หน้าแรก คอลัมนิสต์ กรอบนโยบายสาธ...

กรอบนโยบายสาธารณะที่ดี ที่พรรคการเมืองควรนำไปใช้ในยุคปฏิรูป โดย กฤษณ์สัมพันธ์ เมนะสูต

6.10.16 | 13:00 น.

ความนำ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำเสนอกรอบของนโยบายสาธารณะที่ดีที่พรรคการเมืองต่างๆ ของไทยควรนำไปพิจารณาประกอบการจัดทำนโยบายการบริหารประเทศที่จะนำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้เลือก และเป็นข้อเสนอให้พรรคการเมืองต่างๆ ได้นำไปใช้ในการกำหนดนโยบายที่จะนำเสนอต่อประชาชนและต่อรัฐสภา ซึ่งแต่ละพรรคก็จะต้องกำหนดนโยบายที่เป็นจุดขายเด่นๆ เพื่อให้ประชาชนจะได้ตัดสินใจเลือกคนของพรรคนั้นๆ เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคการเมืองที่ ส.ส.ของตนได้รับคัดเลือกเข้ามาและได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็จะสามารถจัดตั้งรัฐบาล และสามารถนำเสนอนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภาได้

1.ความหมายของนโยบายสาธารณะ ในทรรศนะของนักวิชาการไทยและต่างประเทศในระยะที่ผ่านมาสามารถประมวลสรุปเป็นความหมายได้ว่า นโยบายสาธารณะ เป็นเรื่องการตัดสินใจของรัฐบาลหรือภาครัฐในการเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำ ในรูปการดำเนินการของรัฐ หรือของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในเรื่องดังกล่าว ทั้งในรูปแนวทางดำเนินการและมาตรการของรัฐ แผนงานหรือโครงการหรือกิจกรรมของรัฐที่จัดทำขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งการสั่งการหรือออกคำสั่งหรือประกาศหรือจัดทำเป็นกฎหมายหรือกฎระเบียบตามที่กฎหมายได้ให้อำนาจไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่รัฐกำหนดไว้ ในเรื่องที่รัฐต้องการให้เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือพัฒนาให้ดีขึ้น และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน ชุมชน และสังคม โดยมีเงื่อนไข ระยะเวลา สถานที่ดำเนินการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลประโยชน์ต่อสาธารณะที่ชัดเจน

รวมทั้งมีผู้รับผิดชอบรับไปดำเนินการตามแผนงานที่กำหนดไว้ ส่วนนโยบายสาธารณะนั้นๆ จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด มีความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และได้ผลเป็นที่ยอมรับของประชาชนหรือผู้รับบริการมากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการศึกษา ติดตาม และประเมินผลความสำเร็จหรือความสัมฤทธิผลของนโยบายนั้นๆ ต่อไป

2.ความสำคัญของนโยบายสาธารณะ “นโยบายสาธารณะ” เป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ ทำให้รัฐบาลของทุกประเทศในโลกต้องสนใจที่จะกำหนดนโยบายที่ดีและให้มีการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุข ความเสมอภาค และความเป็นธรรมให้กับประชาชนและความเจริญมั่งคั่งให้แก่ประเทศ

Advertisement

นโยบายสาธารณะถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสำเร็จและความล้มเหลวในการบริหารประเทศ

3.กรอบของนโยบายสาธารณะที่ดีที่พรรคการเมืองของไทย ควรนำไปใช้ประกอบการจัดทำนโยบายการบริหารประเทศในยุคปฏิรูปประเทศ

3.1 เนื้อหาและขอบเขตของนโยบาย ในภาพรวมและในแต่ละด้านควรมีกรอบ ดังนี้

3.1.1 มีความสอดคล้องกับเนื้อหาและแนวทางในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่คาดว่าจะประกาศใช้ในเดือนพฤศจิกายน 2559 อย่างน้อยใน 3 หมวด คือ

1) หมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ตั้งแต่มาตรา 51 – มาตรา 63

2) หมวด 6 ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ตั้งแต่มาตรา 64 – มาตรา 78

3) หมวด 16 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่มาตรา 257 – มาตรา 261

3.1.2 มีความสอดคล้องกับ “วิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) “ที่มีวิสัยทัศน์โดยสรุปว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นำไปสู่การพัฒนาให้คนไทยมีความสุขและตอบสนองต่อการบรรลุซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ ในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ระดับสูง เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว สังคมมีความมั่นคง เสมอภาค และเป็นธรรม และประเทศสามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจ?

โดยที่วิสัยทัศน์ดังกล่าวต้องสนองตอบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ อันได้แก่ การมีเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ การดำรงอยู่อย่างมั่นคง ยั่งยืนของสถาบันหลักของชาติ การดำรงอยู่อย่างมั่นคงของชาติและประชาชนจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ การอยู่ร่วมกันในชาติอย่างสันติสุข เป็นปึกแผ่น มีความมั่นคงทางสังคมท่ามกลางพหุสังคม และการมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเจริญเติบโตของชาติ ความเป็นธรรมและความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงาน อาหารและน้ำ

ความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การประสานสอดคล้องกันด้านความมั่นคงในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี โดยประเทศไทยไม่เป็นภาระของโลกและสามารถเกื้อกูลประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า

3.1.3 มีความสอดคล้องกับทิศทางและแนวทางในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559 ซึ่งจะประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป

ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ที่ สศช.ได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559 นั้น คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ สศช.เสนอ สรุปได้ดังนี้

1) เห็นชอบร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564)

2) มอบหมายสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ต่อไป ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559-30 กันยายน 2564

สาระสำคัญของเรื่องที่ สศช.นำเสนอสรุปได้ว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2559 โดย สศช.ได้จัดทำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 บนพื้นฐานของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) โดยหลักการสำคัญของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ประกอบด้วย (1) ยึดหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” (2) ยึด ?คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา? (3) ยึด “วิสัยทัศน์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” มาเป็นกรอบของวิสัยทัศน์ประเทศไทยในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (4) ยึด “เป้าหมายอนาคตประเทศไทย ปี 2579” เป็นกรอบการกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุใน 5 ปีแรก และเป้าหมายในระดับย่อยลงมาควบคู่กับกรอบเป้าหมายที่ยั่งยืน

และ (5) ยึดหลักการนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจังใน 5 ปี

วัตถุประสงค์และเป้าหมายการพัฒนาในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ประกอบด้วย (1) เพื่อวางรากฐานให้คนไทยเป็นคนมีสุขภาวะและสุขภาพที่ดี ตลอดจนเป็นคนเก่งที่มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต (2) เพื่อให้คนไทยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ผู้ด้อยโอกาสได้รับการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ (3) เพื่อให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง แข่งขันได้ มีเสถียรภาพ และมีความยั่งยืน (4) เพื่อรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ (5) เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีการทำงานเชิงบูรณาการ (6) เพื่อให้มีการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค และ (7) เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายรวม ประกอบด้วย (1) คนไทยมีคุณลักษณะเป็นคนไทยที่สมบูรณ์ (2) ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และความยากจนลดลง (3) ระบบเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ (4) ทุนทางธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมสามารถสนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (5) มีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตยและเพิ่มความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อประเทศไทย และ (6) มีระบบบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายอำนาจ และมีส่วนร่วมจากประชาชน

ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ มี 10 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย

1) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์

2) ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 3) ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

4) ยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 5) ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน 6) ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลในสังคมไทย 7) ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 8) ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม 9) ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ และ 10) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา

3.1.4 มีความสอดคล้องกับจุดเน้นและประเด็นการพัฒนาสำคัญในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12

ภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมของการพัฒนาดังกล่าว ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ไป ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ โดยจะต้องปฏิรูปและปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ปัญหารากฐานสำคัญที่เป็นจุดอ่อนและข้อจำกัดของประเทศที่สั่งสมมานาน ในขณะเดียวกันก็ดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากจุดแข็งและจุดเด่นของประเทศให้เกิดผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ จำเป็นต้องวางระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงและการสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม

รวมทั้งวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาในระยะยาว

(อ่านต่อฉบับต่อไป)