หมายเหตุ – นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ “มติชน”ถึงแนวทางการดูแลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโอมิครอน ที่ยังระบาดข้ามปีจนถึงขณะนี้ ทำให้ทุกฝ่ายกังวลต่อผลกระทบด้านเศรษฐกิจ รวมถึงได้ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจปี 2565
ภาพรวมของเศรษฐกิจปี 2565 หลายฝ่ายทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชน มีมุมมองในทิศทางเดียวกัน คือ มองในลักษณะที่เป็นบวก เพราะแรงขับเคลื่อนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตั้งแต่ประเทศไทยมีการคลายล็อกดาวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่มีการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ รวมถึงการผ่อนคลายในเรื่องของการเดินทาง การเปิดร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้า ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ จะมีแรงต่อเนื่องไปถึงปี 2565 ขณะนี้จะสังเกตได้ว่า เรื่องของการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคของพี่น้องประชาชนจากการที่คลายล็อก แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการที่จะทำกิจกรรมเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ต่างจังหวัด ร้านอาหารต่างๆ เริ่มมีลูกค้า ทั้งนี้ การทำกิจกรรมเศรษฐกิจยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ยังคงต้องมีมาตรการในการปฏิบัติเพื่อการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพื่อให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัย
สังเกตได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งสำรวจโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ความเชื่อมั่นเดือนพฤศจิกายน 2564 ปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 7 เดือน รวมทั้งยังมีการจับจ่ายใช้สอยในช่วงของเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ จึงทำให้เห็นว่าแรงกระตุ้นนั้นยังมีอยู่ ดังนั้น ปี 2565 การบริโภคภายในประเทศยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของภาครัฐที่เข้ามาช่วยดูแลรักษาระดับการใช้จ่ายของประชาชน อย่างไรก็ตาม การบริโภคอาจยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับเดียวกับปี 2562 ที่ยังไม่มีการระบาดของโควิด-19 ด้วยเหตุผลที่ว่าการท่องเที่ยวยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แม้จะเปิดประเทศแล้วแต่จำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่ถึง 40 ล้านคน ที่สร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างมากให้กับประเทศ คิดเป็น 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี)
หากถามถึงการขยายตัวจีดีพีปี 2565 แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่ถึง 40 ล้านคนก็ตาม แต่กิจการโรงแรมและที่พักตามแหล่งท่องเที่ยวในต่างจังหวัดเปิดให้บริการและมีการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเรียกพนักงานกลุ่มเดิมที่มีทักษะอยู่แล้วให้กลับมาทำงานตามเดิม ที่ผ่านมารัฐบาลมีการเยียวยาผู้ประกอบการกิจการโรงแรมและที่พัก รวมถึงเยียวยาพนักงานผ่านระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 พร้อมทั้งมีโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เพื่อสนับสนุนให้คนไทยใช้บริการการท่องเที่ยวในประเทศ จะทำให้เห็นว่าภาพของปี 2565 จะไม่ได้ต่างจากปี 2564 มากเท่าไหร่ แต่จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เมื่อการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นเต็มที่จึงต้องเน้นในเรื่องของการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ คือการขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศ การขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐและเอกชน และแรงกระตุ้นอย่างต่อเนื่องจากภาคการส่งออกที่ยังเติบโตได้ดี และได้รับแรงสนับสนุนจะเรื่องค่าเงินบาทยังมีเสถียรภาพ คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เชื่อว่าปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะขยายได้ระดับ 4% ตามที่กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ไว้ จากปี 2564 จีดีพีคาดเติบโต 1%
แต่อย่างไรก็ตาม การประเมินจีดีพีโต 4% ยังไม่ได้รวมประเด็นความกังวลเรื่องของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ทั้งนี้ การประมาณการจีดีพีของ ธปท.ปี 2564 ล่าสุดปรับเพิ่มเป็น 0.9% จากเดิมคาดการณ์ไว้ 0.7% แสดงให้เห็นว่าสิ้นสุดปี 2564 สถานการณ์เศรษฐกิจจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนปี 2565 ธปท.มองในทิศทางบวก เพียงแต่ปรับประมาณการลงมาเป็น 3.4% จากเดิม 3.9% ที่ปรับลงมาเนื่องจากมีปัจจัยของโอมิครอนร่วมด้วย อย่างไรก็ต้องติดตามจากนี้ว่าจะมีผลมากน้อยแค่ไหน เพราะขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน
และเศรษฐกิจช่วงต่อไปยังคงต้องเดินควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะว่าจะเลือกทางใดทางหนึ่งมันก็เป็นต้นทุนทั้ง 2 ด้าน ถ้าเราเลือกเศรษฐกิจมากกว่า เราจะมีต้นทุนทางด้านสาธารณสุขควบคุมสถานการณ์การติดเชื้อไม่ได้ ถ้าประชาชนต่างไม่ระมัดระวัง แต่ถ้าเรื่องการควบคุมทางสาธารณสุขมากกว่ารายการที่หยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 100% มันก็จะมีผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ และขณะนี้ความเชื่อมั่นของประชาชนมีมากขึ้น เรื่องของการฉีดวัคซีนประชาชนได้รับแล้วจำนวนมาก ครบ 2 เข็ม และเริ่มรับเข็มที่ 3 บ้างแล้ว อย่างน้อย 2 เข็มสร้างความอุ่นใจในระดับหนึ่งว่า ถ้าหากได้รับเชื้อ
โควิดแล้วความรุนแรงของอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต
ดังนั้น จะเกิดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งปี 2565 นอกจากการบริโภคจะมีความต่อเนื่องแล้วการลงทุนของภาครัฐจะมีความต่อเนื่องเช่นกัน หากนับปี 2565 รัฐบาลจะมีเม็ดเงินลงทุน จำนวน 9 แสนล้านบาท แบ่งเป็น มาจากงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 6 แสนล้านบาท และจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 3 แสนล้านบาท เป็นเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ
ส่วนมาตรการในปี 2565 กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการเรื่องของการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ 1.มาตรการเพิ่มกำลังซื้อของภาคประชาชนจะออกเป็นโครงการ อาทิ โครงการช้อปดีมีคืน โครงการคนละครึ่งระยะที่ 4 รวมถึงมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย 2.มาตรการลด
ภาระผู้ประกอบการและประชาชน อาทิ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการอนุญาตขายสุรา ยาสูบ และไพ่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการสถานบันเทิงและร้านที่จำหน่ายสุราที่ต้องปิดระหว่างที่มีมาตรการควบคุมโควิด การลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น เพื่อช่วยเหลือธุรกิจสายการบิน การลดมาตรการภาษีอากรและค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้
3.มาตรการทางการเงิน ซึ่งผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เช่น โครงการสร้างงานสร้างอาชีพของธนาคารออมสิน ซึ่งรัฐบาลช่วยสนับสนุนวงเงินประกัน กรณีการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการของขวัญปีใหม่ 2565 จากกระทรวงและหน่วยงานอื่นๆ อีก โดยการดำเนินมาตรการเหล่านี้โดยเฉพาะของกระทรวงการคลังรัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษี 4.8 หมื่นล้านบาท และการอุดหนุนสถาบันการเงินของรัฐ 3.1 หมื่นล้านบาท รวมแล้วประมาณ 7.9 หมื่นล้านบาท รัฐบาลยอมเสียสละไปบ้าง แต่จะมีผลในเรื่องของการช่วยกระตุ้นการบริโภคให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1.33 แสนล้านบาท คิดเป็นเกือบ 2 เท่าจะกินเม็ดเงินที่รัฐบาลสูญเสียไป ซึ่งจะไปสร้างรายได้ให้กับร้านค้าต่างๆ ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีให้กลับมาเสียภาษีให้กับรัฐบาลในอนาคต
ส่วนเม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนจะลงไปสู่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาดว่ามีเม็ดเงินลงทุนประมาณ 1.5 แสนล้านบาท รวมแล้วเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปี 2565 กว่า 2.8 แสนล้านบาท จะช่วยผลักดันให้จีดีพีโตได้ 4% ตามที่กระทรวงการคลังคาดไว้ และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/2564 ต่อเนื่องทั้งปี 2565 แต่จะเห็นการฟื้นตัวอย่างแท้จริงช่วงไตรมาส 2-4 ปี 2565 ที่เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างปกติ ดังนั้น จึงได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ช้อปดีมีคืน คนละครึ่งระยะที่ 4 ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2565
สำหรับเรื่องการหาเม็ดเงิน รัฐบาลได้หามา 2 ก้อนแล้วในปี 2563 ได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และปี 2564 ออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม 5 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะใช้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างที่กล่าวไปว่าถ้าเศรษฐกิจสามารถฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ช่วงไตรมาส 2-4 ปี 2565 เป็นต้นไป ธุรกิจเริ่มกลับมาเปิดได้ ผู้ประกอบการเริ่มมีรายได้ เม็ดเงินของภาคเอกชนจะกลับมาสู่ระบบเศรษฐกิจ ฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องลดบทบาทเรื่องของการสนับสนุนค่าใช้จ่ายลง
ส่วนปัจจัยการระบาดของโอมิครอนไม่อยากให้มีการประเมินที่ต่ำหรือสูงจนเกินไปเพราะส่วนหนึ่งในตอนที่มีการระบาดของสายพันธุ์เดลต้าเข้ามาได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและรุนแรงจริง แต่เมื่อในขณะนี้มีการฉีดวัคซีนอย่างเต็มที่แล้ว และข้อมูลของสายพันธุ์โอมิครอนยังน้อยมาก เท่าที่ทราบคือมีการแพร่กระจายเร็ว แต่อาการรุนแรงน้อย ดังนั้น ในเรื่องของความรุนแรงอาจไม่มากเท่าเดลต้า และประเทศไทยมีประสบการณ์จากช่วงการระบาดของเดลต้า จึงทำให้รัฐบาลไทยไม่ประมาทในเรื่องของสาธารณสุข เพราะฉะนั้นจึงยังไม่อยากให้ประเมินต่ำหรือสูงจนเกินไป เพราะในด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยจะต้องเดิน ให้ประชาชนมีรายได้ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกันและฟันฝ่าอุปสรรคนี้ไปให้ได้
โดยยืนยันได้ว่าประเทศไทยมีเสน่ห์ น่าลงทุนไม่แพ้ใคร เรื่องการดึงดูดการลงทุนคิดว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากมาย ความมีเสน่ห์ของเมืองไทยเป็นจุดที่สำคัญมากที่ทำให้ทุกคนอยากมาเมืองไทย ทั้งน่าเที่ยว มาลงทุนและมาอยู่อาศัย อันนี้คือสิ่งที่ทุกคนทราบกันดีว่าไทยเป็นประเทศที่มีความคุ้มค่าในการที่จะจ่ายเงินมาเที่ยว เพราะฉะนั้นเสน่ห์ตรงนี้เป็นสิ่งที่ไทยมีอยู่แล้ว และมีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานซึ่งปัจจุบันก็มีโครงการมากมายของภาครัฐที่มาเสริมในเรื่องของการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางราง รวมถึงเรื่องของสนามบินก็มีการขยายอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น ในเรื่องของความสะดวกสบายในการเดินทางในไทยเชื่อว่าไม่แพ้ใครในกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียน
สิ่งที่จะดึงดูดการลงทุนได้อีกอย่างหนึ่งคือ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)มีทั้งการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน ในโครงการรถไฟความเร็วสูง สนามบิน และท่าเรือ ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ขณะนี้ได้มีผู้ที่ประมูลรับสัมปทานก่อสร้างโครงการต่างๆ แล้ว อีกด้านหนึ่งคือเรื่องของรายได้ใหม่ที่จะเพิ่มมูลค่าให้แก่ประเทศ เป็นอุตสาหกรรมที่ทันสมัย โดยเฉพาะเรื่องของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จึงเป็นอีกพื้นที่เศรษฐกิจหนึ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ
ส่วนต่อไปคือเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล ในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะเรื่องของโครงข่าย 5จี ของประเทศไทยถือว่ามีความคืบหน้าและมีความพร้อมแล้ว และรัฐบาลกำลังพยายามเดินหน้าเรื่องของการเชิญชวนให้บริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในเรื่องของดาต้า เซ็นเตอร์ การให้บริการคลาวด์ เซอร์วิส รวมทั้งแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของดาต้า เซ็นเตอร์ บริษัทยักษ์ใหญ่ก็ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยแล้วเป็นหลักพันล้านเหรียญสหรัฐ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพเต็มเปี่ยม
ขณะที่กระแสเรื่องการที่จะย้ายฐานการผลิตออกจากไทยเนื่องจากไทยมีข้อด้อยเรื่องค่าแรงที่สูงกว่ากลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา แต่สิ่งที่ไทยได้เปรียบคือคุณภาพของแรงงาน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียนแล้วก็ถือว่าไม่ได้แพ้ใคร ดังนั้น หลายๆ ปัจจัยจึงต้องนำมาถ่วงดุลกันและประกอบการตัดสินใจของผู้ลงทุน ส่วนมาตรการด้านภาษีก็จะเป็นในส่วนของการจูงใจ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ออกแบบเพื่อดึงดูดนักลงทุนมากที่สุด
ในเรื่องของเม็ดเงินของรัฐบาลที่เป็นเงินกู้มา 1 ล้านล้านบาทนั้น ได้ใช้ตามกำหนดไปครบแล้ว ขณะที่เงินกู้เพิ่มเติม 5 แสนล้านบาท ยังคงเหลืออยู่ 2 แสนล้านบาท หากถามว่ามีความจำเป็นที่จะต้องหาเงินเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอย่างเรื่องของโอมิครอนจะมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหนยังไม่สามารถประเมินได้ยังชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการหาเงิน ถ้าหากจำเป็นจริงๆ ทางคณะกรรมการวินัยการเงินการคลังของรัฐก็ได้มีมติเห็นชอบในการขยายระดับเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% แล้ว ดังนั้น ก็จะมีพื้นที่ทางการคลังเหลืออยู่ประมาณ 10% ถ้าหากมีความจำเป็นต้องการเงินกู้ รัฐบาลยังมีช่องว่างพอที่จะกู้เงินได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการยกเพดานหนี้แล้วจะต้องกู้เลยทันที ส่วนนี้ไม่จำเป็น ถ้ายังไม่ต้องการใช้เงินกู้ ก็เป็นเพียงการเปิดกว้างช่องว่างทางการคลังให้รัฐบาลยังมีวินัยตามที่คณะกรรมการวินัยทางการเงินการคลังกำหนด
ส่วนวงเงินในมาตรา 28 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ที่กำหนดไว้ว่าในกรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินก็สามารถใช้เงินได้ในกรอบวงเงิน 30% ของงบประมาณรายจ่าย ในส่วนนี้คือที่ใช้ในนโยบายสำคัญ คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณไปจนเต็มวงเงินที่กำหนด ดังนั้น โครงการประกันรายได้ในปีการผลิต 2564/65 มีความจำเป็นต้องใช้เงินมากเนื่องจากราคาข้าวตกต่ำ แต่รัฐบาลมีวงเงินไม่เพียงพอ ดังนั้น คณะกรรมการวินัยการเงินการคลังของรัฐจึงได้ขยายเพดานส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 5% หรือเป็น 35% ทำให้มีพื้นที่พอที่จะใช้เงินสำหรับโครงการประกันรายได้ แต่อย่างไรก็ตาม เงินส่วนนี้ได้ถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องมีการใช้คืน ซึ่งรัฐบาลจะต้องไปตั้งงบประมาณสำหรับการใช้คืนในปีงบประมาณถัดไป โดยในแต่ละปีรัฐบาลได้มีการตั้งวงเงินไว้อยู่แล้วเพื่อให้ปีถัดไปมีงบประมาณที่จะใช้ในโครงการอื่นๆ ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเปิดพื้นที่ทางการคลัง โดยในส่วนของมาตรา 28 นั้นแยกออกมาจากหนี้สาธารณะ
แต่เมื่อประเทศไทยมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากอยู่ในช่วงวิกฤต และทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับโควิด-19 รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินในการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ ดังนั้น จึงมีการกู้เงินเพิ่มขึ้นส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันนโยบายการเงินก็จะต้องเลือกอำนวยให้กับการดำเนินนโยบายทางการคลัง หมายความว่าเมื่อรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงิน นโยบายการเงินต้องผ่อนคลายเพื่อให้นโยบายการคลังสามารถดำเนินต่อไปได้ ง่ายๆ คือเมื่อรัฐบาลมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทางภาคการเงินก็อย่าเพิ่งขึ้นดอกเบี้ย แม้อาจจะทำให้เกิดแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อมากขึ้นในภาวะปกติ แต่ขณะนี้มันไม่ปกติ เมื่อมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราคาสินค้าอาจจะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่การขึ้นดอกเบี้ยอาจจะเป็นอุปสรรคในการเพิ่มต้นทุนให้กับภาครัฐและภาคเอกชน
แต่เมื่อกู้เงินมาแล้วรัฐบาลจะใช้จ่ายเงินอย่างเดียวไม่ได้ โดยรายได้รัฐบาลหลักๆ มาจากเรื่องภาษีและจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรายได้ภาษีไทยไม่ได้มีการปรับโครงสร้างภาษีมานาน โดยมี 2 เรื่องคือการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และการขยายฐานภาษี ประเด็นที่สำคัญคือ ช่วงวิกฤตสามารถใช้จ่ายเงินได้ไม่จำกัดจำนวน ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องของหนี้สาธารณะ แต่เมื่อวิกฤตคลี่คลายลงรัฐบาลก็ต้องกลับมาดูเรื่องความเข้มแข็งทางการคลัง หมายความว่าจำเป็นจะต้องหารายได้ให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งนำมาสู่การปรับโครงสร้างภาษี
เรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีก็ชัดเจนว่ารัฐบาลจะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้เสียภาษีในระบบ โดยไม่จำเป็นจะต้องเดินทางมาถึงสำนักงานสรรพากรเพื่อเสียภาษีต่อไป ช่วยลดต้นทุนของภาคเอกชนในการทำเอกสารแบบกระดาษ ส่วนเรื่องของการขยายฐานภาษีก็ต้องดูที่ว่ารายได้ประเภทไหนที่จะสามารถขยายฐานได้ ซึ่งกำลังมีการพิจารณาอยู่ เช่น ภาษีขายหุ้น 0.1% ที่ออกกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2534 แต่ในปี 2535 ได้ออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากต้องการสนับสนุนตลาดหลักทรัพย์ให้เติบโต สนับสนุนให้มีการซื้อขายหุ้นให้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น จะเป็นภาษีตัวหนึ่งที่กระทรวงการคลังมองว่าตลาดหุ้นได้มีการเติบโตแล้ว ผู้ลงทุนก็มีกำไร จำนวนมากก็ควรจะเสียภาษีให้กับประเทศ และถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิดไม่มาก
รวมถึงต้องดูประสิทธิภาพของการหารายได้ของรัฐบาลมีมากน้อยแค่ไหน สามารถหาได้เพียงพอต่อรายจ่ายจำเป็นต่างๆ ของประเทศหรือไม่ และกระทรวงการคลังมีแผนจะสร้างความยั่งยืนทางการคลัง โดยการลดการขาดดุลทางการคลัง ซึ่งในปีงบประมาณ 2565 กำหนดวงเงินกู้ชดเชยการขาดดุลไว้ที่ 7 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 4.1% ของจีดีพี และในการเสนองบประมาณประจำปี 2566 ตั้งใจไว้ว่าจะลดวงเงินชดเชยการขาดดุลให้น้อยกว่า 4.1% และจะดูแลในเรื่องของงบรายจ่ายที่ตั้งใจจะกำหนดรายจ่ายเฉพาะที่จำเป็นและคุ้มค่า อาทิ เงินเดือนของข้าราชการ งบประมาณของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเม็ดเงินสำหรับการลงทุน ในส่วนของรายได้ก็ต้องมีการขยายให้มีสัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มด้วย ทั้งในส่วนของรายได้ภาษีและรายได้จากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเรื่องนี้จะเสนอ ครม.ในเดือนมกราคมนี้
สำหรับเรื่องที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เอเชียแปซิฟิก (เอเปค) 2022 กระทรวงการคลังก็ได้เตรียมนำเสนอในเรื่องของ ความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่หลายประเทศให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการทำงบประมาณที่ไม่ขาดดุลให้ได้อย่างต่อเนื่อง ประเด็นต่อมาคือเรื่องของการสร้างเศรษฐกิจและสร้างรายได้ใหม่ของอุตสาหกรรม ที่ให้ความตระหนักเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น มาตรการภาษี สนับสนุนใช้พลังงานสะอาด การสนับสนุนให้ผลิตและใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
ต่อมาคือการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทำธุรกิจ ธุรกรรมให้ทันสมัยและช่วยลดต้นทุน กระทรวงการคลังก็ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเอามาเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี และการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ หลังจากที่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนการลงทุนด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งประเด็นเหล่านี้ก็จะเป็นวาระของการประชุมเอเปค 2023และจะถูกนำมาขยายผลให้เป็นรูปธรรมภายในปี 2565 นี้

