ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับนักธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ แต่เป็นระบบอุปถัมภ์ที่มีมาเนิ่นนานทั่วโลก ในทางทฤษฎี กองทัพเป็นองค์กรที่มีมูลค่าสูง ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีราคาสูง ไปจนถึงพาหนะที่ใช้ด้านการทหาร ไม่ว่าจะเป็นรถถัง เครื่องบินรบ เฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ ฯลฯ ก็ล้วนมีราคาสูง ทุกครั้งที่มีการจัดสรรงบประมาณจัดซื้อเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้ ก็มักจะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าตามมาเสมอ ไม่ใช่เฉพาะในพม่าหรือไทยเท่านั้น แต่คำถามที่ว่าปัจจัยที่ใช้ในการสงครามแบบนี้ยังจำเป็นเพียงใดในโลกศตวรรษที่ 21 โลกที่ผู้คนแสวงหาสันติภาพ และโลกที่ประสบกับปัญหาอื่นๆ ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าปัญหาด้านความมั่นคง
ในหลายประเทศ งบประมาณด้านการทหารเป็นงบประมาณหลัก โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อพิพาทกับประทศโดยรอบ หรือประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน หรืออิสราเอล แต่ในประเทศขนาดเล็ก ที่ไม่ได้มีสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์กับประเทศอื่น อย่างที่เคยเกิดขึ้นในยุคสงครามเย็น การเติบโตของกองทัพสะท้อนความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และอาจชี้ให้เห็นการถดถอยของเสรีภาพและประชาธิปไตยด้วย
นอกจากจะมีตัวแสดงใหม่ๆ ที่เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนค้ำจุนกองทัพ สถานะของกองทัพพม่าเปลี่ยนไปอีกครั้ง จากเดิมที่เป็น “ตั๊ดม่ะด่อ” กลายมาเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในรัฐบาล นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจที่จะเข้ามามีความสัมพันธ์กับกองทัพนับแต่นี้จะเป็นธุรกิจใหญ่ที่ไม่ได้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อขายประชาชนภายในประเทศ เพราะการประท้วงต่อต้านรัฐประหารของคนพม่ายังรวมถึงกันแบนสินค้าที่เป็นของบริษัทที่ให้การสนับสนุนกองทัพ หรือบริษัทที่กองทัพพม่าเป็นเจ้าของ ขบวนการอารยะขัดขืนแบบพม่านี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ประชาชนยังกดดันให้กลุ่มธุรกิจต่างชาติหลายบริษัทถอนตัวออกจากพม่าได้

(ภาพจาก Singapore Management University Office of Alumni Relations)
ธุรกิจที่จะอยู่รอดต่อไปในสภาวะอนาธิปไตยและสังคมที่ล่มสลายแบบพม่าคือธุรกิจสีเทาๆ ที่อยู่รอดได้ด้วยการอุปถัมภ์จากผู้นำในกองทัพ และที่ได้ประโยชน์จากการผูกขาด เช่น ธุรกิจค้าอาวุธ อสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ ธุรกิจของตระกูลจ่อ ตาวง์ (Kyaw Thaung) เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดพร้อมกับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้นำในกองทัพ
ธุรกิจของตระกูลจ่อ ตาวง์ ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ 2 แห่ง ชื่อว่า KT Group และ Ky-Tha Group ธุรกิจหลักของครอบครัวนี้คือการค้าอาวุธและการเช่าที่ดินจากกองทัพพม่า ธุรกิจของครอบครัวจ่อตาวง์ เริ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่มาเติบโตในยุคหลังนายพลเน วิน เข้ามาเป็นผู้นำในรัฐบาลในปี 1958 และ 1962 เป็นต้นไป ในขณะที่บริษัทเอกชนอื่นๆ ได้รับผลกระทบจากนโยบายโอนกิจการของเอกชนไปเป็นของรัฐบาลพม่า (privatisation) จ่อ ตาวง์ กลับมั่งคั่งขึ้นจากสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับนายทหารในสภาปฏิวัติ
เมื่อเข้าสู่ยุคเผด็จการทหารภายใต้ SLORC และ SPDC ทายาทจ่อ ตาวง์ รุ่นที่ 3 ก็ยังทำธุรกิจกับกองทัพต่อไป และขยายกิจการให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาก มีทั้งธุรกิจในภาคโลจิสติกส์ โทรคมนาคม การก่อสร้าง พลังงาน และอสังหาริมทรัพย์ ในปัจจุบัน เจ้าของกลุ่มธุรกิจจ่อ ตาวง์ คือหลานปู่ของจ่อ ตาวง์ ชื่อว่าโจนาธาน เมี้ยว จ่อ ตาวง์ (Jonathan Myo Kyaw Thaung) กลุ่มธุรกิจจ่อ ตาวง์มีบริษัทถึง 30 บริษัทที่จดทะเบียนทั้งในพม่า สิงคโปร์ และอังกฤษ จากบทความของฮันนาห์ บีช (Hannah Beech) จากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส และการสืบสวนของ Justice for Myanmar กลุ่มจ่อ ตาวง์ มีความสนิทสนมเป็นพิเศษกับมิน อ่อง ลาย หัวหน้าคณะรัฐประหาร และผู้นำกองทัพพม่า รวมทั้งอ่อง โก วิน (Aung Ko Win) นักธุรกิจเจ้าของกลุ่มธุรกิจ KBZ ที่เป็นทั้งเจ้าของธนาคาร บริษัทรับเหมาก่อสร้าง สายการบิน และยังเป็นเจ้าของสัมปทานเหมืองแร่อีกจำนวนมาก ว่ากันว่าบรรดานักธุรกิจในพม่ากลุ่มนี้เองที่ทำหน้าที่เจรจาธุรกิจให้กับกองทัพพม่า เนื่องจากชาติตะวันตกมีมาตรการแบนผู้นำทหารและกองทัพพม่า เมื่อจำเป็นต้องเปิดดีลซื้อขายกับสหรัฐอเมริกาหรือชาติในสหภาพยุโรป เช่นการเจรจาซื้อเครื่องบินรบ ก็ต้องใช้เครือข่ายของนักธุรกิจกลุ่มนี้
รายได้หลักที่กองทัพพม่าได้มาจากเครือจ่อ ตาวง์ คือสัญญาการเช่าที่ดินจากกระทรวงกลาโหม บริษัทของกองทัพ ได้แก่ MEHL (Myanma Economic Holdings Limited) และ MEC (Myanmar Economic Corporation) เงินที่กองทัพและนอมินีได้ไปถูกนำไปซื้ออาวุธเพื่อเพิ่มแสนยานุภาพในกองทัพพม่า
โจนาธาน จ่อ ตาวง์ พบกับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ลาย เป็นครั้งแรกในปี 2015 ใน Paris Air Show งานแสดงโชว์เครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในครั้งนั้นผู้นำกองทัพพม่าให้ความสนใจเครื่องบินรบจากปากีสถาน (ชื่อรุ่น JF-17 เป็นเครื่องบินรบที่ปากีสถานผลิตได้สำเร็จเป็นรุ่นแรกโดยได้รับความช่วยเหลือจากจีน) และในที่สุดกองทัพพม่าก็ได้เครื่องบินรบรุ่นนี้มาครอบครอง ด้วยการเจรจาต่อรองของ KT Group หลังจากนี้ธุรกิจของครอบครัวจ่อตาวง์ ก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้นำกองทัพ และยังช่วยให้กองทัพพม่าเจรจาซื้ออะไหล่สำหรับเฮลิคอปเตอร์จู่โจมจากรัสเซียมาได้ด้วย
รายงานของ Justice for Myanmar ยังกล่าวถึงเงินบริจาคที่ KT Group มอบให้กองทัพพม่าเพื่อ “กวาดล้าง” ชาวโรฮีนจา ซึ่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้กล่าวถึงในรายงานเรื่อง “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกองทัพเมียนมา” (Economic interests of the Myanmar military) ว่า KT Group บริจาคเงินให้พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ในเดือนกันยายน 2017 และจากนั้นไม่นานยังมอบเงินบริจาคเพิ่มเติมให้พลโท อ่อง จ่อ ซอ (Aung Kyaw Zaw) ผู้บัญชาการกองทัพอีกคนหนึ่ง ที่รู้เห็นเป็นใจกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา
UNHCR ยืนยันว่า KT Group รวมทั้งกลุ่มธุรกิจที่บริจาคเงินให้กับกองทัพในช่วงเดียวกันนั้นตระหนักดีว่าเงินบริจาคจะถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮีนจา เป็นปฏิบัติการที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อ “ไม่ให้ประชาชนโรฮีนจากลับเข้าไปในหมู่บ้านและชุมชนของตนได้อีก” และเสนอให้มีการสืบสวนว่าผู้บริจาคเงินต้องมีส่วนรับผิดชอบในอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาตินี้ด้วยหรือไม่ และจะมีมาตรการอย่างไรต่อไปในอนาคต
ตราบใดที่นักธุรกิจยังเกื้อหนุนกองทัพ ด้วยเงินบริจาคและการจัดหา “ส่วยยุคใหม่” ให้กองทัพพม่าจะยังมีอำนาจได้ต่อไป โดยไม่ต้องสนใจว่าทั่วโลกจะจ้องคว่ำบาตรตนหรือไม่ ประชาชนพม่ารู้ดีกว่าการปฏิวัติที่พวกเขากำลังทำกันอยู่นี้จะไม่สำเร็จได้เลย หากพวกเขาพุ่งเป้าไปที่กองทัพเพียงอย่างเดียว แต่หากไม่กำจัดกลุ่มธุรกิจ หรือบรรดาโครนี่ที่หากินกับกองทัพ สงคราม และรัฐประหารแล้ว โอกาสที่การปฏิวัติของประชาชนจะสำเร็จก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ลลิตา หาญวงษ์

