และแล้ววาทกรรมยุบสภาเพื่อผ่าทางตันก็กลายเป็นประเด็นให้เกิดความฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งจนได้ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีบอกว่าหลังเลือกตั้งแล้วไม่สามารถเลือกนายกฯได้ภายใน 6 เดือนถือเป็นทางตัน รัฐบาลชุดนี้เมื่อยังทำหน้าที่อยู่ก็ต้องหาทางออก เป็นทางออกตามระบอบประชาธิปไตยคือ การคืนอำนาจให้กับประชาชน นอกจากมีประเด็นให้คิดต่อว่า ใครเป็นผู้กำหนดเวลา 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน ใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิน รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ แล้วยังเทียบเคียงกับเหตุการณ์ครั้งล่าสุด รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยุบสภาวันที่ 9 ธันวาคม 2556
แต่มาตรการประชาธิปไตยเพื่อยุติความขัดแย้ง และหาทางออกให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง การเลือกตั้งถูกต่อต้าน การยุบสภาไม่ได้รับการยอมรับจนกว่ารัฐบาลรักษาการเวลานั้นต้องออกไปด้วย ในที่สุดเกิดรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557
มาเที่ยวนี้เกิดยอมรับ คิดถึงมาตรการตามกติกาประชาธิปไตยขึ้นมา เกิดความเชื่อมั่นการตัดสินใจของประชาชนอย่างน่าชื่นชม ไม่กลัวมีกลุ่มพลังไหนออกมาใช้มาตรฐานเดียวกัน เรียกร้องกดดันให้รัฐบาลชั่วคราวออกไปเหมือนครั้งก่อน ฝ่ายสนับสนุนบอกว่า คนละห้วงเวลา คนละสถานการณ์กัน ครั้งก่อนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ยังไม่ปฏิรูป ตอนนี้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งแล้ว ยุบสภาเลยขลัง เอากลับมาใช้ใหม่ได้ (ฮา)
ถามว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งแล้ว ทำไมถึงเกิดทางตันขึ้นมาอีก ปฏิรูปท่าไหน และใครกันแน่ทำให้เกิดทางตัน ฝ่ายหนึ่งก็ว่า เพราะพรรคการเมืองไม่สามารถตกลงกันได้จะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
อีกฝ่ายหนึ่งตอบโต้ว่าก็เพราะเขียนกติกาสร้างกับดักไว้ มีเสาค้ำยันอำนาจถึง 250 เสาทำให้เป็นอุปสรรค ผู้ผ่านการเลือกตั้งต้องฝ่าด่านอรหันต์ จึงหานายกรัฐมนตรีได้ยาก ทำให้เกิดทางตัน ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ฝ่ายที่มีสิทธิพิเศษในการเสนอแต่งตั้งวุฒิสมาชิกมีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียงข้างมากยอมรับกติกาใหม่ตามผลการลงประชามติที่ออกมา ทางออกเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นจึงอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปี 2560 กับการเลือกตั้งหลังยุบสภา หากเกิดทางตันขึ้นมาจริงๆ
กับพฤติกรรมของนักการเมือง พรรคการเมืองซึ่งถูกปรามาสว่าไม่มีทางตกลงกันได้ เพราะไม่มีใครยอมใครและไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมากจนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา 750 คน (สส. 500, วุฒิ 250) คือ 376 คน การที่พรรคการเมืองจะรวบรวมเสียงจาก 500 คนให้ได้ 376 คน เป็นไปได้ยาก
นักการเมือง พรรคการเมืองจึงต้องกลับมาพิจารณาถึงหลักการใหญ่ กับสถานการณ์ในปัจจุบันและอนาคต ปัญหาที่แท้จริงของสังคม ของพี่น้องประชาชน นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้วเป็นปัญหาทางการเมือง ระหว่างแนวทางประชาธิปไตยกับเผด็จการ
ถึงแม้พรรคใหญ่ไม่ยอมจับมือร่วมกัน พรรคอันดับรอง พรรคขนาดกลาง และขนาดเล็กที่เหลืออยู่ หากยืนหยัดไม่มีแนวทางสนับสนุนระบบประชาธิปไตยในกำกับ ก็ต้องรวบรวมเสียงให้ได้ถึง 376 เสียง จาก 500 เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ยกเว้นแต่ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเทคะแนนให้พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งประกาศสนับสนุนอำนาจนิยมโดยอาศัยฐานเสียง ส.ว. 250 เสียงเป็นเครื่องมือ ก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของประชาชน
ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนั้น โอกาสที่จะเห็นพรรคใหญ่กลายเป็นฝ่ายค้าน หรือไม่ก็ยอมให้คนจากพรรคที่เล็กกว่าเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อตัวเองจะได้ร่วมรัฐบาลอาจจะเกิดขึ้นได้
แต่รัฐบาลที่มีพรรคใหญ่เป็นฝ่ายค้านก็จะเผชิญกับแรงกดดันไร้เสถียรภาพ กระทบถึงเสถียรภาพของระบบการเมืองตามไปด้วย
ฉะนั้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ยอมรับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯตั้งแต่แรก การยุบสภาก็จะเกิดความชอบธรรมเพราะไม่มีส่วนได้เสีย หากยอมรับการเสนอชื่อแต่ไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงได้ถึง 376 แล้วมายุบสภา จะเข้าข่ายขี้แพ้ชวนตีทันที
เวลาแค่ 6 เดือนหากรัฐสภาหานายกฯไม่ได้ก็ปล่อยให้หากันต่อไป รัฐบาลชั่วคราวก็ทำหน้าที่ต่อไปเรื่อยๆ
ทำไมจะรีบคืนอำนาจกลับไปให้ประชาชนเสียเล่า เพราะคืนกลับไปก็ไปติดกับดักที่รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงเขียนไว้อยู่ดี
ในเมื่อกลไกกติกาที่วางไว้ปฏิเสธผู้ที่มาจากการเลือกตั้งเสียแต่เบื้องต้นแล้ว และยิ่งถ้าเชื่อว่าประชาชนยังไม่พร้อม ยังไม่ฉลาดพอกับประชาธิปไตยเต็มใบ อำนาจได้คืนไปและการตัดสินใจของประชาชนก็ไร้ความหมาย เสียเงินเลือกตั้งมากมายอีกต่างหาก (ฮา)

