หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ในความมึนงง กับไวรัสสายพันธุ์ใหม่

4.01.22 | 13:00 น.

ผมรู้สึกเหมือนว่าการรับมือกับไวรัสโอมิครอนทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยเองเป็นอะไรที่มึนๆ งงๆ กันอยู่มาก

ประการแรก ไวรัสตัวนี้มีผลการวิจัยที่หลากหลาย ทั้งในแง่ฤทธิ์เดชของมัน และในแง่ความเร็วในการแพร่ระบาด

โดยในส่วนของการระบาด มีข้อมูลที่ยืนยันค่อนข้างตรงกันก็คือเรื่องของการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

แต่เรื่องผลของการระบาดนั้นแม้จะกล่าวอ้างว่าไม่รุนแรงเท่าเดลต้า แต่เราไม่ได้รับข้อมูลอย่างเป็นระบบว่ามันมากหรือน้อยกว่าตัวเก่าคือ ตัวอู่ฮั่น กับตัวจากอังกฤษอยู่ดี

อันนี้พูดในแง่ของประชาชนคนเสพข่าวนะครับ

Advertisement

อย่าลืมว่าก่อนจะมีเดลต้า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ เพียงแต่การที่เราอยู่กับเจ้าโควิดนานๆ เข้ามันทำให้เราชาชินกับความเจ็บไข้ และการสูญเสียมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

จากสถิติที่การติดเชื้อแตะหลักร้อยก็แย่แล้วในช่วงแรก มาแตะหลักพันก็ว่าหนัก มาสู่แตะหลักหมื่น แสน ล้าน การมียอดคนตายรวมเป็นหมื่น ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งรัฐบาลและประชาชนรู้สึกอะไรมากนักเมื่อมองย้อนหลัง

เว้นแต่กรณีของครอบครัวที่สูญเสียสมาชิกที่เป็นที่รักของเขาไป

ที่สำคัญถ้าลองค้นหาย้อนหลัง จะพบว่าตัวแรกที่ไม่ได้มีการรายงานรายวันคือตัวเลขการเสียชีวิตสะสม แต่ตัวเลขติดเชื้อรายวัน ติดเชื้อสะสม ป่วยสะสม และหายสะสมจะมีรายงานอย่างเป็นระบบ

ประการที่สอง ดูเหมือนความเข้าใจในโลกต่อไวรัสชนิดนี้จะมีไม่มากนัก อาจเป็นเพราะว่าหลายฝ่ายเชื่อว่าวัคซีนที่ตนฉีดไว้นั้นจะเอาอยู่ หรือผ่อนหนักให้เป็นเบา หมายถึงมีการตื่นตัวในแง่ของผลการวิจัยเหมือนตัวอื่นๆ โดยเฉพาะไม่ได้เริ่มการวิจัยใหม่เลย ส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดการวิจัยเก่า แต่ความรู้สึกถึงภัยอันตรายของมันมีน้อยกว่ามากทั้งที่จำนวนคนติดมีมากและแพร่กระจายได้เร็ว

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะว่าท้ายที่สุดโลกยอมรับวัคซีน MRNA มากกว่า Vector หรือเชื้อตาย ตั้งแต่การประกาศให้เป็น booster shot หลังจากที่ฉีก MRNA ไปแล้วสอง หรือฉีดตัวอื่นไปแล้ว

ผลสรุปของเรื่องก็คือ ไม่ว่าจะมีสูตรไขว้อีกกี่ชนิด สุดท้ายก็จะต้องจบที่ MRNA (ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา) มากกว่าตัวอื่น

ประเด็นจึงมาอยู่ที่ว่า ประเทศที่ไม่ได้วางรากฐานสำคัญทั้งสองประการ คือ หนึ่งการเร่งฉีดวัคซีนให้ทั่วถึง และการฉีดวัคซีนให้ถูกชนิด จะเป็นประเทศที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากขึ้น ในการยอมรับของแต่ละประเทศทั้งการปล่อยคนของเขาออกมา หรือยอมรับให้คนของเราเข้าประเทศ

ประการที่สาม หากพิจารณาการบริหารสถานการณ์โควิดรอบล่าสุดของต่างประเทศ โดยเฉพาะในระดับเมืองในสหรัฐอเมริกา สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดอีกด้านหนึ่งก็คือการจัดระบบการตรวจ ทั้งระบบที่เรียกว่า ATK คือตรวจรู้ทันที และระบบ PCR ซึ่งจะได้ผลที่แน่นอนกว่า แต่จะเสียเวลามากกว่า

การจัดระบบการตรวจนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และจะทำให้เกิดความมั่นใจต่อจากเรื่องของการฉีดวัคซีน MRNA ไปแล้วสองเข็ม และมีการฉีดเข็มกระตุ้น ดังที่ผมได้ชี้แจงไว้แล้วว่า การเว้นสองเข็มและเข็มกระตุ้นนี้ชี้ว่ายังมั่นใจว่าวัคซีนเดิมยังรับมือสายพันธุ์ใหม่ได้เสมอ เพราะสูตรวัคซีนใหม่ยังไม่ออก

การกระจายชุดตรวจออกไปให้กว้างขวาง และตรวจให้บ่อยขึ้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะข้อมูลต่างๆ ออกมาตรงกันว่า แม้จะมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้เสมอ

ในประเทศไทยระบบการตรวจยังไม่แพร่หลาย ชุดตรวจยังราคาแพง ส่วนที่ทำอย่างเป็นระบบมีแต่ส่วนของการริเริ่มของเอกชนตามห้างร้าน โดยเฉพาะส่วนให้บริการลูกค้าที่ออกมาแจ้งว่ามีการตรวจโควิดทุกวันหรือทุกสัปดาห์ แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นคือเรื่องของการตรวจเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง โดยเฉพาะที่ให้บริการประชาชน และเพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเอง

การตรวจโควิดเป็นเรื่องที่สำคัญมากด้วยเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ การฉีดวัคซีนนั้นยังไม่ได้ลงไปที่เด็กอย่างครบถ้วน ดังนั้น การตรวจอย่างเป็นระบบจะช่วยอย่างมากในการรับมือกับสถานการณ์การระบาด

ขณะที่ในบ้านเรานับวันยังทำอะไรกันแบบราชการชุ่ยๆ เช่น ระบบการสแกนแอพพ์พวกนามสกุล “ชนะ” ทั้งหลาย ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนัก ไม่มีการตรวจอย่างเป็นระบบทั้งต้นทางและปลายทาง ยิ่งกรณีการกลับไปเยี่ยมบ้านในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งเป็นแบบแผนทางประชากรศาสตร์ของบ้านเรา ยิ่งไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องนี้ ทั้งหมดเป็นระบบการตั้งรับมากกว่าระบบการป้องกันและติดตาม

ประการที่สี่ คือเรื่องของการทำงานที่บ้าน อย่าลืมว่าการทำงานที่บ้านนั้นในหลายอาชีพอาจจะเป็นสิ่งที่ดี ปลอดภัย และสะดวกสบาย ทั้งนี้ เพราะพนักงานเองก็ไม่รู้สึกปลอดภัยกับการมาทำงาน บริษัทเองก็อาจจะเกิดปัญหาเมื่อเจอการติดเชื้อก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายอีกมาก แต่สุดท้ายสิ่งที่ท้าทายก็คือการทำงานที่บ้านนั้นอาจไม่ได้มีผลดีกับเศรษฐกิจของเมืองในภาพรวมไปเสียทั้งหมด

เพราะการทำงานที่บ้านอาจทำให้แบบแผนการใช้จ่ายทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ร้านอาหารบางร้านต้องปิดตัว หาบเร่แผงลอยและกิจการบริการต่างๆ ก็สูญเสียรายได้ จริงอยู่ว่าอาจจะมีหลายบริการที่อยู่รอด แต่ต้องไม่ลืมว่าใน platform economy ที่ทุกคนใช้บริการ โดยเฉพาะการซื้อขายออนไลน์นั้น คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือเจ้าของ platform ที่กินส่วนต่างจากทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ขนส่ง

ประการที่ห้า ระบบที่ไร้ระบบของบ้านเราในการรับมือการระบาดระลอกใหม่นี้คือยังไม่ประกาศให้ประชาชนเข้าใจขั้นตอนที่ชัดเจนตั้งแต่สิทธิในการรับวัคซีน ชนิดของวัคซีนที่จะได้รับ การเข้าถึงและข้อบังคับในการตรวจ รวมทั้งขั้นตอนลำดับอาการในการรักษา เช่น เมื่อมีผลตรวจแล้วจะต้องนอนโรงพยาบาลทั้งหมด
หรือกักตัวในสถานกักตัว หรือกลับบ้านได้และดูแลตัวเอง อีกทั้งยาต่างๆ ที่จะได้นั้นจะเป็นแบบไหน

ระบบการรายงานข่าวยังให้ความสำคัญแต่เรื่องของการรายงานตัวเลข และการประกาศข้อแนะนำให้ปฏิบัติตนให้ห่างไกลจากโควิดซึ่งเหมือนเทปที่เปิดจนยาน ซ้ำซากมาตั้งแต่ระลอกแรก สิ่งที่สำคัญที่ควรจะทำให้เป็นระบบคือการอธิบายสิทธิและขั้นตอนในการเข้าถึงระบบการดูแลด้านสาธารณสุขของรัฐ การส่งเสริมให้ชุมชนได้จัดการดูแลผู้ป่วย และการช่วยเหลือปรับสภาพในระดับครัวเรือน รวมทั้งของคนที่อยู่คนเดียวในสถานที่อื่นๆ เช่น ในห้องเช่า ในคอนโด

นอกจากนั้น ยังต้องรวมถึงการเข้าถึงสิทธิในการดูแลคุ้มครองหากต้องหยุดงาน หรือขาดรายได้

สิ่งนี้หมายถึงการที่จะต้องมีศูนย์หรือสายด่วนที่จะต้องทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจทำได้ในระดับรัฐบาลท้องถิ่นร่วมกับระบบอาสาสมัคร เพราะจากเดิมที่เราจะพบว่าการระบาดหนักในระลอกที่แล้วนั้นปัญหาใหญ่
นอกเหนือจากการขาดแคลนไปเสียทุกสิ่งแล้ว ยังขาดการประสานที่ดีในส่วนของหน่วยงานภาครัฐกันเอง จนเกิดระบบอาสาสมัครช่วยเหลือกันเอง

ประการสุดท้าย คือส่วนที่สำคัญไม่น้อยกว่าทุกส่วนที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ได้แก่เรื่องของทัศนคติของผู้นำประเทศในเรื่องของการบริหารจัดการสถานการณ์ ซึ่งผ่านมาจะสองปีแล้วก็ไม่ได้ดีขึ้น ผู้นำยังพูดจาเป็นเล่น เอาดีเข้าตัว และที่แย่ที่สุดคือการทำงานที่ล่าช้าและรวมศูนย์อำนาจ ปล่อยให้หน้างานคือเจ้าหน้าที่ภาคสนามเผชิญปัญหาและความเสี่ยง และยังปล่อยให้ทีมโฆษก ศบค.เองต้องออกมาด้นบทรายวันกันไปเรื่อยๆ แถมยังหนักไปทางอบรมบ่มนิสัยประชาชนมากกว่าเรื่องของระบบที่ควรจะรับทราบดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งก็เพราะการประชุมที่ล่าช้า การตั้งกรรมการแต่ไม่ประชุมให้ทันกับสถานการณ์ การประกาศการตัดสินใจแต่ละอย่างโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาบ่อยครั้ง และเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชน

ความหมดหวังของประชาชนต่อการบริหารสถานการณ์โควิดของรัฐนั้นมาถึงจุดที่ประชาชนมีความชำนาญในการดิ้นรนกันเองมากขึ้นทุกวัน วิ่งหาวัคซีนตามจุดต่างๆ จองคิวซื้อเอง ต่อรองติดต่อซื้อต่อกัน รวมไปถึงการที่บริษัทและหน่วยงานราชการต่างๆ ต้องตัดสินใจกันเองว่าจะให้ทำงานที่บ้านกี่วัน และวางระบบให้บริการประชาชนกันเอง และจนถึงวันนี้เราก็ยังเห็นว่าเราไม่เคยมีแพทย์ใหญ่ที่ทำหน้าที่ให้คำตอบกับประชาชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีแต่สื่อต้องวิ่งหาข่าวและสร้างสมดุลของข่าวกันเองว่าหมอแต่ละรายมีความเห็นอย่างไร ส่วนความเห็นของกระทรวงสาธารณสุขถูกกำกับและเข้าแถวไปกับการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีสองกลุ่มคือตัวทีมนายกรัฐมนตรีและทีมรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ความเห็นและการตัดสินใจในระดับเมืองถูกปรับเปลี่ยนจากรัฐบาลส่วนกลางได้เสมอ

ผมยังมองไม่เห็นว่าปีนี้ระบบของรัฐจะดีขึ้นได้อย่างไร แต่ผมมั่นใจว่าประชาชนเข้มแข็งขึ้นทุกวันเพราะเขาต้องดิ้นรนทั้งกับการกลายพันธุ์ของโควิดกันไปอย่างงง และยังต้องดิ้นรน-อดทนกับความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงวันนี้นั่นแหละครับ (หมายความว่ารัฐในแง่ระบบสาธารณสุขพื้นฐานยังไม่แย่เท่ากับรัฐบาลที่บริหารสถานการณ์นั่นแหละครับ)