ผมก็ตอบยากนะครับ ว่าของแพงรัฐบาลจะรอดไหม
ตอบแบบไม่ค่อยให้ความหวังก็คิดว่าน่าจะรอด
รอดเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
แต่จะรอดด้วยราคาที่ใครจะต้องจ่ายบ้าง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในแง่แนวคิดที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาเศรษฐกิจกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น มีแนวคำอธิบายอยู่หลายทาง
แนวแรกเชื่อว่า เมื่อคนนั้นพบกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็จะลุกขึ้นมาทวงถามความยุติธรรม หรือผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
แนวที่สองเชื่อว่า คนนั้นอาจจะไม่ลุกฮือขึ้นเปลี่ยนแปลงอะไร แม้ว่าพวกเขาจะเผชิญกับความยากเข็ญทางเศรษฐกิจ จนกว่าเขาจะพบความหวังในการเปลี่ยนแปลงนั้น
แนวคิดที่สองนี้อาจจะเป็นที่เข้าใจมากขึ้น หากเราเข้าใจว่าในช่วงที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นเสียงเรียกร้องหา “ความหวัง” อยู่เสมอในบ้านในเมืองของเราแนวคิดที่สามเป็นแนวคิดที่พยายามคิดต่อจากสองแนวคิดนี้ โดยพยายามเข้าใจเพิ่มขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจนั้นเกิดจากอะไรได้อีกบ้าง โดยมีข้อเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงทาง
การเมืองกับเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นในอีกรูปแบบหนึ่งที่สลับซับซ้อนมากขึ้น
ในความหมายที่ว่า การเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ได้เกิดเมื่อเศรษฐกิจนั้นตกต่ำที่สุด หรือเกิดจากเมื่อเราเห็นความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลง
แต่เกิดเมื่อเรารู้สึกว่า เรารู้สึกเปรียบเทียบ หรือเทียบเคียงกับสถานการณ์ที่เคยมีมาก่อน หรือไม่
เป็นตามที่หวังเอาไว้
ในแง่นี้มีการเสนอด้วยซ้ำว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเฉพาะการลุกฮือเพื่อเปลี่ยนแปลง หรือการกดดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (ลาออก หรือเปลี่ยนนโยบายหรือผู้บริหาร) ไม่ได้เกิดเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำที่สุด หรือคนเดือดร้อนมากที่สุด
แต่เกิดเมื่อเรารู้เทียบเคียงกับสถานการณ์ที่เคยเกิดมาก่อน หรือ เกิดเมื่อเราเทียบเคียงกับคนกลุ่มอื่นๆ
ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา เช่น เรารู้สึกว่าเขาไม่เดือดร้อน หรือถามว่าทำไมเราเราไม่ได้เท่าเขา
เรื่องที่ผมชวนคิดนี้เป็นเรื่องที่น่านำมาคิดต่อ เพราะผมก็คิดว่าส่วนหนึ่งที่ราคาข้าวของแพงในตอนนี้ และมีเสียงออกมาวิจารณ์ หรือแม้กระทั่งตั้งคำถามกับรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากฝ่ายที่เคยสนับสนุนรัฐบาลเองนั้นควรจะพิจารณาว่ามันเป็นปรากฏการณ์ส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์หลังโควิดในช่วงที่ผ่านมา
นั่นหมายความว่าคนจำนวนมากคาดหวังว่าทุกอย่างมันจะดีขึ้นตั้งแต่คลื่นการระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลต้าเมื่อปลายปีก่อน
และแม้ว่าสายพันธุ์ใหม่กำลังระบาด แต่ด้วยการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น และรายงานการติดเชื้อที่การเสียชีวิตไม่มากนัก เมื่อเทียบกับระลอกที่แล้ว ความคาดหวังที่ว่าเราจะได้เปิดประเทศ และภาคบริการ ซึ่งเป็นฐานชีวิตทางเศรษฐกิจของคนจำนวนมากนั้นจะได้ฟื้นกลับมา และการท่องเที่ยวจะเริ่มกลับมา
การต้องกลับมาเคร่งครัดกับการใช้ชีวิตมากขึ้นจากนโยบายของรัฐเอง และจากความกังวลของผู้คน ก็ทำให้ความคาดหวังของผู้คนนั้นไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ที่แย่กว่านั้นสำหรับหลายคนก็คือ การออกมาแถลงของภาครัฐรวมทั้งภาคเอกชนผ่านความเห้นของนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและตัวเลขของรัฐที่บอกว่าทุกอย่างกำลังดีขึ้น คืออย่างน้อยเราผ่านจุดที่แย่ที่สุดมาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ความคาดหวังของผู้คนอีกจำนวนมากได้รับการตอบสนอง เพราะคนอีกจำนวนมากก็ไม่ได้รู้สึกว่าดีขึ้นกว่าเดิม หรือดีขึ้นเหมือนช่วงก่อนโควิด
ซึ่งเอาเข้าจริงสภาพเศรษฐกิจของบ้านเราก็ไม่ค่อยจะดีนักตั้งแต่ก่อนโควิดจะระบาดแล้ว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว
เนื่องจากความแตกต่าง จนในบางครั้งคือความเหลื่อมล้ำในสังคมมันมีมากในสังคมของเรา เริ่องนี้ยิ่งเพิ่มประเด็นความซับซ้อนเข้าไปอีก เพราะว่าเมื่อเกิดการเปรียบเทียบขึ้น ไม่ใช่แค่กับตัวเลขในภาพรวม แต่อาจจะเกิดกับกลุ่มคน/ชนชั้นที่ต่างกัน
เราจึงไม่แปลกใจว่าบางครั้งความเห็นในโลกออนไลน์กับบางเรื่องบางราวมันถึงได้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเกิดการเปรียบเทียบถึงความลำบาก ความขัดสน ความเดือดร้อน ของแต่ละกลุ่มที่ต่างกัน และการเปรียบเทียบและให้ความเห็นนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น โกรธเกรี้ยวในทางภาษา
ทฤษฎีที่ผมชวนคิดนี้เลยไปถึงเรื่องของการพยายามอธิบายว่าทำไมในหลายครั้งการลุกฮือขึ้นเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอันเนื่องมาจากความขัดสนทางเศรษฐกิจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากคนที่ยากจนที่สุด แต่อาจจะเกิดขึ้นจากชนชั้นที่พอมีพอกินก็ได้ ตราบที่เขารู้สึกว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้นไม่เป็นธรรม และส่วนหนึ่งของความไม่เป็นธรรมก็เพราะว่าความคาดหวังที่เขามีต่อความเป็นไปของสังคมมันไม่เป็นไปตามนั้น
ผมจึงคิดว่า กรณีของข้าวของแพงในตอนนี้ โดยเฉพาะหมูแพงนี้มัน จึงเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากของผู้คน เพราะการฟื้นตัวในภาพรวมของเศรษฐกิจนั้น มันไม่ได้สัดส่วนกับประสบการณ์ตรงของผู้คนที่ประสบปัญหาข้าวของแพงขนาดนี้
และทำท่าว่าจะแพงขึ้นเรื่อยๆ
ที่สำคัญคือความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารของรัฐบาลนั้นกำลังถูกลากไปถึงเรื่องของการปกปิดข้อมูลเรื่องการระบาดของโรคอหิวาต์ในหมูในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ก็ยิ่งทำให้เกิดการโยงใยไปว่ากี่ครั้งแล้ว ที่ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐ และความเหลื่อมล้ำเองของคนที่มีกับไม่มีอำนาจรัฐนั้นเกี่ยวข้องกับวิกฤตที่ผ่านมาทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตสุขภาวะ ตั้งแต่สนามมวย คนข้ามแดน บ่อน วัคซีนอภิสิทธิ์ การกำหนดนโยบายการแก้ไขเศรษฐกิจที่คนเคลือบแคลงสงสัยเช่น ช่วยรายใหญ่ หรือ หลากหลายไม่เท่าเทียมกันระหว่างกิจการว่าทำไมกิจการนั้นเปิดได้ ทำไมกิจการนี้เปิดไม่ได้
แต่ช้าก่อนนะครับ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าการรวมตัวเรียกร้อง ลุกฮือ กดดันขับไล่รัฐบาลจะเปิดขึ้นได้ง่ายๆ ทฤษฎีที่ผมเล่ามานั้นอาจจะอธิบายได้ว่า ทำไมคนเรานั้นถึงเจ็บปวดกับรัฐบาล และต้องการการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะมีอีกหลายคนหรือรัฐบาลบอกว่ามันยังไม่ได้แย่ที่สุด
เราต้องไม่ลืมว่าความสัมพันธ์ของผู้คนที่หลากหลายในสังคมของเราไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่จะรวมตัวกันง่ายนัก ความขัดแย้ง ไม่ไว้ใจกันก็ยังมีอยู่มาก
ในช่วงนี้ผมเห็นว่าแม้กลุ่มที่เคยสนับสนุนรัฐบาลมาก่อนจะรู้สึกผิดหวังกับรัฐบาล แต่ถามว่าพวกเขาพร้อมที่จะเปิดใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่ายังไม่ชัดเจน
การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอาจจะเป็นท่าทีของการตำหนิเพื่อให้แก้ปัญหาให้ได้ และพร้อมจะไว้ใจให้ทำงานต่อไป อย่างน้อยอาจจะด้วยเงื่อนไขของความเชื่อ ความกลัวความเปลี่ยนแปลง หรือไม่แน่ใจว่าความเปลี่ยนแปลงจะส่งผลตีต่อพวกเขามากกว่าเดิม
คนเหล่านี้อาจจะยังมองว่าตอนนี้ทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ยังไม่มีก็อาจเป็นไปได้
และในอีกด้านหนึ่งฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลเองก็อาจจะยังไม่ได้รับความไว้วางใจจากคนเหล่านี้เพียงพอ หรืออาจจะไม่มีที่ทางให้กับพวกเขาในการเข้าร่วมได้มากนัก และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ในการสร้างลักษณะการแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง หรือการรักษาสภาพความแตกต่างที่ไม่แตกยาก
สำหรับตัวรัฐบาลเองนั้นก็มีเครื่องมือมากมายที่ยังซื้อเวลาและความนิยมได้อีก ไม่นับความได้เปรียบในเชิงสถาบัน เพราะยังยึดกุมโครงสร้างทางการเมืองที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้มาก
แต่กระนั้นก็ตามการฝืนกระแสความรู้สึกของประชาชนที่กำลังรู้สึกสูญเสียเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเขาโดยการแก้ตัว หรือแสดงความไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็ไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อการอยู่ในอำนาจของพวกเขา
เพราะปลายทางของการอยู่ในอำนาจก็ยังคงมุ่งไปสู่การตัดสินกันในสนามเลือกตั้งทั่วไปไม่เกินปีหน้า
และที่อยู่ระหว่างทางนั้นคือ การเลือกตั้งซ่อมอีกหลายครั้ง และยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีก
ดังนั้นต่อให้รอดวิกฤตหมูแพงรอบนี้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นก็คงมีอีกมาก
และต้องไม่ลืมว่า พวกเขาไม่ได้จ่ายเองทั้งหมด เพราะสิ่งที่เขาจ่ายก็เอามาจากพวกเรา หรือเอาชื่อเราไปกู้มา อันนี้เฉพาะเรื่องเงินนะครับ ยังไม่นับเวลา ความรู้สึก ความหวัง ความใฝ่ฝันอีกตั้งมากมายไปอีกเรื่อยๆ ครับ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

