หน้าแรก คอลัมนิสต์ ถ้าประเทศมีนิ...

ถ้าประเทศมีนิติรัฐ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็อาจจะมี ความคิดสร้างสรรค์มากกว่านี้

12.01.22 | 14:33 น.

มิตรสหายท่านหนึ่งของผมโพสต์เล่าว่าเพิ่งถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมาหลอกด้วยมุขเก่าดั้งเดิมว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้จับกุมผู้กระทำความผิดฐานค้ายาเสพติดไว้ได้คนหนึ่ง และมีความเกี่ยวข้องกับมิตรสหายผู้นั้นด้วยตรวจพบธุรกรรมหรือบัญชีอะไรสักอย่าง

มิตรสหายท่านนั้นแม้จะจบด้านกฎหมายมา แต่ก็ไม่ได้ทำงานทางนี้โดยตรงก็ถึงกับตกอกตกใจ หากก็ยังโชคดีว่ายังมีสัญชาตญาณที่เคยร่ำเรียนมานั้นยังคงอยู่ ดังนั้น แม้จะถูกข่มขู่อย่างไรเธอก็ยังยืนกรานว่าจะไปพบเจ้าหน้าที่ตามอ้างนั้น จนคนร้ายยอมวางหู แล้วเธอก็เอาประสบการณ์ประเภทเจอเข้ากับตัวมาเล่าให้มิตรสหายได้ฟังสนุกสนานกันไป

เรารู้กันว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นรูปแบบของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีการโทรศัพท์ไปหาเป้าหมาย เพื่อหลอกลวงข่มขู่ให้กลัวด้วยเรื่องร้ายแรงที่แต่งขึ้น หากฝ่ายเหยื่อหลงเชื่อก็จะนำไปสู่การลวงให้ไปทำการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่จ้างคนเปิดไว้ หรือหลอกให้บอกรหัสที่จำเป็นที่จะใช้ในธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

เรื่องที่คอลเซ็นเตอร์พวกนี้ใช้เพื่อการหลอกลวงก็จะต้องเป็นเรื่องอุกฉกรรจ์ร้ายแรงเพียงพอที่จะทำให้ตกใจกลัวได้ และมีความน่าเชื่อบางอย่างที่ผู้ฟังเชื่อว่าความเท็จนั้นอาจเป็นเรื่องจริง หรือเป็นไปได้ว่าเป็นเรื่องจริง จนยอมที่จะหลงเชื่อโอนเงินไปให้เพื่อไม่ให้ต้องเดือดร้อน

มีข้อสังเกตว่ามุขที่มิจฉาชีพเหล่านี้นิยมใช้ มักเกี่ยวข้องกับการอ้างอิงถึงอำนาจรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ, และการดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากการหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ DSI อันเป็นเรื่องที่นิยมที่สุด ก็มีเรื่องอื่นที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจดำเนินคดีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน คดีภาษี คดีศุลกากร ซึ่งไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะใช้กลไกเดียวกันหมดว่าผู้รับสายอาจมีความเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดที่จะต้องดำเนินคดี ซึ่งมีกระบวนการที่ยุ่งยากและอาจถูกควบคุมตัวเป็นเวลานาน เว้นเสียแต่จะใช้วิธีลัดตามที่พวกเขาแนะนำ

Advertisement

คำถามที่จะมาชวนให้คิดกันคือ ทำไมการอ้างอำนาจรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการดำเนินการตามกฎหมาย จึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการข่มขู่ให้เหยื่อกลัวจนยอมหลงเชื่อ หรือถึงกับสติเสียวิจารณญาณพร่องเสียจนหลงลืมตรรกะความเป็นไปได้บางอย่าง อย่างที่มาย้อนนึกภายหลังแล้วก็น่าสงสัยว่า ทำไมถึงเชื่อเช่นนั้นเข้าไปได้

ทั้งที่จริงแล้ว “อำนาจรัฐ” และ “กฎหมาย” นั้น โดยทฤษฎีและที่ควรจะเป็น จะต้องเป็นเครื่องมือปกป้องคุ้มครองสังคมและปัจเจกชนจากอันตรายและการละเมิดสิทธิต่างๆ ไม่ว่าการละเมิดนั้นจะมาจากฝ่ายประชาชนคนธรรมดาด้วยกันหรือผู้มีอำนาจรัฐก็ตาม

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์พวกนี้อาศัยช่องทางอันเป็นจุดอ่อนสำคัญยิ่งของประเทศและสังคมนี้ คือการขาดไร้ซึ่งนิติรัฐ

นิติรัฐคือหลักการที่รับรองว่าการกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้ และกฎหมายนั้นจะต้องให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในรัฐประเทศนั้นตามสมควร หากจะมีมาตรการใดที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพก็จะต้องกระทำโดยกระบวนการที่พอเหมาะพอควรเข้าใจได้ ก่อความยุ่งยากเดือดร้อนน้อยที่สุดและไม่กระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ในทางตรงข้าม การใช้อำนาจรัฐใดที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐอาจใช้อำนาจด้วยวิธีการอย่างไรก็ได้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ไม่ว่าวัตถุประสงค์นั้นจะชอบด้วยครรลองคลองธรรมหรือเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งหากรัฐหรือสังคมใดขาดไร้ซึ่งนิติรัฐโดยสมบูรณ์จะทำให้การกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐก็จะไม่มีทางถูกตรวจสอบได้ โอกาสที่การใช้อำนาจนั้นอย่างบิดเบือนเพื่อประโยชน์อันไม่ถูกต้องนั้นจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า

เช่นนี้การตกอยู่ในระบอบระบบอันไร้ซึ่งนิติรัฐ ทำให้ประชาชนแยกได้ยากว่าสิ่งที่มิจฉาชีพนำมาขู่ เช่น ถ้าไม่โอนเงินให้ภายในชั่วโมงนี้จะต้องถูกควบคุมตัวยาวๆ ไปหลายวัน หรืออาจถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาอันมีโทษที่ร้ายแรงทั้งๆ ที่แน่ใจว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ผู้ได้รับคำขู่นั้นจะลังเลโดยไม่สนใจว่าคำขู่นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะจากประสบการณ์ที่เคยพบหรือข่าวคราวที่ได้เห็น มันก็มีความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะใช้อำนาจหรือกระบวนการเช่นนั้นได้จริง

มีข่าวเสมอว่าเจ้าหน้าของรัฐอาจจับกุมคนหรือเรียกตัวไปสอบสวนได้ด้วยวิธีการแปลกประหลาดเกินคาดเดาที่ไม่อยู่ในกฎหมายฉบับใด เช่น การขับรถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปเยี่ยมมองตามบ้านของเป้าหมาย เข้าไปแสดงตัวพูดคุยกับญาติพี่น้องหรือคนที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือการ “เชิญตัว” ไปคุยที่โรงพักโดยไม่มีหมายเรียกหมายจับหรือไม่มีแม้แต่การแจ้งข้อกล่าวหา

อีกทั้งผู้คนก็รู้ว่าเมื่ออยู่ในเงื้อมมือของเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจแล้ว อาจจะโดนทำอะไรที่คาดไม่ถึงต่อตัวเองได้ซึ่งบางทีอาจถึงแก่ชีวิตเช่นการซ้อมทรมาน ดังกรณีของ “สารวัตรโจ้” ที่เคยเป็นข่าวไม่นานนี้

ความขาดไร้ซึ่งนิติรัฐนี้ยังแสดงออกไปถึงเรื่องอื่น เช่นข่าวดังเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ที่มีนายทหารเรือเมาสุราแล้วกร่างอาละวาดไปทั่ว อ้างว่ารู้จักคนโน้นคนนี้ยุ่งไปหมด จนถูกประชาชนถ่ายคลิปได้ กลายเป็นเรื่องเป็นราวถึงขนาดที่ผู้บังคับบัญชาระดับต้นและระดับสูงต้องออกคำสั่งลงโทษตนเอง ส่วนเจ้าตัวนั้นนอกจากโดนธำรงวินัยเช่นเดียวกันแล้วก็ยังถูกปลดออกจากราชการแบบไม่มีบำเหน็จบำนาญ หนักขนาดถูกขึ้นประกาศห้ามเข้ามาในเขตค่ายทหารที่เคยทำงาน

หรือเรื่องที่มีหญิงสาวขับรถยุโรปเมาแล้วขับสวนเลน พอตำรวจมาถึงก็เอารองเท้าตบหน้าก่อนถามว่ารู้หรือไม่พ่อของเธอเป็นใคร และจนถึงตอนนี้เรายังไม่ทราบว่าหญิงสาวผู้ก่อเหตุซึ่งไม่ใช่เยาวชนแล้วนั้นเป็นใคร ชื่อนามสกุลอะไร แตกต่างจากกรณีเมาแล้วขับปกติ ขนาดระดับข้าราชการตุลาการหรืออัยการไปเมาแล้วขับถูกจับได้ เรายังได้มีโอกาสรู้ชื่อนามสกุลไปถึงตำแหน่งเลย เรื่องนี้จึงพอจะเดาได้ว่าพ่อของเธอก็น่าจะ “เป็นใคร” จริงๆ ในระดับที่ใหญ่โตพอสมควรทีเดียว

ความขาดไร้ซึ่งนิติรัฐ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่หากไปจับกุมหรือบังคับใช้กฎหมาย แม้จะถูกต้องชอบธรรมทุกประการแต่ไปใช้กับผู้มีอภิสิทธิ์ผิดคนเข้า ก็มีความเป็นไปได้ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับผลอันคาดไม่ถึง มันจึงมีอยู่เสมอที่มีการไปตู่ว่ารู้จักคนโน้นคนนี้เพื่ออวดอ้าง เมาแล้วร้องหาพ่อหรืออ้างเพื่อนกันได้เรื่อยๆ

ถ้าเราอยู่ในระบอบระบบที่มีนิติรัฐเพียงพอ การอวดอ้างเช่นนี้คงจะไม่มีหรือพบได้น้อย เช่นถ้าผมไปเมารั่วที่ไหนแล้วถูกตำรวจเรียกตัวหรือทะเลาะเบาะแว้งกับใคร คงไม่เที่ยวไปอวดเขาว่ารู้จักรองกับรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติให้เขาสงสัยว่าแล้วมาบอกเพื่ออะไร เช่นเดียวกับที่การอ้างว่าเป็นเพื่อนกับนายตำรวจใหญ่หรือเป็นลูกใครที่ไหนก็จะมีผลไม่ต่างกัน

ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไประงับเหตุหรือจับกุมก็คงจะไม่ต้องลังเลหรือหวั่นเกรงใดๆ ว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามปกตินั้นอาจส่งผลเป็นภัยต่อตำแหน่งหน้าที่หรือถูกย้ายยกโรงพักอย่างที่ถูกขู่ได้

เมื่อย้อนกลับมาที่เรื่องของคอลเซ็นเตอร์ แม้ด้านหนึ่งเราจะยอมรับได้ว่าการปราบปรามหรือจับกุมแก๊งมิจฉาชีพพวกนี้โดยเทคนิคแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เนื่องจากแก๊งพวกนี้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการกันในต่างประเทศไม่ว่าจะในประเทศแม่หรือประเทศใกล้เคียง ต่อให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบนั้นพยายามตั้งใจจริงในการกำจัดปราบปรามอย่างจริงจังแล้วก็ไม่อาจทำให้แก๊งพวกนี้หมดไปได้โดยง่าย

แต่ถึงอย่างนั้น ความเอาจริงเอาจังของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างจริงจังก็เป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการให้ความสำคัญกับปัญหาของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง อย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ที่จะว่าไปก็ถือเป็นผู้เสียหายร่วมเพราะถูกนำชื่อไปแอบอ้าง) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ที่มีต่อเรื่องนี้ด้วย

แก๊งคอลเซ็นเตอร์พวกนี้ก็คงจะรู้เท่าๆ กับคนไทยแหละ ว่าพวกเขา เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องนั้นจะเดือดร้อนกับคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ เช่นจับกุมผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ตัวบุคคลหรือนโยบายของรัฐบาล หรือเรื่องสื่อลามก Onlyfan อะไรแบบนี้เสียมากกว่า

ส่วนหนึ่งอันสำคัญที่ทำให้แก๊งนี้ยังทำงานอยู่อย่างได้ผลด้วยมุขเดิมๆ ระดับที่ถ้าวันหนึ่งโทรไปหลอกคนสักพันราย ถ้าสำเร็จสักร้อยรายก็คุ้มแล้ว ก็เพราะความขาดไร้ซึ่งนิติรัฐดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง

ลองคิดดูว่าในประเทศที่มีระบบกฎหมายเชื่อถือได้ในระดับหนึ่งจะมีใครเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะให้โอนเงินไปเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง เพราะเขาย่อมรู้ว่ามันมีหลักกฎหมายอาญาเรื่องการสันนิษฐานว่าเป็นผู้มิได้กระทำความผิดอยู่ รวมถึงถ้าประชาชนแน่ใจว่ากระบวนการสอบสวนทางอาญาไม่ว่าจะคดีร้ายแรงแค่ไหนก็ตามนั้นต้องมีขั้นตอนที่ชัดเจนแน่นอน การจับกุม สอบสวนหรือเรียกใครเป็นพยานหรือแม้แต่การกล่าวหา ก็ต้องมีหมายเรียกที่มาจากทางเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหรือหมายจับโดยศาล รวมถึงมีระยะเวลาการควบคุมตัว และเวลาปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจนเราคงจะรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่พวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขู่มานั้นเป็นเรื่องไม่จริง การที่มีผู้อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐโทรมาขอสอบสวนทางโทรศัพท์ในวันหยุดราชการและบังคับให้ทำโน่นทำนี่ คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ได้พอๆ กับที่เราคงไม่เชื่อว่ามีนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษโทรมาถามว่าแล้วเราฉีดวัคซีนแล้วหรือยัง

ในประเทศที่มีนิติรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเชื่อถือได้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์อาจต้องใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรมากกว่านี้ เช่นอาจจะโทรมาอ้างว่าติดต่อมาจากองค์กรการกุศลช่วยเหลือมนุษย์ต่างดาวพลัดถิ่น โดยหวังว่าผู้ที่รับสายจะเป็นพวกที่เชื่อในเรื่องหลุดโลกแบบนี้ ซึ่งในความเป็นจริงก็คงจะมีอยู่ไม่น้อย แต่คงจะหลอกคนทั่วๆ ไปได้เหมือนอย่างการอ้างอำนาจรัฐหรือกระบวนการยุติธรรมเช่นที่เป็นอยู่

และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เราคงได้รู้แล้วในตอนนี้ว่าพ่อของหญิงสาวเมาแล้วขับรถเบนซ์สีขาวผู้นั้นเป็นใคร#

กล้า สมุทวณิช