พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : การเมืองกรุงเทพฯ การเมืองกทม.2564

สนามเลือกตั้ง กทม.นั้นเริ่มคึกคักขึ้นเป็นระยะ หลังจากที่เงียบมานาน ส่วนหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ผมพยายามชี้ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นมาเป็นเวลาหลายปีนั้นแทบไม่มีความหมายอะไรต่อสาธารณะเท่าไหร่นัก

หรือแม้กระทั่งผู้สมัครบางท่านที่เปิดตัวมาสักสองปีแล้วอย่าง ดร.ชัชชาติ (ขอเรียกว่า อ.ชัชชาตินะครับ เพราะท่านไม่ค่อยชอบเอาความเป็น ดร.มาใส่หน้าชื่อ)

เมื่อพรรคการเมืองใหญ่เจ้าของพื้นที่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยคู่แข่งตลอดการในสนาม กทม.นี้ขยับกันจริงจัง คือ ปชป.ก็ส่ง ดร.พี่เอ้ และเพื่อไทยก็ประกาศไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ซึ่งแน่นอนว่าการประกาศไม่ส่งของเพื่อไทยย่อมมีความชัดเจนอยู่ในทีว่าการไม่ส่งกับการไม่สนับสนุนผู้สมัครที่เปิดตัวแล้วบางท่านเช่น อ.ชัชชาตินั้นเป็นคนละเรื่องกัน

น่าแปลกใจที่ว่า พรรคพลังประชารัฐนั้นยังไม่เปิดตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ และหลายข่าวลือที่ผ่านมา เช่น พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ซึ่งเคยเปิดตัวในนามอิสระมาก่อน แล้วก็ประกาศยุติบทบาทลง ท่านผู้ว่าฯหมูป่า และพลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯคนปัจจุบัน ก็ดูจะไม่ฮือฮาเท่าไหร่

Advertisement

ขณะที่กรณีพรรคก้าวไกลนั้น มีข่าวอยู่สามทาง หนึ่งคือข่าวทางการว่าจะประกาศตัวผู้สมัครวันที่ 15 มกราคม 2565 ซึ่งก็ถือเป็นการยืดระยะเวลาและแรงกดดันที่มีต่อพรรค (และแน่นอนว่ารวมไปถึงแรงกดดันที่มีต่อพรรคอื่นๆ และผู้สมัครอื่นๆ ที่เปิดตัวไปแล้ว หรือยังไม่ได้เปิดตัวได้ในระดับหนึ่ง) สองคือการเคลื่อนไหวทางโซเชียลจากอินฟลูเอนเซอร์ของพรรคและเครือข่ายของพรรคในการเช็กกระแสว่าพรรคควรจะส่งผู้สมัครผู้ว่าฯไหม รวมไปถึงว่าพรรคต่างๆ ควรส่งผู้สมัครไหม ไม่ใช่ประกาศไม่ส่ง แต่ในส่วนนี้ก็มีความเห็นที่หลากหลายทั้งของผู้สนับสนุนพรรคเอง และของผู้ที่ไม่สนับสนุนพรรคต่อท่าทีการส่งและยังไม่ประกาศตัวของพรรคก้าวไกล และสามคือข่าวลือว่าพรรคก้าวไกลส่งแน่จะเปิดตัวนาทีสุดท้ายหลังประกาศการเลือกตั้งแล้ว และน่าจะเน้นประเด็นด้านสุขภาพ/สาธารณสุขเป็นหลัก

เอาเป็นว่าในสัปดาห์นี้ผมอยากจะชี้ชวนให้เห็นประเด็นที่ว่าด้วยการเมืองกรุงเทพฯ/การเมือง กทม.ที่เราควรพิจารณากันสักสามประเด็น ว่าเมื่อเราพูดถึงการเมืองกรุงเทพฯ/การเมืองกทม.นั้นอาจแบ่งพิจารณาได้ออกเป็นสักสามเรื่องใหญ่ที่สัมพันธ์กัน คือการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การเมืองว่าด้วยการบริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ การเมืองว่าด้วยชีวิตของผู้คนในกรุงเทพฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. และแน่นอนว่าย่อมมีประเด็นมากกว่านี้ แต่อย่างน้อยในช่วงนี้ผมคิดว่าการพิจารณาสามประเด็นนี้ควบคู่กันจะเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการตั้งหลักเตรียมตัวกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่

1.การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร : สิ่งนี้หมายถึงคำในภาษาอังกฤษว่า electoral politics ในแง่ที่ว่าเราพูดถึงเรื่องราวของพฤติกรรมการเลือกตั้งและบริบท/โครงสร้างที่ส่งผลให้เกิดการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร เช่น โครงสร้างหัวคะแนน โครงสร้างระบบชนชั้น/ชุมชนที่คาดหวังและสนับสนุนผู้สมัครและพรรคต่างๆ

การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครอาจเกี่ยวพันกับการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติ ในระดับท้องถิ่นที่เป็นทางการ เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเขต รวมไปถึงเรื่องราวที่เราไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ เช่น การเลือกตั้งหรือโครงสร้างอำนาจในระดับชุมชน เช่น การเมืองของการเลือกตั้งประธานชุมชน หรือนิติบุคคลของหมู่บ้าน หรืออาคารชุด

การเมืองของการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครนี้มักเป็นเรื่องที่สื่อชอบเล่น เพราะมันมีลักษณะเป็นฤดูกาลสี่ปีครั้ง และมีสีสันเป็นอย่างมาก ดังที่กำลังพูดถึงกันในปัจจุบัน ซึ่งในแง่นี้ดูเหมือนว่าเรื่องราวที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการคาดคะเนผลการเลือกตั้ง ทั้งจากผู้เชี่ยวชาญ หรือโพลสำนักต่างๆ และข่าวการคาดคะเนว่าพรรคแต่ละพรรคนั้นจะส่งหรือไม่ส่งผู้สมัครบ้าง

ดังที่ผมเคยเสนอไปนานแล้ว จากงานวิจัยของผมที่ทำให้กับสถาบันพระปกเกล้า หลังการเลือกตั้งทั่วไป 2562 ถึงผลการเลือกตั้งระดับชาติ ในกรุงเทพมหานคร (การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2562 กรุงเทพมหานคร) ตามแผนภาพด้านล่าง จะพบว่า

ณ วันนี้การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้นอยู่ในสนามที่แทบจะเรียกว่า group of death เหมือนแข่งฟุตบอลที่ทีมที่แข็งๆ ลงมาแข่งกันหมดในสายเดียวกันนั่นแหละครับ

มาถึงวันนี้ยังประมาทไม่ได้เลย อย่าง อ.ชัชชาติเนี่ย แน่นอนว่าย่อมจะมีพรรคเพื่อไทยแอบลุ้นแอบเชียร์อยู่ และอาจจะยังได้คะแนนบางส่วนจากอนาคตใหม่ เพราะจะมั่นใจไม่ได้ว่าคะแนนอนาคตใหม่รอบที่แล้วที่ชนะเป็นอันดับหนึ่งนั้นมาจากความนิยมของพรรคล้วนๆ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยในรอบที่แล้วไม่ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทุกเขต โดยเขตที่ไม่ส่งก็มีพรรคคู่แฝดคือไทยรักษาชาติลงสมัคร แต่โชคไม่ดีที่โดนยุบพรรคไปเสียก่อน อันนี้ในกรณี อ.ชัชชาติก็อาจจะยังได้คะแนนจากส่วนอื่นๆ อีก ในกรณีที่ไม่ได้จากส่วนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐเลย

อย่าลืมว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.นั้นไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส. ตรงที่เลือกคนคนเดียวโดยมี กทม.ทั้ง 50 เขต เป็นหนึ่งหน่วยเลือกตั้ง และมีเรื่องของคุณสมบัติส่วนตัวมาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่มีแต่ชื่อเสียงของพรรคเท่านั้น

มาดูกรณีของ ดร.พี่เอ้บ้าง ผมคิดว่า ดร.พี่เอ้มาวันนี้เขาคือผู้ชนะตัวจริงในงานนี้ หมายความว่าพี่เอ้ชนะใจสื่อ และพรรคประชาธิปัตย์ก็ฟื้นคืนชีพมาเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าพี่เอ้และพรรค ปชป.จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ไหม
ทำไมผมพูดอะไรให้ทัวร์ลงเช่นนี้? ผมก็จะขอตอบว่า ปชป.หรือหลายคนเรียกว่าพรรคแมลงสาบ (ไปถามคนที่เรียกคนแรกคือ คุณกรณ์ จาติกวนิช ได้เลย) นั้นยังไม่ตาย และตอนนี้ก็ควรจะฉลองชัยชนะได้แล้ว เพราะตอนนี้มีแต่คนพูดถึงพรรคนี้มากขึ้นทุกวัน อย่าลืมว่าเมื่อครองพื้นที่สื่อ จะชมหรือด่าก็เป็นข่าว การเป็นข่าวมีผลทำให้มีทั้งคนรักคนชัง ดีกว่าไม่มีคนสนใจ คือถูกด่าวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้ออกสื่อมาแก้ข่าวอีก วนไปวนมาก็เต็มหน้าสื่อ คนไม่ลืมแน่ ยังไงก็ไม่จบชีวิตทางการเมืองในรอบนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ปชป. แม้ว่าจะไม่ได้ ส.ส.เลย แต่ยังมีคะแนนนิยมถึงร้อยละ 14.59 ซึ่งแปรเป็นคะแนนก็คือ ดร.พี่เอ้นั้นมีคะแนนในกระเป๋าแล้ว เกือบสี่แสนแปด

คะแนนเลือกผู้ว่าฯรอบล่าสุดเมื่อ 2556 ของ อ.สุขุมพันธุ์ได้ 1.2 ล้าน หรือรอบก่อนหน้านั้น 2552 คือ 9 แสนกว่า สมมุติตั้งไว้ประมาณล้านเนี่ย ถือว่าพี่เอ้ได้คะแนนใส่กระเป๋าแล้วครึ่งหนึ่งโดยยังไม่ต้องเริ่มวิ่งเลย

และต้องไม่ลืมว่า หลายครั้งที่คะแนนการเลือกตั้งของ ปชป.นั้นมาจากการสร้างกระแสไม่เลือกเราเขามาแน่ คือเป็นลักษณะของการขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ของความกลัวคู่แข่ง และจูงใจให้เกิดการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ และอาจต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งทั่วไปรอบที่ผ่านมาของ ปชป.ภายใต้การนำของคุณอภิสิทธิ์นั้น เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ได้ใช้หมากนี้เลย คือเป็นหมากที่ประกาศจุดยืนไม่เอาการสืบทอดอำนาจ ก็ยังมีคนเลือกไปแล้วครึ่งหนึ่ง ดังนั้น ถ้า ปชป.หันกลับไปใช้ยุทธศาสตร์ประเภทไม่เลือกเราเขามาแน่ หรือยุทธศาสตร์ตัวเป็นเทพคู่แข่งเป็นมาร ผสานกับภาพลักษณ์ว่าพี่เอ้เป็นคนรุ่นใหม่ของพรรค ผมคิดว่า ปชป.ก็คงฝันหวานว่าอย่างไรเสีย ปชป. คงจะมีคะแนนมากกว่าสี่แสนแปดแน่นอน และต่อให้ไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ ทุกคะแนนที่งอกมาจากสี่แสนแปดก็คือกำไรของ ปชป.นั่นแหละครับ และย่อมมีผลต่อการสรรหาผู้สมัครและสมาชิกพรรคไว้ในการเลือกตั้งใหญ่ในปี 65 หรือ 66 ซึ่งน่าจะมาหลังจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เว้นแต่ระบอบการเมืองนี้จะขี้เหร่และขี้ขลาดจนไม่กล้าเปิดให้เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ก่อนเลือกตั้งทั่วไป

ในส่วนพรรคเพื่อไทยนั้น ผมคิดว่าไม่ได้ไม่เสีย เพราะพรรคเพื่อไทยนั้นไม่เคยชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.มาก่อน แต่การไม่ชนะของเพื่อไทยเป็นสิ่งที่เพื่อไทยเขารับได้มาโดยตลอด เพราะเขาไม่ได้เสียพื้นที่ทั้งหมดของ กทม.ให้พรรคคู่แข่งนั่นเอง หมายความว่าต่อให้แพ้ทุกครั้งเขาก็มาอันดับสอง และยังเอาพื้นที่อยู่ในหลายส่วน อย่างรอบล่าสุดแม้ว่าเพื่อไทยจะได้คะแนนใน กทม.จากการเลือกตั้งทั่วไป 2562 แค่ร้อยละ 18.58 ซึ่งต่างจาก ปชป. ที่ได้ 14.59 แต่เพื่อไทยได้ ส.ส.กทม. 9 เก้าอี้ นั่นย่อมหมายความว่าในเขตที่เขาชนะก็ชนะแบบชัดเจน และในอดีตก็เป็นเช่นนั้น คือส่วนต่างคะแนนร้อยละที่เขาขับเคี่ยวกับ ปชป.นั้นในภาพรวมเขาต่างร้อยละสิบกว่าๆ แต่ในระดับเขตเมื่อเลือกตั้ง ส.ส. เขามีเขตของเขาชัดเจน ดังนั้นเพื่อไทยเมื่อไม่ส่งผู้ว่าฯกทม. ก็ไม่ได้เสียอะไรมาก เพราะการเมือง กทม.ของเพื่อไทยนั้น แม้ไม่เคยครองอำนาจที่เสาชิงช้า/ดินแดง คือไม่ได้บริหาร กทม. เขาก็มีคะแนนที่ชัดเจน

ปชป.เสียอีกเมื่อรอบล่าสุดนี้ เมื่อผู้ว่าฯของตัวเองถูกปลดแล้วแม้ไม่ผิดก็ไม่ได้สู้ให้กลับมารับตำแหน่ง คะแนนของ ปชป.กลับหล่นตุ้บ และเชื่อกันว่าหายไปในกระเป๋าของพรรคใหม่อย่างพลังประชารัฐ ซึ่งรับทั้งคะแนน และอดีต ส.ส. และ ส.ก. จากประชาธิปัตย์ไปมากอยู่

ในกรณีพรรคอนาคตใหม่ที่มีคะแนนสูงสุดในครั้งที่แล้วคือ แปดแสนกว่าคะแนน คิดเป็น ร้อยละ 24.71 นั้นก็ยังเป็นพรรคที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้มาก แม้ว่าในทางหนึ่งเราตอบไม่ได้ว่า เสียงของอนาคตใหม่ทั้งหมดนั้นเป็นของอนาคตใหม่เลย เพราะไทยรักษาชาติซึ่งเป็นคู่แฝดของเพื่อไทยถูกยุบในหลายเขต เชื่อกันว่าคะแนนส่วนใหญ่ไหลไปอนาคตใหม่ แต่ที่ผ่านมา อนาคตใหม่ก็ถูกยุบไปรอบหนึ่งกลายเป็นก้าวไกล และก้าวหน้า แต่เราต้องหักกลบลบหนี้ให้ดีว่า แม้เสียงทั้งหมดที่อนาคตใหม่ได้ จะถูกหักออกโดยปัจจัยไทยรักษาชาติ และตอนนี้ ส.ส.เขตของอนาคตใหม่ จาก 9 ที่นั่ง (คือ คะแนนสูงสุด แต่แปลงเป็นเขตได้เท่าเพื่อไทย) ก็ออกไปภูมิใจไทยแล้วสอง และมีข่าวว่าไปแน่อีกหนึ่ง และน่าจะไปอีกหนึ่ง

แต่ในด้านกลับกันจะประมาทไม่ได้ว่า เสียงของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง 2562 นั้นอาจจะเทมาเข้าก้าวไกลหมดก็ได้ เพราะ อ.ชัชชาติอาจไม่เป็นที่รู้จักของเด็กรุ่นใหม่กว่าเมื่อหลายปีก่อนที่ยังเป็นบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีและจักรวาล หรือขวัญใจเจนวายก็อาจเป็นได้ และอาจมีหลายคนที่อยากเป็นแบบ ดร.พี่เอ้อีก

ที่สำคัญแรงกดดันที่ลงสู่ก้าวไกลในตอนนี้คือ ถ้าก้าวไกลตัดสินใจส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. คะแนนย่อมจะมีส่วนตัดกับคะแนน อ.ชัชชาติที่อย่างน้อยมาจากเพื่อไทย และอีกหลายส่วน ซึ่งผู้สนับสนุนก้าวไกลหลายคนก็มองว่ามันเป็นวิถีประชาธิปไตยที่ทำได้ แต่ผู้สนับสนุนพรรคบางส่วนก็มองเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าว่าในภาพรวมอาจจะทำให้คะแนนเกลี่ยกันแล้วแพ้ทาง ปชป. หากพลังประชารัฐตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. และที่สำคัญคะแนนของผู้สมัครผู้ว่าฯของก้าวไกลถ้าน้อยกว่าคะแนนการเลือกตั้งทั่วไปในรอบที่แล้ว หรือไม่ชนะขาดในศึกครั้งนี้ก็อาจส่งผลให้เกิดคำถามต่อความนิยมของพรรค ซึ่งเรื่องนี้อาจจะจริงและไม่จริงก็ได้ แต่ก็จะต้องเหนื่อยอีกนิด ขณะที่เพื่อไทยเขาตัดใจทิ้งเกมนี้แล้วหันไปสนับสนุน อ.ชัชชาติอย่างเงียบๆ แต่ทุกคนรู้ไปก่อนแล้ว

มาในส่วนของพลังประชารัฐซึ่งแม้ว่าจะมีคะแนนสูสีกับอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว คือ ร้อยละ 24.33 หรือเจ็ดแสนเก้าหมื่นกว่าคะแนน แต่กลับแปรเป็นคะแนนเก้าอี้ถึง 12 เก้าอี้ ส.ส. มากที่สุดในพื้นที่ กทม.

แม้ว่าความคลุมเครือของพรรค พปชร.ในการส่งหรือไม่ส่งผู้ว่าฯในรอบนี้ แต่สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือ แบบแผนสำคัญของรายนามว่าที่ผู้สมัครของพปชร. มีสองแบบ คือ ในแบบแรกเป็นอดีตข้าราชการที่มีผลงาน ไม่ว่าคุณจักรทิพย์ คุณอัศวิน หรือผู้ว่าฯหมูป่า หรือคนที่รุ่นใหม่ขึ้นมานิด (คนละความหมายของคนรุ่นใหม่แบบอนาคตใหม่) คือ ดร.พี่เอ้ และคุณแป้ง ซึ่งประเด็นไม่ใช่แค่คนนอกวงการราชการและใกล้ชิดกับเครือข่ายผู้มีอำนาจเท่านั้น

แต่ยังหมายถึงคนที่มีรายชื่อหรือเครือข่ายกับ ปชป.ด้วย ยังกับเป็นนักเตะที่สามารถหยิบยืมมาเล่นกันได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า พปชร.ใน กทม.นั้นส่วนหนึ่งมาจาก ปชป. และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากอดีตคน ปชป. อย่างคุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ที่ก็มาจากส่วนหนึ่งของ ปชป. มาต่อสายเครือข่ายนักธุรกิจ และทายาท/เครือข่ายธุรกิจเข้า พปชร.

ลองคิดดูว่า สุดท้ายต่อให้ผู้ว่าฯไม่ได้มาจาก พปชร. แต่มาจาก ปชป. ซึ่งอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน และการเลือกตั้งใหญ่จะเกิดอีกไม่เกินสองปี ตัวผู้ว่าฯกทม.เองก็อาจจะไม่สามารถทำอะไรให้ปชป.ได้มากนัก ยิ่งผู้สมัครผู้ว่าฯของ ปชป.เองนั้นก็ไม่ใช่ลูกหม้ออันยาวนานของ ปชป. ดังนั้นการยังไม่เคาะผู้สมัครหรือปล่อยเลยตามเลยก็ยังไม่ใช่เรื่องที่มากดดัน พปชร.มากนัก อีกทั้ง ครม.นั้นก็ยังไม่เคาะวันเลือกตั้ง พปชร.อาจจะดูก่อนว่า ถ้ากระแส ดร.พี่เอ้ดิ่งเหวมากเกินไป พปชร.อาจตัดสินใจส่งคนมาลงก็ยังไม่สาย แต่ถึงกระนั้นก็อาจต้องคิดว่าจะหาคนแบบไหนมาลง คือข้าราชการเก่าที่เชื่อมโยงทำงานกับรัฐบาลกลางได้ หรือคนที่จะเป็นที่รู้จักของคนกรุงเทพฯและคนรุ่นใหม่นอกวงราชการได้

สุดท้าย ต้องให้พื้นที่กับคุณรสนา โตสิตระกูล เช่นกัน เพราะท่านประกาศตัวมานาน และมีประเด็นเรื่องการตรวจสอบคอร์รัปชั่นที่ชัดเจน และเคยเป็น ส.ว.จากการเลือกตั้งของ กทม.มาก่อน (คะแนน 743.397) ดังนั้นคะแนนในส่วนพรรคอื่นๆ คือ เกือบห้าแสนแปด หรือร้อยละ 17.81 หรือคะแนนบางส่วนจาก ปชป. และ พปชร. ก็อาจส่งผลให้เกมพลิกได้ เพราะคุณรสนาก็เคยเคลื่อนไหวกับกลุ่มสีเสื้อทางเหลืองมาก่อน และก็เป็นสีเสื้อที่เคยส่งผลเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาแล้ว

ในส่วนสุดท้าย การเลือกตั้งในรอบนี้ คาดว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครไปพร้อมๆ กัน ยังมีประเด็นอีกมากมายที่ว่าด้วยเรื่องของ การเมืองของ ส.ก. ที่สื่อและคนทั่วไปไม่ค่อยสนใจมากนัก ดังที่ผมจะนำมากล่าวถึงในครั้งต่อๆ ไป

เนื่องจากพื้นที่ในสัปดาห์นี้หมดแล้ว ผมยังค้างเรื่องการเมืองกรุงเทพฯ/การเมือง กทม. อีกสองประเด็นคือ การเมืองในการบริหาร กทม. และการเมืองของการพัฒนา กทม./ชีวิตประจำวันของผู้คนใน กทม.อีก หวังว่าคงจะได้มีโอกาสมานำเสนอท่านผู้อ่านในครั้งต่อๆ ไปนะครับ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image