ในวาระที่ปี 2564 กำลังจะผ่านไป ผมคิดว่าในช่วงปลายปีนี้เราน่าจะมาลองทบทวนเรื่องราวทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นในปีนี้กันสักหน่อย เผื่อจะทำให้เราคิดภาพใหญ่บางภาพได้
ปี 2564 ผมคิดว่าเป็นปีที่หนักมากในทุกเรื่อง และสำหรับคนจำนวนมาก ผมเชื่อว่าไม่เคยประสบกับเรื่องราวขนาดนี้มาก่อน อย่างน้อยในชั่วชีวิตผม ซึ่งก็ครึ่งศตวรรษเข้าไปแล้ว ส่วนคนที่เคยผ่านยุคสงครามโลกมาก่อนอาจจะต้องลองเปรียบเทียบดู
วิกฤตโควิดในปี 2564 น่าจะเป็นเรื่องที่หนักหนาที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เพราะเป็นวิกฤตในระลอกที่สาม ที่เป็นระลอกที่หนักที่สุดตั้งแต่มีมา (แต่ไม่ได้การันตีว่าในอนาคตจะไม่หนักไปกว่านี้) เพราะเป็นวิกฤตที่สะท้อนปัญหามากมายในประเทศนี้
โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำและไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ทั้งในเรื่องของการจัดการภัยพิบัติ และในเรื่องอำนาจของประเทศกับนานาชาติ โดยเฉพาะในแง่ของเรื่องการไม่สามารถจัดหาวัคซีนที่ทรงประสิทธิภาพมาให้ประชาชนอย่างทันท่วงที
ปัญหาโควิดในระลอกที่สามที่ตั้งต้นที่ทองหล่อ มีนัยสำคัญมากในเรื่องของการแพร่กระจายคือนอกจากแพร่กระจายไปทั่วประเทศแล้ว ยังมีเรื่องของการแพร่กระจายข้ามชุมชน จากย่านคนรวยสู่ย่านคนมีรายได้น้อย และเห็นได้ชัดว่าระบบการดูแลคนมีรายได้น้อยในชุมชน และในแคมป์คนงานนั้นไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องพึ่งพาการช่วยเหลือกันเองของประชาชนผ่านเครือข่ายอาสาสมัครต่างๆ
เรื่องโควิดชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นไม่มีความสามารถมากนักในการจัดการปัญหา และยังมองเรื่องต่างๆ เป็นแค่การปรับทัศนคติ มากกว่าการยอมรับความจริงและหาทางออกร่วมกัน กล่าวคือ รัฐบาลมองว่าถ้าประชาชนเข้าใจปัญหาในมุมที่รัฐบาลต้องการชี้แจงผ่านศูนย์แถลงข่าว และถ้าประชาชนอดทนรอการตัดสินใจแบบรวมศูนย์ของรัฐบาลได้ สถานการณ์ต่างๆ จะอยู่ภายใต้การควบคุมได้
และทุกครั้งที่รัฐบาลบอกว่าโควิดนั้นเป็นโรคกระจอก มันก็จะเหมือนการเปิดสวิตช์ให้ความโชคร้ายมันเกิดขึ้น และโควิดระลอกใหม่ก็จะมาถึง เหมือนที่เริ่มจะมีระลอกใหม่ของโอมิครอนโผล่มาให้เห็น
นอกจากนี้การจัดเรียงความสำคัญของการแก้ปัญหาโควิดก็ยังอยู่ในแบบของการตั้งรับคือ เตรียมเตียงและโรงพยาบาลสนาม มากกว่าเรื่่องของการทำให้ประชาชนเข้าถึงชุดตรวจ และการเข้าถึงระบบการตรวจที่แม่นยำ อีกทั้งระบบวัคซีนในวันนี้ แม้ว่าจะมีการอ้างว่ามีวัคซีนที่หลากหลายขึ้น และมีการฉีดเพิ่มมากขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าในปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ประเทศของเราใช้เวลานานมากกว่าที่รัฐบาลจะยอมรับว่าวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอที่ใช้กันทั่วโลกนั้นเป็นทางเลือกที่สำคัญ มากกว่าวาทกรรม “วัคซีนที่ดี คือวัคซีนที่มี”
และจนถึงวันนี้ที่ในโลกเริ่มมีการพูดถึงวัคซีนเข็มที่สาม ประเทศเราก็ยังฉีดเข็มสองไม่ครบกัน แถมไวรัสสายพันธุ์ใหม่ก็เริ่มเข้ามามากขึ้นจนมีสัดส่วนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะว่าในต่างจังหวัดจนวันที่ผมส่งต้นฉบับนี้คือร้อยละ 20 ของวัคซีนทั้งหมด ขณะที่ในกรณีของกรุงเทพฯ ไวรัสตัวใหม่มีสัดส่วนประมาณเกือบจะครึ่งของจำนวนการติดเชื้อไปเสียแล้ว
ในด้านเศรษฐกิจ ปีที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ เราจะพบว่าแม้ในตอนปลายปี เศรษฐกิจจะดีขึ้นอันเนื่องมาจากไม่มีการล็อกดาวน์แล้ว แต่สิ่งที่ยังพบอยู่ก็คือการที่คนจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้กลับเข้าทำงานในหลายภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจกลางคืน และแม้ว่ารัฐบาลในที่สุดจะเริ่มมีการยอมรับให้มีการชดเชย แต่ถามว่าจะเพียงพอหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
มิพักต้องกล่าวถึงการเปลี่ยนมาตรการกะทันหันหลายรอบที่ทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะรายย่อยเตรียมตัวไม่ทัน เช่นการเปลี่ยนมาตรการเข้าประเทศ การยกเลิกกิจกรรมบางอย่างที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ
ส่วนดราม่าเรื่องคำแนะนำต่างๆ ของนายกรัฐมนตรีที่มีต่อประชาชนในแง่ของข้อแนะนำทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเรื่องมะนาว หมามุ่ย หรือล่าสุดเลี้ยงไก่สองตัว ผมไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องของสติปัญญาของนายกรัฐมนตรี
แต่เป็นเรื่องของคำแนะนำที่ไม่ได้ใส่อกใส่ใจกับประชาชนเสียมากกว่า หมายถึงว่าคำแนะนำแต่ละอย่างนั้น มันไม่เคยเกิดมาจากประสบการณ์ตรง ประสบการณ์จริงของตัวนายกรัฐมนตรีเอง หรือมาจากความรู้สึกว่าทุกข์ของประชาชนเป็นทุกข์ของตัวนายกรัฐมนตรีเท่าไหร่
ยิ่งพูดออกมาก็สะท้อนความเป็นคนนอก ความเป็นคนที่ใช้อำนาจปกครองมากกว่าใช้ความรู้และความเข้าใจในการปกครอง แถมบ่อยครั้งก็พูดเรื่องต่างๆ เพื่อขอความเห็นใจจากประชาชน มากกว่าที่จะแสดงออกจริงๆ ว่าเห็นใจประชาชนด้วยซ้ำ
ในเรื่องของการเมืองและสังคมในปีที่กำลังจะผ่านไป ผมคิดว่ามีหลายเรื่องที่น่าจะตั้งข้อสังเกตเอาไว้
หนึ่ง ในแง่ของการเคลื่ือนไหวทางการเมืองนอกสภา ผมคิดว่าแม้จะมีการพูดกันอยู่มากว่าปีนี้ไม่มีม็อบใหญ่ และแกนนำถูกจับทั้งไม่ให้ประกันตัว จนบางคนถือว่าการเคลื่อนไหวหลายอย่างนั้นเป็นเรื่องของการแผ่ว หรือความพ่ายแพ้
แต่ผมคิดว่าเราคงต้องไม่รีบสรุปว่าเรื่องที่ผ่านมาเป็นเรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้แบบง่ายๆ
ผมกลับคิดว่าปีที่กำลังจะผ่านไปนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายในทางการเมือง โดยเฉพาะการเมืองบนท้องถนน การเมืองนอกรัฐสภา และการเมืองในระดับของวัฒนธรรม
และถ้าสมมุติว่าเราจะรีบด่วนสรุปว่าการเมืองนอกสภาเป็นเรื่องของการแผ่ว หรือความพ่ายแพ้ของขบวนการเคลื่อนไหว ผมก็จะขอชี้ว่าความแผ่วหรือสิ่งที่หลายคนเรียกว่าความพ่ายแพ้นั้นนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในหลายปริมณฑล
ดังที่พวกเราก็รู้ว่าในหลายพื้นที่บางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนยากที่จะย้อนกลับ
ซึ่งรวมไปถึงพื้นที่ทางศิลปะ และการแสดงออก
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลายปริมณฑลกับคนรุ่นใหม่นี้เองที่ทำให้เห็นว่า แม้ข้อเรียกร้องทางการเมืองในแต่ละข้อของการเคลื่อนไหวอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จก็ตาม
แต่ฝ่ายที่คิดว่าตัวเองชนะเนี่ย ก็คงจะรู้อยู่แก่ใจว่ากว่าจะมาอยู่ในสถานะที่เชื่อว่าตนเองที่ชนะต้องจ่ายราคามาเท่าไหร่
สอง แม้ว่าจะมีการช่วงชิงการนำอยู่บ้าง แต่ฝ่ายค้านก็มีพัฒนาการที่ปรับตัวกับเกมสภา และสื่อสารกับประชาชนได้มากขึ้น
ประชาชนเริ่มจดจำบทบาทต่างๆ ของฝ่ายค้านได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของวิกฤตไวรัส และในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในหลายครั้ง
ในกรณีพรรคก้าวไกลแม้ว่าจะสูญเสียสมาชิกหลายท่านจากการดูดของพรรคอื่น หรือเจอปัญหากับสมาชิกพรรคตัวเองที่ยังไม่ได้ย้ายพรรคอย่างเป็นทางการ แต่ก็ย้ายค่ายย้ายฝั่งไปแล้ว แต่โดยภาพรวมแล้ว ก้าวไกลก็ยังมีความโดดเด่นในแง่ของการเชื่อมโยงกับสื่อใหม่ และคนรุ่นใหม่ๆ
ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทย จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเรื่องของการจัดองค์กรของพรรค ความกระตือรือร้นและใกล้ชิดของตระกูลชินวัตรกับพรรค และกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้น จากตำแหน่งใหม่ในโครงสร้างพรรค และบทบาทของหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่ดูจะกล้าเผชิญหน้ากับสื่อและกระแสมากขึ้น คืออย่างน้อยแม้ว่าเพื่อไทยอาจจะยังไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของหลายกลุ่มคน แต่ก็รู้ว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่คนนี้พร้อมรับความร้อนและแรงปะทะได้ดี
สาม ดังที่ได้เคยกล่าวไปแล้วว่าการเมืองในยุคนี้เป็นเรื่องของการเมืองยุคหลังการซื้อเสียง กล่าวคือเป็นการเมืองที่ไปเน้นเรื่องของการสอยกันผ่านข้อหาเรื่องคุณสมบัติ ซึ่งเรื่องคุณสมบัตินี้เป็นเรื่องที่ต้องพึ่งพาทั้ง “นักร้อง” นอกสภา และ “องค์กรอิสระ” ที่ชงเรื่อง หรือตัดสิน ซึ่งในหลายกรณีจะพบว่าในการตัดสินเรื่องคุณสมบัติ เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการ “ตีความ”
ที่สำคัญการเมืองเรื่องคุณสมบัตินี้ไม่ได้เป็นไปในลักษณะแบบตุลาการภิวัตน์ ในกรณีต่างประเทศที่คำพิพากษาขององค์กรตุลาการเป็นไปในทางของการเมืองที่เน้นมิติของความก้าวหน้าและเป็นธรรม (progressive) และเป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนที่จะจรรโลงประชาธิปไตยในสังคมให้เพิ่มขึ้น
การเมืองหลังการซื้อเสียงที่เน้นการสอยกันเรื่องคุณสมบัติส่วนใหญ่มักจบลงด้วยความเคลือบแคลงสงสัยของประชาชน ทั้งผลของการตัดสิน และความล่าช้าของคำตัดสิน
สี่ ความคลุมเครือในเรื่องของการแก้กฎหมาย การแก้รัฐธรรมนูญ และ การจัดทำกฎหมายลูก ก็ยังคลุมเครืออยู่ในเรื่องของเงื่อนเวลา เพราะทุกอย่างไปผูกโยงกับการพยายามยื้อการเลือกตั้งทั่วไปให้ได้นานที่สุด เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในตำแหน่งให้นานที่สุด แต่เงื่อนไขของการตีความคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่าจะครบ 8 ปีในเดือนสิงหาคม 2565 อาจเป็นหนึ่งในแรงตึงเครียดที่จะชักพาให้เกิดการฟื้นกลับของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปีที่จะถึงหรือไม่
หรือว่าการทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อในรอบนี้จะต้องสูญเสียและจ่ายในราคาอีกสักเท่าไหร่
ในมิติสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึงในสัปดาห์นี้คือเรื่องของบทบาทของสื่อมวลชน ผมคิดว่าในปีนี้สื่อมวลชนมีผลงานที่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก และมีการลงหลักปักฐานของสื่อออนไลน์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสื่อกระแสหลักไปแล้ว
ประเด็นที่สำคัญก็คือ เราคงต้องเริ่มตั้งคำถามกับนิยามของสื่อกระแสหลักแบบเดิม ที่มักจะมองด้วยเงื่อนไขสำคัญสองประการคือ หนึ่งอยู่ในช่องทางที่จัดสรรโดยรัฐ เช่น การสัมปทาน หรือการจดทะเบียน ซึ่งรวมไปถึงการกำกับดูแลผ่านกฎหมายของรัฐ และยอมทำตามเงื่อนไขของรัฐ และ อีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือ อ้างอิงหลักการทางนิเทศศาสตร์ที่ตนร่ำเรียนมา รวมทั้งการพยายามก่อตั้งสมาคมเพื่อดูแลกันเอง
ส่วนในอีกเงื่อนไขหนึ่งในอดีตของการนิยามสื่อกระแสหลักก็คือเรื่องของการมีมุมมองที่จะนำเสนอข่าวในลักษณะที่เป็นทางการและอิงกับรัฐมากกว่าที่จะมาตั้งป้อมโจมตีการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา หรือ เปิดให้เสียงฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล โดยเฉพาะนอกสภามีพื้นที่
ในปีนี้เราคงต้องถามคำถามว่าสื่อกระแสหลักคืออะไร เพราะอาจจะกล่าวได้แล้วว่ายอดชมการถ่ายทอดเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ของสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะจากช่องที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับช่องข่าวกระแสหลักนั้นมีมากกว่าไปแล้ว และประชาชนจำนวนมากก็รับฟังมุมมองและเห็นเหตุการณ์ที่รัฐไม่ได้อยากให้เห็นมากขึ้น
ไม่นับรวมที่บางเรื่องสื่อกระแสหลักเองก็เสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันกับช่องที่ไม่ถูกนับเป็นกระแสหลักมากขึ้น
ที่สำคัญคือในปีก่อนหน้านี้ที่มีคำสั่งของรัฐในการระงับ หรือขอความร่วมมือสื่อออนไลน์หลายช่องในช่วงหนึ่งถือเป็นการ “ลงทะเบียน” ให้สื่อออนไลน์เหล่านั้น ที่ไม่ใช่เพียงสื่อที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมาตลอด ให้ทั้งหมดนี้ถูกยกระดับว่ามีความสำคัญในมุมมองของรัฐบาลและสังคมมากขึ้น และทำให้เห็นว่าหนึ่งในสื่อเหล่านั้นก็ยังขยาย รวมไปถึงเพจของขบวนการเคลื่อนไหวเองที่สามารถสื่อสารตรงกับประชาชนได้เอง และสามารถที่กำหนดการเคลื่อนไหวอย่างการแกง/เปลี่ยนที่ชุมนุมได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ผู้ชุมนุมไม่ต้องรอฟังจากสื่อหลัก
และในปีนี้การถ่ายทอดเหตุการณ์การปะทะและสลายการชุมนุมที่ม็อบดินแดงก็ทำให้เราเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่ายังมีสื่ออีกหลายกลุ่มที่ลงหลักปักฐานมากขึ้น และทำให้คำว่าสื่อกระแสหลักและกระแสรองนั้นหมดความหมายลงไปในทุกๆ วัน
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

