แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 ดูเหมือนเชื้อกลายพันธุ์โอมิครอนไม่รุนแรง
แม้จะติดง่ายกว่าเดลต้า แต่ถ้าดูสถานการณ์ ณ วันนี้ คงไม่ต้องถึงขั้นกลับไปล็อกดาวน์เหมือนในอดีต
แต่ทว่าอีกด้านสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจกลับยังคงน่าเป็นห่วง หลายธุรกิจยังคงบอบช้ำหนัก
ทำให้มีเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชน ขอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง อย่าเพิ่งหยุด
รวมทั้งพยายามหามาตรการใหม่ๆ เพื่อออกมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในยามสินค้าราคาแพง ต้นทุนการใช้ชีวิตสูงขึ้นทุกวัน แต่รายได้แทบไม่พอยาไส้
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า ข้อเสนอลดต้นทุนเอสเอ็มอีคือ ลดเครดิตเทอมบริษัทใหญ่จ่ายเงินให้กับเอสเอ็มอีจาก 120-150 วัน เหลือ 30-60 วัน พร้อมกับการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อให้มีสภาพคล่อง
ประธานหอการค้าแนะว่า สิ่งต้องระวังสำหรับปี 2565 คือต้นทุนสินค้าราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะถ้าค่าเงินบาทอ่อน การนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาแล้วจะมีราคาแพงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าขายปลีกขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นไปด้วย
ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาแล้ว เพราะเงินเฟ้อขึ้นสูงมาก จะกระทบถึงไทยแน่นอน โดยมองกรอบเงินเฟ้อของไทยปี 2565 อยู่ระหว่าง 1-2% ไม่สูงเกินไป
สิ่งสำคัญรัฐบาลต้องเตรียมเงินเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค พร้อมกับต้องมีมาตรการภาครัฐอื่นๆ เตรียมไว้ด้วย
ส่วนวงเงินมาตรการช้อปดีมีคืนนั้น ก่อนหน้านี้หอการค้าไทยเรียกร้องไปที่ 50,000 บาทต่อราย
แต่เมื่อรัฐบาลประกาศมาเพียง 30,000 บาทต่อรายก็ถือว่ายังดี
“มาตรการกระตุ้นกำลังซื้ออยากให้มีต่อเนื่อง อย่างโครงการเราเที่ยวด้วยกันและโครงการคนละครึ่ง รัฐบาลประกาศเฟส 4 ออกมาแล้ว” นายสนั่นเห็นด้วยกับการออกมาตรการดังกล่าว
แต่ถ้าใครมีโอกาสพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ
จะรู้ว่าปัญหากำลังจะเกิดขึ้นตามมาจากโครงการคนละครึ่งที่ทางรัฐบาลเป็นปลื้มนักหนา
เพราะโครงการนี้เข้าถึงการใช้จ่ายของประชาชนและผู้ค้ารายย่อยได้อย่างตรงเป้าหมายมากกว่าโครงการอื่น
แต่ขณะนี้มีผู้ค้าบางรายเริ่มร้องเรียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการโดนภาษีย้อนหลังตามมาจากการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง
สงสัยว่าอาจเป็นเพราะมาระยะหลังเริ่มค้าขายได้มากขึ้นกว่าอดีตช่วงโควิดระบาดหนักต้องล็อกดาวน์
ไม่รู้ว่าอาจทำให้ตัวเลขรายได้ร้านค้าโชว์ออกมางดงาม ถูกใจกระทรวงการคลังหรืออย่างไร จึงมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
หากยังจำกันได้ ตอนเริ่มโครงการคนละครึ่งเฟสแรก รัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน 16 ต.ค.63
ระยะแรกร้านค้าเข้าร่วมโครงการไม่คึกคักมากเท่าปัจจุบัน
ปัญหาที่ร้านค้ากลัวก็คือ “ภาษีย้อนหลัง” เพราะจากเดิมค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หาเช้ากินค่ำหรือได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็ไม่เคยต้องเสียภาษี
แต่เมื่อรัฐบาลรับปากจนทำให้เชื่อมั่นว่าจะไม่โดนภาษีในอนาคต ทำให้ร้านรวงต่างๆ พาเหรดเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเป็นทิวแถว
และถ้าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ “ล่อมาเชือด” มาไล่เก็บภาษีย้อนหลังร้านค้าแบบนี้
สิ่งที่จะตามมาคือ ร้านต่างๆ จะไม่ให้ความร่วมมือในโครงการอื่นๆ ของรัฐในอนาคต
ความเชื่อมั่นของเอสเอ็มอีต่อหน่วยงานรัฐและรัฐบาลจะสูญเสียไป
ภาครัฐจะไม่ได้รับความร่วมมือจากบรรดาเอสเอ็มอีอีกต่อไปในอนาคต
ถือว่าเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะความเชื่อมั่นต่อรัฐเป็นเรื่องใหญ่
ถ้ารัฐบาลหรือกระทรวงการคลังไม่ออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เป็นเพราะอะไร
เป็นเพราะถังแตก ไม่มีความสามารถหารายได้จากทางอื่นมาโปะหนี้แล้วหรืออย่างไร ถึงต้องหันมารีดเลือดกับปูแบบนี้
ดีไม่ดี ถ้าไม่รีบแก้ไขอาจจะกลายเป็นมีประเด็นเพิ่ม
อาจจะเป็นตัวเร่งขับไล่รัฐบาลนี้ให้ไปไวขึ้นอีกปัจจัยก็ได้ ใครจะไปรู้
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

