
ลิเกที่รู้จักทั่วไปทุกวันนี้ มีต้นทางที่ลิเกทรงเครื่องของพระยาเพชรปาณี ปิดวิกเล่นประจำในโรงอยู่ใกล้ป้อมมหากาฬ หน้าวัดราชนัดดา ตั้งแต่สมัย ร.5
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปทอดพระเนตรลิเกพระยาเพชรด้วยพระองค์เอง มีลายพระหัตถ์ตรัสเล่าให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงทราบ ดังนี้
ลายพระหัตถ์สมเด็จฯ
“เมื่อพระยาเพชรปาณี (ตรี) ตั้งโรงเล่นยี่เกให้คนดูอยู่ที่บ้านหน้าวัดราชนัดดา แกเชิญหม่อมฉันไปดูครั้ง 1 และมานั่งอยู่ด้วยตลอดเวลาเล่น หม่อมฉันมีโอกาสจึงถามความสงสัยบางอย่างในกระบวนเล่นยี่เก ว่าเหตุไฉนจึงคิดทำเครื่องเล่นยี่เกหรูหรานอกรีตต่างๆ เช่น ใส่ปันจุเหร็จยอด ใส่สังวาลแพรสายตะพาย และโบว์แพรที่บ่า เป็นต้น
แกบอกอธิบายว่าแต่งอย่างนั้นผู้หญิงเห็นว่าสวย มักติดใจชอบไปดู มีผู้หญิงไปดูมาก พวกผู้ชายก็มักพากันไปดูพวกผู้หญิง ก็การตั้งโรงยี่เกเป็นข้อสำคัญ อยู่ที่อยากให้มีคนชอบไปดูให้มากจึงต้องคิดแต่งตัวยี่เกไปทางอย่างนั้น
ถามต่อไปว่าหน้าพาทย์เล่นยี่เก เหตุใดจึงใช้แต่เพลงเชิดเป็นพื้น ทั้งบทร้องและกระบวนฟ้อนรำดูก็ไม่เอาใจใส่ให้เป็นอย่างประเณีต
แกตอบว่าคนที่ชอบดูยี่เกไม่เอาใจใส่ในการขับร้องฟ้อนรำหรือเพลงปี่พาทย์ ชอบแต่ 3 อย่าง คือ ให้แต่งตัวสวย อย่าง 1 ให้เล่นขบขัน อย่าง 1 กับเล่นให้เร็วทันใจ อย่าง 1 ถ้าฝืนความนิยมคนก็ไม่ชอบดู
หม่อมฉันฟังอธิบายก็ต้องชมว่าแกช่างสังเกต และรู้จักจับความนิยมของคนดู จะติไม่ได้เพราะกิจที่เล่นยี่เกก็เพื่อจะหาเงินค่าดู เล่นอย่างใดจะได้เงินมากแกก็ต้องเล่นอย่างนั้น”
[ลายพระหัตถ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2483]
ลิเกทรงเครื่องพระยาเพชรฯ
ลิเก มีกำเนิดสมัย ร.5 จากสวดแขก (มุสลิม) ประสมเข้ากับสวดไทย (คฤหัสถ์) แล้วเจือละครชาตรี กับ ละครหลวงแบบเพี้ยนๆ เป็นลิเกทรงเครื่อง
ลิเกทรงเครื่อง ผู้เล่นแต่งเข้าเครื่องปักดิ้นเลื่อมแพรวพราว เลียนแบบละครรำ ให้ปี่พาทย์บรรเลงรับอย่างเดียว มีออกแขกเป็นสัญลักษณ์ ชักติดตลกพอควร และบอกเรื่องราวที่จะแสดง แล้วเข้าเรื่องทันที มีทำนองร้องดำเนินเรื่องโดยเฉพาะ เรียกเพลงหงส์ทอง (ชั้นเดียว) ใช้ด้นตามต้องการ
พระยาเพชรปาณีคิดสร้างสรรค์ลิเกทรงเครื่อง แล้วปิดวิกแสดงประจำอยู่ใกล้ป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร หน้าวัดราชนัดดา
ลิเกรำเอง ร้องเอง โดยไม่เน้นว่าต้องมีฝีมือเป็นเลิศ เอาแต่พอเป็นรำเป็นร้อง
รำเอง อย่างลวกๆ ลัดๆ เลียนแบบละครรำพอเป็นกระสาย เพราะไม่ใช่เล่นละคร และรำไม่เป็น จึงไม่เป็นรำ
ร้องเอง อย่างลวกๆ หลวมๆ ไม่มีคนบอกบท (เหมือนละครชาตรี) ไม่มีคนร้องแทน (เหมือนละครใน) ลิเกต้องจำบทร้องเองจากครูแต่งให้ท่อง
ความเป็นลิเกแท้ๆ พระยาเพชรปาณีทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ (พ.ศ. 2483) ว่า
“คนที่ชอบดูยี่เกไม่เอาใจใส่ในการขับร้องฟ้อนรำ หรือเพลงปี่พาทย์ ชอบแต่ 3 อย่าง คือ ให้แต่งตัวสวย อย่าง 1 ให้เล่นขบขัน อย่าง 1 กับเล่นให้เร็วทันใจ อย่าง 1 ถ้าฝืนความนิยมคนก็ไม่ชอบดู”




วิกพระยาเพชร
วิกลิเกแห่งแรกของไทย สมัย ร.5 ชาวบ้านเรียก “วิกพระยาเพชร” อยู่นอกกำแพงเมือง ตรงข้ามวัดราชนัดดา ปัจจุบันรู้จักในชื่อชุมชนป้อมมหากาฬ
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทูลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันที่ 9 เมษายน 2483 (มีพิมพ์รวมในหนังสือสาส์นสมเด็จ) จะคัดเฉพาะข้อความสำคัญมาดังนี้
“เมื่อพระยาเพชรปาณี (ตรี) ตั้งโรงเล่นยี่เกให้คนดูอยู่ที่บ้าน หน้าวัดราชนัดดา แกเชิญหม่อมฉันไปดูครั้ง 1 และมานั่งอยู่ด้วยตลอดเวลาเล่น”
ความเป็นมาของลิเกอย่างละเอียด พร้อมด้วยลายพระหัตถ์ฉบับเต็มเล่าเรื่องลิเกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผมเคยรวบรวมทั้งหมดแล้วเรียบเรียงมอบให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) พิมพ์แบ่งปันสู่สาธารณะเมื่อ พ.ศ. 2549

(ภาพและคำบรรยายของศาสตราจารย์ ดร.สุรพล วิรุฬรักษ์ ในหนังสือลิเก พิมพ์โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2539)
