หน้าแรก คอลัมนิสต์ สัญญาปางหลวง ...

สัญญาปางหลวง 3

20.01.22 | 09:47 น.
สัญญาปางหลวง3

ได้กล่าวไว้ในบทสรุปสัญญาปางหลวง 2 ว่า ชาวรัฐฉานเองได้กล่าวเองว่า แม้จะได้เอกราชในช่วงนี้ก็ไม่สามารถตั้งประเทศของตนได้ เพราะไม่มีเงินและแผ่นดินก็แทบจะไม่มีให้ตั้งประเทศได้ การกล่าวของชาวรัฐฉานเองยืนยันได้ว่า บัดนี้สภาพของรัฐฉานไร้ความสามารถที่จะปกครองตนเองได้แล้ว นั่นคือสมเจตนาของพม่าที่หลอกให้รัฐฉานอยูร่วมเพื่อทำลายให้สิ้นสภาพไปก่อน ตอนจะขอเอกราชจากอังกฤษ ก็อ้อนวอนให้รัฐฉานร่วมลงชื่อขอเอกราชด้วย ตามที่เจ้าอาณานิคมสั่งมา เมื่อรัฐฉานและชาติพันธุ์ไม่ร่วมมือด้วย ก็ปากหวานเรียกชาวฉานว่ามหามิตรล่อหลอกสารพัดที่จะทำ เพื่อหวังที่จะทำลายให้สิ้นสภาพเป็นชาติได้อีกต่อไป เพราะถ้าชาติพันธุ์ไม่มาอยู่ร่วมด้วย ก็เป็นการยากที่จะทำลายเขาได้ เมื่อเขามาร่วมเซ็นชื่อเข้าเป็นสหพันธรัฐแล้ว พม่าก็ลงมือดำเนินการทันที

ในช่วงสิบปีแรกคือตั้งแต่ปี พ.ศ.2491-พ.ศ.2500 พม่าได้สร้างความเจ็บ ความขมขื่นให้ชาติพันธุ์ทั้งกายและใจอย่างสุดที่จะอดทนได้ เริ่มแต่อังกฤษประกาศให้ฝิ่นเป็นสิ่งถูกกฎหมาย แล้วอังกฤษก็ให้ชาวฉานปลูกฝิ่นขาย นั่นเป็นความหวังดีของอังกฤษที่จะได้เก็บภาษีให้รัฐฉาน แล้วเจ้าอาณานิคมก็ได้กำไรบาน เหมือนที่อังกฤษทำกับจีนนั่นแหละ แต่เมื่ออังกฤษออกไปแล้ว มันก็เป็นช่วงที่เหมาเจ๋อตุงขับไล่กองพลที่ 93 ของก๊กมินตั๋ง ออกจากยูนนานพอดี แต่ก่อนที่ท่านเชียงไคเช็กจะเผ่นออกจากจีน พม่าได้กระซิบกะซาบกับ ซีไอเอของอเมริกาว่า เชิญให้ทหารของก๊กมินตั๋งเข้ามาในรัฐฉานของเราได้เลย แล้วคุณก็ค้าฝิ่นที่รัฐฉานปลูก เพื่อตั้งกองกำลังไปรุกไล่ทหารของเหมาเจ๋อตุงต่อไป แล้วนั่นคือก๊กมินตั๋ง เข้ามาค้าฝิ่นกับ ซีไอเอ ที่รัฐฉาน นั่นคือแผนการที่พม่าหวังจะนำทหารพม่าเข้าไปในรัฐฉานประกาศกฎอัยการศึก เพื่อกำหลาบทำลายรัฐฉาน ให้เกรงกลัว แล้วอ้างว่านำทหารเข้าไปในรัฐฉานเพื่อคุ้มครองชาวฉาน เพราะในรัฐธรรมนูญห้ามรัฐสมาชิกนำทหารเข้าไปในรัฐอื่น คงเป็นความจริงที่บางคนคิดว่า พม่าหวังจะให้ทหารจีนขาวเข้ามาร่วมกดขี่ ชาวฉานด้วยแล้วจีนขาวทำทารุณกรรมชาวฉานถึง 11 เรื่อง ขอยกตัวอย่าง เพียงสามเรื่อง คือ บังคับชาวฉานไปเป็นทหารรบกับจีนแดง บังคับแรงงานชาวฉานขุดสนามเพาะและทำงานให้ และพิมพ์ธนบัตรปลอมให้ชาวฉานใช้ เป็นต้น

ตลอดสิบปีที่รัฐฉานตัดสินใจอยู่ร่วมเป็นสหภาพกับพม่า โดนรังแกทั้งจากทหารจีนขาว และโดนรังแกจากทหารพม่า เมื่อทหารจีนขาวถูกสหประชาชาติให้ออกไปอยู่ไต้หวันแล้วคราวนี้ก็เหลือทหารพม่าเท่านั้นที่ทำกับชาวฉาน สิ่งที่ทำประจำก็ทำเหมือนที่จีนขาวทำ 11 เรื่องนั่นเอง แต่สิ่งที่พม่าทำพิเศษอีกอย่างก็คือ ขอทุนจากอเมริกาปราบการปลูกฝิ่นของชาวฉาน เพราะพม่าอ้างว่า รัฐฉานปลูกฝิ่นผลิตเฮโรอีนส่งไปอเมริกา รัฐบาลอเมริกาหนักใจที่เยาวชนของตนมัวเมาเรื่องยาเสพติด อเมริกาก็ให้ทั้งเงิน ทั้งสารเคมีฆ่าต้นฝิ่น และเครื่องบินโปรยสารเคมีทำลายฝิ่นในรัฐฉานนั่นคือเจตนาของพม่าสร้างความเดือดร้อนให้ชาวฉานเพราะตอนนั้นขุนส่าในฐานะผู้นำกอบกู้รัฐฉานเป็นผู้ค้าฝิ่นเพื่อหาเงินซื้ออาวุธสู้กับพม่า คราวนั้นประชาชนรัฐฉานเดือดร้อนเหลือเกิน ขอให้ฟังคำคล่ำครวญของชาวฉานที่พร่ำเพ้อว่า แต่ก่อนนี้เมื่อหิวไม่มีจะกิน เพราะผลผลิตทางเกษตรทหารพม่าทำลายทิ้งหมด แต่เพื่อยืดชีวิตก็ยังมีน้ำจืดสนิทดื่มกินได้ ตามแหล่งน้ำทั่วไปในรัฐฉาน แต่ทุกวันนี้แหล่งน้ำทั่วรัฐฉานมีแต่สารพิษสีเหลืองปะปนอยู่ กินเข้าไปก็ตายอย่างเดียว ต่อมาไม่นานอเมริกาจึงรู้ว่า ตนเสียรู้พม่าเสียแล้ว จึงยุติการช่วยเหลือพม่ามาแต่นั้น

หลังอยู่ร่วมกันสิบปีผ่านไป ในปี พ.ศ.2501 ประชาชนในรัฐฉาน จึงจับอาวุธขึ้นสู้ ความคิดลุกขึ้นสู้ มิได้เกิดจากความคิดของเจ้าฟ้าผู้ปกครองรัฐ แต่เกิดจากชาวไตชื่อ ละมิ้น เขามีอาชีพเป็นหัวหน้าพนักงานขายสินค้าพื้นเมืองของ ส่างกาวิ ชาวเมืองปางหลวง ละมิ้นหมดความอดทนต่อพม่าเพราะครบสิบปีแล้วพม่าก็เฉย เจ้าฟ้าก็เฉย แต่คนที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชน เขาจึงไปตั้งกองกำลังฆ่าพม่าที่ป่าใหญ่เมืองชียงตุง เขามีนามปรากฏว่า วีรบุรุษฟ้าหลั่น เขาประกาศว่า จะฆ่าทหารพม่าทุกคน จนต่อมาทหารพม่าที่เชียงตุงไม่กล้าเดินคนเดียว โดยเฉพาะกลางคืน ประชาชนชาวฉานชื่นชมเขามาก เขาดำเนินการฆ่าทหารพม่าอยู่หนึ่งปี ก็ถูกทหารพม่าล้อมจับที่บ้านเมียของเขา เขากับลูกน้องประมาณ สิบคนกับเมียเขาหนึ่งคน ถูกทหารพม่าฆ่าตายหมด เขาจึงฆ่าตัวตายตาม ในปี พ.ศ.2502

สิ้นนักต่อต้านพม่าคนนี้ไปแล้ว คนใหม่ก็เกิดขึ้น เขาคือหนุ่มศึกหาญ เหมือนที่ชาวไทยพูดว่า คนทำงานต้านเผด็จการ ถูกฆ่าตายหนึ่ง จะเกิดเป็นร้อย หนุ่มศึกหาญ ประกาศตั้งกองทัพปลดแอกพม่าที่เมืองฝางจังหวัดเชียงใหม่ แล้วไปทำพิธีบวงสรวงพระวิญญาณของพระนเรศวรที่พระเจดีย์ ที่เมืองหาง แล้วตั้งฐานกู้ชาติที่เมืองหาง ด้วยพลพรรค 28 คน ปืนล้าสมัย 8 กระบอก งานแรกที่หนุ่มศึกหาญทำคือ นำพลพรรคไปซุ่มขว้างระเบิดใส่รถหน่วยส่งกำลังบำรุงของพม่า 3 คัน รถ 3 คันเมื่อถูกระเบิด ก็ดิ่งลงเหวทั้งหมด ทหารพม่าตายหมด ผู้กล้าไม่รอช้ารีบลงไปสำรวจ ยึดได้ เสบียง และอาวุธทุกคนดีใจ เพิ่มขวัญและกำลังใจอย่างมากมาย อุนุ แค้นมาก สั่งหน่วยล่าสังหารจากย่างกุ้ง ไปทำลายหน่วยกู้ชาติเหล่านั้นทันที เมื่อหน่วยล่าสังหารสืบทราบแหล่งกบดานของหน่วยกู้ชาติแล้ว ก็นำกำลังทหาร 200 นาย ย่างเงียบท่ามกลางความมืดไปล้อมฐานของหน่วยกู้ชาติ ประมาณตี 2 แต่พม่าก็พบสิ่งที่ไม่คาดขวัญความที่จะเล่าต่อไปนี้ ปรากฏในวารสารที่เป็นบันทึกของนายปราณี ศิริธร จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนได้อ่านพบที่หอสมุดแห่งชาติ มิได้พบในเอกสารของอัคนี มูลเมฆ ความนั้นมีว่า เมื่อหน่วยล่าสังหารของพม่ามาถึงฐานของหน่วยกู้ชาติ ภาพที่พบแทนที่จะเป็นป่า กลับเป็นป้อมค่ายทหาร สร้างด้วยไม้ไผ่แข็งแรงสามารถสกัดทหารได้เป็นพัน ทั่วบริเวณนั้น มีขอนไม้สุมไฟไว้เป็นระยะ มีทหารเป็นจำนวนร้อยๆ คน อยู่ในท่าเตรียมพร้อม บางคนยืนยามระมัดระวังตนบางกลุ่มนั่งผิงไฟ เพราะอากาศหนาว มีกองช้างกองม้าเรียงรายอยู่นอกค่าย ส่งเสียงร้องคำรณอยู่ไม่ขาดสาย ภายในค่ายมีเสียงทหารคุยกันเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจน หน่วยล่าสังหารเห็นแล้ว จึงรายงานไปยังหน่วยเหนือที่ย่างกุ้ง แล้วขออนุญาตถอนตัวออกจากฐานกู้ชาตินั้นก่อน โดยรายงานไปว่า ทหารไทยส่งกองทัพมาช่วยหน่วยกู้ชาติ

Advertisement

งานนี้สายลับของหน่วยล่าสังหารต้องรับผิดชอบ เมื่อถอยออกมาแล้ว ก็จับสายลับมาสอบถาม ฝ่ายสายลับก็งงในคำพูดของทหารพม่า ไม่รอช้ารีบไปยังบริเวณฐานกู้ชาติของหนุ่มศึกหาญทันที แต่สิ่งที่พบคือ ป่า และภูเขา เมื่อเห็นกับตาอย่างนี้แล้ว ฝ่ายพม่าตัดสินใจทันทีว่า นั่นคือผีพระนเรศวรมาช่วยหน่วยกู้ชาติไทยใหญ่ เพราะบริเวณนั้นอยู่ใกล้พระเจดีย์ พระนเรศวร ที่เมืองหาง แล้วทั้งสายลับและทหารพม่าก็อดสงบปากไม่ได้ จึงพากันโพนทะนาเรื่องถูกผีหลอกอย่างตื่นเต้น ต่อมาอีกคราวหนึ่งเจ้าเสือเครือผู้ร่วมงานของหนุ่มศึกหาร กำลังนอนพักอยู่ในถ้ำในดงลึก พระองค์มาปลุกว่าให้รีบออกจากถ้ำนี้อย่างรีบด่วน เจ้าเสือเครือพร้อมผู้ร่วมงาน จึงรีบสลัดความง่วงหนีออกจากถ้ำนั้นอย่างรีบด่วน แล้วภายในสามชั่วโมง หน่วยล่าสังหารก็เข้าไปทำลายบริเวณถ้ำนั้น อย่างราบเรียบ การขัดขวางการทำลายของพม่าได้เช่นนี้ อุนุแค้นมากจึงให้เอาระเบิดไปทำลายพระเจดีย์เหล่านั้นเสีย ชาวไตเมืองหางต่างสะอื้นไห้ เมื่อเห็นกองมูขุนหอคำไตถูกทำลายราบเรียบเป็นหน้ากอง ทุกคนต่างเก็บเศษอิฐ ไปสักการะบูชาที่บ้านของตน ซึ่งทุกวันนี้ทางการไทยได้นำอิฐเหล่านั้น ไปกองแล้วสร้างพระเจดีย์ขึ้นแทนใหม่ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่แล้ว

นับจากนั้นเป็นต้นมา ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ก็เริ่มจับอาวุธขึ้นสู้เหมือนไทยใหญ่ ในปี 2503 อุนุเห็นท่าไม่ดีจึงเชิญเจ้าฟ้ารัฐฉานและผู้นำชาติพันธุ์มาประชุมที่เมืองตองยี ขอยืดเวลาแยกตัวออกไปอีก 5 ปี ช่วงเวลาดังกล่าวพม่าเห็นว่า รัฐฉานจะเป็นหัวหอกในการแยกตัว เป็นเอกราช จะเป็นตัวอย่างให้ชาติพันธุ์อื่นเป็นแน่ คราวนี้จึงมุ่งทำลายรัฐฉานให้หมดสภาพเป็นประเทศต่อไปหนักมือยิ่งขึ้น ทั้งเก็บ ทั้งฆ่าทำลาย ทุกคนที่จะคิดแยกตัวออกจากพม่า บ้านเมืองวุ่นวายมาก อุนุจึงวางแผนจะจับคนอยู่เบื้องหลังการกู้ชาติ ให้หมด จึงแสดงเล่ห์สกปรกออกมาอีก หลังจากเล่ห์สัญญาปางหลวง ชาติพันธุ์ ไม่เชื่อถือแล้ว คราวนี้ ประกาศต่อผู้สื่อข่าวว่าถ้าชาติพันธุ์จะแยกก็ต้องให้แยก นั่น! เอาเข้านั่น!! แต่ก่อนจะแยกต้องเชิญชาติพันธุ์มาประชุมร่วมกันก่อน จากนั้นพม่าทำหนังสือเชิญเจ้าฟ้า และผู้นำชาติพันธุ์ มาประชุม ณ โรงแรมกัมโพช กรุงย่างกุ้ง ในวันที่ 29 กันยายน 2505 วันที่ 28 กันยายน เจ้าฟ้าและผู้นำชาติพันธุ์ทุกหมู่เหล่าก็มาประชุมทานอาหารร่วมกัน ณ โรงแรมชั้นหนึ่ง ในวันนั้น กองทัพพม่าแต่งเครื่องแบบเข้าประชุมเต็มยศ พร้อมคณะรัฐมนตรี เจตนาจะสร้างขวัญของชาติพันธุ์ให้กระเจิง เมื่อชาติพันธุ์เห็นพฤติกรรมของพม่าในที่ประชุม ก็มองออกว่า พม่าไม่ยอมให้ชาติพันธุ์แยกออกแน่

อุนุกล่าวในที่ประชุมโดยสรุปว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าร่วมคราวนี้ การประชุมคราวนี้จุดประสงค์คือ สหภาพต้องการทราบความต้องการของชาติพันธุ์ว่า เมื่อแยกประเทศไปแล้วจะนำประเทศไปในทิศทางใด ในฐานะที่พม่าเป็นพี่ใหญ่และเป็นพี่เลี้ยงตลอดมา ก็อยากจะทราบข้อเสนอของแต่ละชาติพันธุ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ ด้วยความปรารถนาดี ที่จะให้แยกตัวออกไป จึงขอเสนอหลักการ 2 ข้อ คือหนึ่งประเทศที่ยังไม่พร้อม ก็อย่าเพิ่งแยกออกไป ประเดี๋ยวไปตกอยู่ใต้อิทธิพลของ คอมมิวนิสต์ สอง ขอให้ทุกชาติพันธุ์ ช่วยปราบปรามการตั้งกองกำลังก่อการร้าย ทำลายกองทัพพม่าที่ไปรักษาความสงบให้ประเทศพม่า อย่างที่ไตกำลังทำอยู่ขณะนี้ ให้หมดสิ้นไป เมื่ออุนุพูดจบ ที่ประชุมเงียบกริบ! ไม่มีใครกล้าพูด เพราะในดินแดนของทุกชาติพันธุ์ มีตำรวจ ทหารพม่า ประจำอยู่ทุกรัฐ ถ้าพูดไม่ดีครอบครัวทางบ้านจะได้รับอันตราย

แต่เจ้าฟ้าแห่งสีป้อ ทนไม่ได้กับคำพูดของอุนุ ที่ว่า ทัพพม่าตำรวจพม่า ที่ไปประจำในรัฐของชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น รัฐฉาน เป็นต้นนั้น ไปรักษาความสงบให้ประเทศพม่า นั่นมันตู่เอาดินแดนของรัฐฉาน ซึ่งเป็นคนละเชื้อชาติมาเป็นของพม่าหน้าตาเฉย ความแค้นที่เหลืออดของท่าน ทำให้ท่านยกมือขอพูด อุนุอนุญาต การพูดของเจ้าฟ้าจาแสงแห่งสีป้อ แสบทรวงของพม่าอย่างชนิดที่เรียกว่าดิ้นพล่านเหมือนปลาถูกทุบหัว แล้วคืนวันนั้นเอง ท่านก็ถูกเนวินเก็บพร้อมกับจับเจ้าฟ้าองค์อื่นๆเข้าคุกจนหมด สำหรับคำพูดของเจ้าฟ้าจาแสงจะเล่าให้อ่านในสัญญาปางหลวง 4 ต่อไป