพียงร่างกฎหมายที่อยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา
หลังจากข่าวของสารวัตรโจ้ ข่าวดีคือความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่ง (รับหลักการ) และสภาได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาในวาระที่สอง โดยมีตัวแทนองค์ภาคประชาสังคมที่ผลักดันเรื่องนี้มานานร่วมเป็นกรรมาธิการด้วย ร่างพ.ร.บ. ที่คณะกรรมาธิการกำลังแปรญัตติมีอยู่ 4 ร่างด้วยกัน ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ให้มีคณะกรรมการระดับชาติเพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการอุ้มหาย ให้มีการป้องกันมิให้มีการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกจับหรือควบคุมตัว รวมทั้งกำหนดมาตรการในการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาเหยื่อและผู้เสียหาย โดยเจ้าหน้าที่ต้องจัดทำบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้ถูกจับและควบคุมตัว รวมทั้ง สภาพร่างกาย ก่อน ระหว่างและหลังคุมขัง โดยให้ญาติมีสิทธิตรวจข้อมูลได้ และในกรณีที่เชื่อว่ามีผู้ถูกทรมานหรืออุ้มหาย บุคคลใดก็ได้มีสิทธิร้องต่อศาลให้ไต่สวนโดยพลัน ให้ศาลมีอำนาจกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลนั้นถูกทรมานหรืออุ้มหายอีกเช่นให้เปลี่ยนสถานที่คุมขัง ให้คดีทรมานและอุ้มหายเป็นคดีพิเศษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอมีอำนาจในการสืบสวน สอบสวน และให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นผู้พิจารณาคดี ให้ผู้บังคับบัญชาที่ละเลยไม่ระงับหรือป้องกันการทรมานหรืออุ้มหายมีความผิดด้วย
ถ้าจะให้เป็นข่าวดีจริง ขอให้รัฐสภาออกกฎหมายตามหลักสากลคือ ในเรื่องการทรมาน ขอให้ทำตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการกระทำอื่น ๆ ที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีด้วยการภาคยานุวัติ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ส่วนในเรื่องการกระทำให้บุคคลสูญหาย ขอให้ทำตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (CED) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบให้เข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 แต่ประเทศไทยยังไม่ให้สัตยาบันเพื่อผูกพันตนตามอนุสัญญาฯ
เรื่องที่สามที่เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาล ข่าวร้ายคือคำวินิจฉัยที่ 19/2564 ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ว่าการปราศรัยของอานนท์ นำภา ภาณุพงศ์ จาดนอก และปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เมื่อวันที่ 3 และ 10 สิงหาคม 2563 ในการชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และการชุมนุม ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเสนอข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ จำนวน 10 ข้อนั้น เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวมิใช่เป็นการใช้เสรีภาพโดยสุจริตหากเป็นไปโดยมีเจตนาซ่อนเร้น ทั้งยังเป็นการกระทำที่เป็นการใช้ความรุนแรง ข่มขู่บังคับต่อบุคคลอื่น
ข่าวไม่ค่อยดีคือคำวินิจฉัยที่ 20/2564 ที่ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ซึ่งอนุญาตให้เฉพาะชายและหญิงเท่านั้นสมรสกันได้ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ดี รัฐควรมีมาตรการที่เหมาะสมและสนับสนุนให้บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ศาลจึงมีข้อแนะนำว่ารัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตรากฎหมายเพื่อรับรองสิทธิและหน้าที่ของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเหมาะสมต่อไป
ข่าวดีจากศาลปกครองคือคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิในที่ดิน ได้แก่ น.ส.3 ก. และโฉนดที่ดินหลายแปลง ในตำบลบางสวรรค์ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะอยู่ในเขตพื้นที่ป่า การออกเอกสารสิทธิ์จึงมิชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งสั่งให้กรมป่าไม้และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาพระแสง ดำเนินการให้บริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ออกจากพื้นที่ภายใน 180 วัน นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด เรื่องนี้นับเป็นชัยชนะของสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ที่ต่อสู้เพื่อการเข้าถึงสิทธิในที่ดินมาโดยตลอด โดยให้รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรหรือแรงงานไร้ที่ดิน ซึ่งในกรณีนี้ ขอให้นำที่ดินที่เคยมีการออกเอกสารสิทธิ์โดยไม่ชอบมาจัดสรรนั่นเอง
เรื่องที่สี่เกี่ยวกับภาคประชาสังคม ข่าวดีคือบทบาทขององค์กรภาคประชาชนและชุมชน ที่ดำเนินการเพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในช่วงวิกฤตโควิด- 19 ขอยกตัวอย่างเพียงกรณีเดียวคือ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เครือข่ายสลัมสี่ภาค มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ มูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้พัฒนาแกนนำ และสร้างต้นแบบชุมชน 33 ชุมชนในพื้นที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และปทุมธานี ในการแยกตัวผู้ป่วยโควิดที่บ้านและที่ชุมชน (Home Isolation, Community Isolation) เพื่อรอการส่งต่อไปยังหน่วยบริการสาธารณสุข และต่อมาได้พัฒนาเป็นให้การรักษาเมื่อการส่งต่อไปยังหน่วยบริการสาธารณสุขไม่สามารถทำได้ ตลอดจนดูแลในมิติอื่น ๆ เช่น เรื่องจิตใจ การทำมาหากิน การให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเข้าถึงการตรวจคัดกรอง และทำงานร่วมกับชมรมแพทย์ชนบทในการตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนที่มีความเสี่ยงของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 30 ชุมชน
ข่าวร้ายคือการเพ่งเล็งหรือความระคายเคืองที่รัฐบาลมีต่อองค์กรภาคประชาสังคม ทางหนึ่งบอกว่าต้องการส่งเสริม แต่อีกทางหนึ่งต้องการเข้ามาควบคุมโดยผ่านการออกกฎหมาย โดยที่เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ… ที่ยกร่างโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตามการสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาที่น่ากังวลคือ การให้องค์กรภาคประชาสังคมอยู่ในการควบคุมของกระทรวงมหาดไทยหลายประการ เช่น บังคับให้องค์กรที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มบุคคลต้องจดแจ้งกับกรมการปกครองตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีมหาดไทยกำหนด ส่วนองค์กรที่เป็นมูลนิธิ สมาคม และองค์กรที่จดทะเบียนหรือจดแจ้งกับกฎหมายอื่นไม่ต้องจดแจ้งกับกรมการปกครอง แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีมหาดไทยกำหนด หากองค์กรภาคประชาสังคมต้องทำ “ตัวลีบ” หรือ “เป็นเด็กดี” ในสายตาของรัฐบาล จะเหลืออะไรกับเสรีภาพในการรวมกลุ่มบ้างเล่า หรือจะให้เหลือเพียงเสรีภาพในการเข้าแถวขานรับรัฐบาลเท่านั้น
สิทธิมนุษยชนมีหลักการอันเป็นสากลและมีกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ ปี 2564 เป็นอีกปีหนึ่งที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากหรือสืบทอดจากการรัฐประหาร การรัฐประหารอันที่จริงคือการประหารประชาธิปไตย เสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยประชาชนต่างหากที่เป็นสาระสำคัญของประชาธิปไตย อย่างไรก็ดี เราต้องการการขับเคลื่อนโดยการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันให้มาก ขอบคุณสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่มีรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน: ข้อเด่นและข้อด้อย เป็นประจำทุกปี ซึ่งสำหรับผม เป็นรายงานที่ชวนให้คิดและให้พยายาม “อยู่ตรงกลาง” ในโลกธรรม 8 แต่แม้ผมจะพยายามอยู่ตรงกลางสักเท่าไร ก็ไม่เข้าใจคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญบางคำสั่งอยู่ดี
โคทม อารียา

