อาจกล่าวอ้างได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ในฐานะผู้มีทะเบียนบ้านในหลักสี่ ที่เป็นเขตเลือกตั้งของ คุณสิระ เจนจาคะ จึงขออาศัยส่วนได้เสียนั้นกล่าว “เสียใจ” กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้แทนราษฎรของเราท่านนี้
ประเด็นทางกฎหมายอันเป็นมูลเหตุนั้นไม่ขอก้าวล่วงและไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายโดยแท้ ทั้งในส่วนบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรประกอบเจตนารมณ์ และถ้าถามจากใจจริง ผมก็ยินดีต่อผลที่จะได้เลือกผู้แทนราษฎรคนที่ผมรักนับถือและเชื่อมั่น
กล่าวตามตรง ผมไม่ชอบความคิดทางการเมืองและฝั่งฝ่ายของสิระ เจนจาคะ ไม่ใช่เสียงหนึ่งที่เลือกเขา และแม้จะได้เห็นสิ่งที่เขาทำแล้วเกือบสามปีในฐานะผู้แทนราษฎรก็ไม่คิดจะเลือก แต่กระนั้นผมก็ยอมรับในความเป็น “ผู้แทนราษฎรของประชาชนชาวหลักสี่” ของเขาอย่างเต็มใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งที่เขาออกมาชนกับนักธุรกิจเจ้าของโรงพยาบาลที่เป็นฝั่งฝ่ายทางการเมืองเดียวกันเพื่อรักษาประโยชน์ เป็นปากเป็นเสียงให้ราษฎรในเขตเลือกตั้งของเขาที่ได้รับความลำบากเดือดร้อนจากกิจกรรมของบุคคลดังกล่าว ดังได้เคยเขียนไว้แล้วในคอลัมน์นี้ ฉบับวันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564
เพียงเท่านั้น ผมก็นับว่าเขาเป็นผู้แทนราษฎรที่ยอมรับได้ ทั้งที่เขาจะต้องพ้นตำแหน่งไม่นานนัก เขามีท่าทียอมรับฟังข้อเรียกร้องจากประชาชนที่ไปขอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการค้าประเวณีว่าจะรับไปพิจารณาศึกษาดู
จึงออกจะเสียดายที่จะต้องสูญเสียผู้แทนราษฎรเช่นนี้ไป
โดยส่วนตัวแล้วผมมักเรียกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะพรรคไหนคนใดว่า “ท่านผู้แทนราษฎร” ซึ่งบางท่านที่เป็นมิตรสหายหรือรู้จักผมเป็นการส่วนตัวก็บอกว่าไม่ต้องยกย่องให้เกียรติกันเป็นท่านเป็นอะไรเลย ขอให้มองว่าเขาเป็นเพียงผู้รับใช้ประชาชนเพียงเท่านั้น ผมก็ตอบไปว่า ท่านสมควรได้รับเกียรติ เพราะเบื้องหลังตำแหน่งของท่านนั้น มี “ราษฎร” ที่ลงคะแนนเสียงเลือกท่านอยู่ด้วย การที่ผมให้เกียรติท่าน คือการให้เกียรติประชาราษฎรผู้เป็นเจ้าของประเทศร่วมกันที่ท่านกำลังสวมแทนพวกเขานั้น
ความรู้สึกว่าผู้แทนราษฎรหรือนักการเมืองจากการเลือกตั้งนั้นไม่พึงต้องให้เกียรติอะไร (หรือบางครั้งอาจถึงกับตั้งรังเกียจ) นั้นเป็นผลมาจากวาทกรรมและมายาคติตกค้างจากยุคสมัยก่อนการปฏิรูปการเมือง ฉายชัดขึ้นเมื่อครั้งที่เริ่มกระบวนการร่างและบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540
รัฐธรรมนูญฉบับนั้นอาจจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดซึ่งวางรากฐานเรื่องสำคัญในหลายๆ เรื่องมาจนปัจจุบันนี้ สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปการเมืองซึ่งสร้างภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ให้ประชาชนได้เห็นว่า เราสามารถกำหนดอนาคตของเราได้จริงผ่านรัฐบาลที่เข้มแข็งที่เราเลือกตั้งมา แต่กระนั้นมันก็มีด้านมืดจุดด่างอยู่
จุดด่างที่สำคัญที่สุดของรัฐธรรมนูญ 2540 คือการตั้งโจทย์จากการปักธงว่า สิ่งที่เป็นสาเหตุของปัญหาทางการเมืองที่ทำให้ต้องเกิดการปฏิรูปนั้น คือ “นักการเมือง” ผู้มาจากการเลือกตั้ง
ส่วนหนึ่งนั้นในความเป็นจริงเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะ “นักการเมือง” ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตทางการเมืองหลายครั้งในยุคก่อนนั้น แม้แต่ในครั้งที่สุกงอมเกิดเป็นกระแสแห่งการปฏิรูปการเมืองที่เพาะตัวขึ้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ในยุคที่สื่อและปัญญาชนมอง “นักการเมือง” ที่มีที่มาจากประชาชนเป็นเพียง “นักเลือกตั้ง” ที่หิวกระหายอำนาจ มุ่งเข้ามากอบโกย
รัฐธรรมนูญ 2540 จึงได้ให้กำเนิด “องค์กรอิสระ” ขึ้นมาเป็นสถาบันทางรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระเหนือนักการเมืองในระบบเลือกตั้งทั้งปวง กลายเป็น “ผู้เล่นใหม่” ในผืนภพทางการเมืองไทย เป็นมรดกตกทอด
มาทำลายระบอบประชาธิปไตยจนถึงทุกวันนี้
สำหรับสิ่งที่เป็นตราบาปสุดสุดของรัฐธรรมนูญ 2540 คือการระบุ “วุฒิการศึกษา” ขั้นต่ำของ ส.ส.ว่าจะต้องสำเร็จอย่างน้อยปริญญาตรี และการเริ่มกำหนด “คุณสมบัติ” และ “ลักษณะต้องห้าม” แบบยุบยิบหยุมหยิม ซึ่งในอีกทางหนึ่งคือการสร้างภาพของ “ราษฎร” ผู้ดีงามพึงประสงค์ขึ้น โดยกำหนด “คุณสมบัติ” อันดีที่พวกเขาผู้ร่างรัฐธรรมนูญคาดหวัง และกีดกันคนกลุ่มที่พวกเขาเห็นว่าเป็นพวกที่มีทุรลักษณะไม่พึงประสงค์ว่ามี “ลักษณะต้องห้าม” มิให้มีบุคคลแบบนี้ได้เป็นปากเสียงแทนใครในเวทีการเมือง
การตั้งโจทย์ว่า ส.ส.นั้นควรจะดีมีคุณสมบัติเหนือกว่า “ประชาชน” ที่จะเลือกเขาเป็นผู้แทนนั้นอาจจะเป็นการตั้งจุดมุ่งหมายที่ผิดทิศผิดทาง และเราก็คิดว่านั่นคือเรื่องที่ดีที่ควรที่ถูกต้องแล้วจนไม่คิดจะย้อนทบทวน
ยูกิชิ ฟุกุซาวะ (Yukichi Fukuzawa) นักการศึกษาชาวญี่ปุ่นผู้ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติพิมพ์ภาพไว้ในธนบัตรใบละ 10,000 เยน ได้กล่าวไว้ว่า “ฟ้าไม่จักสร้างผู้ใดให้อยู่เหนือผู้คน เช่นที่ไม่สร้างคน
ให้อยู่ภายใต้ผู้ใด”
เช่นนั้น การที่ใครสักคนจะมาเป็น “ผู้แทนราษฎร” ก็ควรจะอยู่บนแนวคิดเดียวกัน เพราะเราไม่ได้เลือกคนมาอยู่เหนือเราหรือแม้แต่ไม่ได้เลือกใครมารับใช้ แต่เราเลือกคนที่จะไปเป็นตัวแทนของเราในการใช้อำนาจรัฐระดับชาติ
เราไม่สมควรมีผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของผู้ที่กลับตัวกลับใจจากการกระทำในอดีตที่อาจจะเคยต้องโทษต้องกรามเพราะการกระทำอันผิดทิศผิดทางของตนเองได้เลยหรือ หากมีบุคคลสักคนหนึ่งที่เคยมีประวัติเช่นนั้น อาจด้วยความผิดพลาดในอดีตด้วยอะไรก็ตามแต่ หากต่อมาเขาได้พิสูจน์ตัวเองจนเป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยทั่วไป หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่พื้นถิ่น ประชาชนก็ยังไม่มีสิทธิมีอำนาจเสนอให้เขาผู้นั้นเป็นตัวแทนของประชาชนเพียงเพราะมีลักษณะต้องห้ามที่ตราไว้เท่านั้นหรือ
โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าโครงสร้างของสภาผู้แทนราษฎรและระบอบการเมืองที่ดีควรจะมี “ผู้แทน” ของผู้คนทุกกลุ่มทุกรูปแบบมาประกอบกันให้ได้มากที่สุด เพื่อให้การตัดสินใจทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องของประชาชนในทุกฝั่งฝ่ายผลประโยชน์ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยผู้แทนที่ใกล้เคียงความเป็นจริงและเป็นไปในสังคมมากที่สุด
จริงอยู่ว่าแม้ผมไม่อาจเป็นมิตรกับพวกอนุรักษนิยมสุดโต่งเสียจนก้าวข้ามไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของ
ผู้คนได้ แต่ถ้าคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากพอเป็นนัยสำคัญไม่ว่าจะโดยพื้นที่ในการเลือกตั้งระบบแบ่งเขต หรือโดยสัดส่วนประชากรในแบบบัญชีรายชื่อก็ตาม หากโดยกติกาแล้วจำนวนอันมีนัยสำคัญนั้นมันรวมกันจนถึงขนาดมีผู้แทนราษฎรของพวกเขาได้ ก็สมควรที่จะมี “ผู้แทน” ของพวกเขาในสภาได้ตามภาคภูมิ
อย่างน้อยเราจะได้ยอมนับรับรู้ว่ายังมีคนที่มีความคิดความเชื่อเช่นนี้ประกอบรวมอยู่ในสังคมเรา
และจะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเขา อย่างน้อยก็ยังสมเหตุสมผลอดทนได้มากกว่าจะเห็นหรือได้ยินนายแพทย์ชื่อดังท่านนั้นลอยหน้าลอยตาฟุ้งฝอยตู่อ้างแต่ว่า “คนไทยทั้งประเทศ” คิดอย่างนั้น เชื่อแบบนี้ เคารพศรัทธาอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่ตัวท่านเองเอาแค่จะเป็นผู้แทนราษฎรในเขตพื้นถิ่นของตัวเองก็ยังไม่มีปัญญา
ความคิดข้างต้นอาจจะดูเป็นอุดมคติเพราะในอีกทางหนึ่งก็ยอมรับอยู่ว่ามันมีข้อจำกัดของระบบและ
รูปแบบเมื่อการปกครองที่เราไม่ได้เพียงเลือก ส.ส.เพียงเพื่อเป็น “ตัวแทน” ของเราไปทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงหรือเป็นตัวแทนในรัฐสภาซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งอำนาจรัฐทั้งปวง เพราะเรายังจะต้องเลือก ส.ส.ไปทำหน้าที่เสมือน “คณะผู้เลือกตั้ง” ผู้เลือกหัวหน้าฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีให้เรา ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เราอาจจะไม่ได้เลือก ส.ส.ที่เราอยากเลือกตัวตนของเขาจริงๆ แต่เพียงขออาศัยให้เขาไปเลือกคนที่เราอยากให้เป็นผู้นำประเทศเป็นนายกรัฐมนตรีตามกติกา
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ส.ส.และนักการเมืองทั้งหลายที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงหรือทางอ้อม ก็คือตัวแทนที่เรามุ่งหมายให้ไปใช้อำนาจหรือตัดสินใจทางการเมืองแทนเราทั้งสิ้น ดังนั้น เว้นแต่การทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน เช่น ประชาชนเลือกให้เข้าไปเพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างใดแล้ว เขากลับพลิกเปลี่ยนไปอยู่อีกฝั่งฝ่ายเพียงเท่านั้นอันเป็นความผิดที่ยอมรับไม่ได้ แต่นอกเหนือจากนั้น โดยหลักการเราสมควรต้องปกป้องผู้แทนราษฎรทุกคนที่อย่างน้อยก็ยังทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อกลุ่มประชาชนที่เลือกเขามาเป็นตัวแทน ไม่ว่าเราจะชอบชังอย่างไรก็ตาม
ส่วนจะชังจะวิพากษ์วิจารณ์ด่าทออะไรก็เป็นไปตามเสรีภาพ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการไม่ลดทอนศักดิ์ศรีแห่งผู้แทนราษฎรของเขาด้วย
กิจกรรมการตั้งฉายาให้นักการเมืองซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนที่เล่นกันมาตั้งแต่เราๆ ท่านๆ จำความได้นั้นจึงน่าจะเป็นเรื่องพ้นสมัย อาจจะเรียกความสะใจสำหรับคนในรุ่นที่โตมากับวัฒนธรรมเช่นนั้น หรือคนรุ่นใหม่ที่สักแต่ทำตามๆ กันไปแบบเถรส่องบาตรโดยไม่เคยนึกทบทวน และไม่ทันนึกเฉลียวว่าในอีกทางมันคือการโดดงับเข้ากับการสร้างมายาคติว่าด้วย “นักการเมือง” ที่ประชาชนเลือกมานั้นเป็นผู้ร้าย แต่ “ผู้กระหายอำนาจ” จากนอกวงสิถึงต้องเป็นผู้ดีผู้งาม
การด้อยค่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม เป็นการสร้างทั้งมายาคติและบรรยากาศที่เสริมความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายที่อยากได้อำนาจทางการเมืองโดยไม่ประสงค์จะเป็นตัวแทนของประชาชนกลุ่มใด ให้เข้ามาครอบงำตลอดจนยึดอำนาจรัฐมาแล้วไม่รู้กี่ยุคกี่สมัย กลับมาลิดรอนอำนาจทำลายประชาธิปไตยกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ข้ออ้างของการยกเลิกตำแหน่ง “คนดีศรีสภา” ที่ว่า “…ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่จะเป็นแบบตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ…” นั้นก็น่าขำ มันไม่มีจริงหรือมันไม่มีสมาชิกรัฐสภาคนใดที่จะเป็นแบบตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่ที่ว่านั้น
ผู้แทนราษฎรที่อาสาเข้าไปเป็น “ผู้แทน” ที่ “พูดแทน” ประชาชนคนที่กล้าตั้งคำถามกับงบประมาณที่ประชาชนเคลือบแคลงหากก็ได้แต่พูดกันเบาๆ หรือเอาสิ่งที่คนทั่วไปอาจจะสงสัยแต่ไม่เคยรู้ไปเปิดโปงได้ในที่ประชุมแห่งรัฐสภา เอาเรื่องอันลึกลับให้โผล่พ้นน้ำขึ้นมา
แต่เอาเข้าจริง เราก็ไม่ได้ต้องการตำแหน่ง “คนดีศรีสภา” อันเฉิ่มเชยพ้นสมัยทั้งโดยถ้อยคำภาษาและแนวคิดอันล้าหลังนั้นหรอก การยกเลิกตำแหน่งนี้ไปไม่ได้เป็นการเบิกประจานท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลายในสภาอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นไปเพื่อช่วยไม่ให้ผู้ตั้งผู้จัดกิจกรรมนั้นดูตุ่นเต่าไปกว่านี้
กล้า สมุทวณิช

