จาก ‘บิ๊กติ๊ก’ ถึง ‘บิ๊กป้อม’ และ ‘โจชัว หว่อง’ จุดอ่อนไหว ‘การเมือง’

ไปๆ มาๆ กระทรวงกลาโหมกลายเป็น “ตำบลกระสุนตก”

กระสุนนัดแรก ตกลงส่งท้ายปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการไปเมื่อสิ้นเดือนกันยายน

กระสุนนัดนี้ ตั้งใจเปิดเผยภาพ พล.อ.ปรีชา ที่นั่งบนเก้าอี้หรู เปิดเผยภาพของ นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยา

และยังเปิดเผยข้อมูลบริษัทของลูกชาย พล.อ.ปรีชา ที่ได้งานในพื้นที่ภาคเหนือจำนวนมาก

กระสุนนัดต่อมา ตกลงภายหลังจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ เดินทางไปฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา

การเดินทางครั้งนี้ พล.อ.ประวิตรนำคณะไปทั้งสิ้น 38 คน ไปประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน-สหรัฐ

ใช้บริการการบินไทย โดยการเช่าเหมาลำ

ใช้เงินประมาณ 20.9 ล้านบาท

ส่วนกระสุนลูกสุดท้าย เป็นการตัดสินใจของฝ่ายความมั่นคง หลังจาก นายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยชาวฮ่องกง ได้รับเชิญจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้เดินทางมาปาฐกถาในงานรำลึก 40 ปี 6 ตุลาคม 2519

การเดินทางมาครั้งนี้นายโจชัว หว่อง ขึ้นเครื่องจากฮ่องกงมาถึงประเทศไทยในวันที่ 5 ตุลาคม ก่อนกำหนดการปาฐกถา

แต่นายโจชัว หว่อง ไม่สามารถเข้าประเทศไทยได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกักตัวไว้

ตามเฟซบุ๊กของนายโจชัว หว่อง ระบุว่า ถูกกักตัว 12 ชั่วโมง จากนั้นไทยได้ส่งตัวกลับ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยระบุสาเหตุว่า ไม่ต้องการให้ใช้ประเทศไทยสร้างความปั่นป่วน

ทั้ง 3 เหตุการณ์ เปรียบเหมือนกระสุน 3 ลูกที่ตกใส่รัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ 1 กรณี พล.อ.ปรีชา ภรรยา และลูก กับเหตุการณ์ที่ 2 กรณี พล.อ.ประวิตร ว่าน่าจะมีแหล่งข่าวจากภายใน

กรณีภาพถ่ายเปิดฝายแม่ผ่องพรรณ น่าจะมีการบันทึกไว้โดย “คนใน”

กรณีภาพเอกสารข้อมูลการใช้จ่ายเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประวิตรและคณะก็แพร่ออกมาจากทางการ

กลายเป็นคำถามว่า การเปิดเผยข้อมูลทั้ง 2 กรณี มีนัยอะไรหรือไม่

กรณีการพาดพิงถึง พล.อ.ปรีชา ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ในช่วงต้น

และกรณีการพาดพิงถึงการเดินทางของ พล.อ.ประวิตรที่ไปปฏิบัติราชการที่ฮาวายในช่วงต่อมา

ได้ส่งสัญญาณรอยร้าวภายในรัฐบาลหรือเปล่า

 

ขณะเดียวกัน กรณี โจชัว หว่อง ที่ฝ่ายไทยไม่ยินยอมให้เข้าประเทศ และส่งตัวกลับฮ่องกง ก็ปลุกให้เกิดกระแสตำหนิไทยอย่างต่อเนื่อง

เริ่มตั้งแต่ตัวนายโจชัว หว่อง แสดงความผิดหวัง และข้องใจถึงข้ออ้างที่ฝ่ายไทยไม่ยอมให้เข้าประเทศ

พร้อมทั้งกระทุ้งให้ทางการฮ่องกงพิสูจน์เรื่องแบล๊กลิสต์

ถัดมาคือนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่จัดงานและเป็นผู้เชิญนายโจชัว หว่อง มาปาฐกถา

ตามมาด้วยสภานิสิตจุฬาฯ ที่ออกแถลงการณ์ในวันที่เจ้าหน้าที่ควบคุมนายโจชัว หว่อง และส่งตัวกลับ

เช่นเดียวกับกลุ่มประชาธิปไตยใหม่และเครือข่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยก็ออกมาทำกิจกรรม

สุดท้ายเป็นความเคลื่อนไหวจากโลกที่มองว่า การกระทำของไทยเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติ

เป็นข้อพิสูจน์ภายหลังจากไทยประกาศบนเวทียูเอ็นว่าผ่อนคลายกฎเหล็กลงแล้ว

เป็นข้อพิสูจน์เรื่องการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

เป็นการย้ำรอยร้าวจากภายนอก !

 

จากกรณีที่เกิดขึ้น ฝ่ายรัฐบาลได้ให้น้ำหนักกับประเด็นรอยร้าวภายในอย่างรวดเร็ว

สามารถจับอาการได้จากทีมงานโฆษกรัฐบาลและทีมงานโฆษกกระทรวงกลาโหม ที่ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงข่าว “บินฮาวาย”

จับถ้อยคำแถลงในครั้งนั้นได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนสั่งให้ออกมาเคลียร์ เพราะรู้สึกไม่สบายใจ

ทีมแถลงข่าวยืนยันว่าการเดินทางของ พล.อ.ประวิตร และคณะ เป็นการปฏิบัติหน้าที่

ผลจากการปฏิบัติหน้าที่ทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์

พร้อมกับซัด “กลุ่มการเมือง” ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นกลุ่มไหน ว่าต้องการบั่นทอนรัฐบาล

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ “มีความพยายามของกลุ่มการเมืองที่กำลังถูกดำเนินคดีแล้ว พยายามเปิดประเด็นให้เห็นว่าฉันชั่วแกก็ชั่วเหมือนกันหรือไม่”

“ฉันเลวแกก็เลวเหมือนกันหรือไม่”

กลุ่มการเมืองนั้นอาจจะมองว่าเป็นกลุ่มการเมืองเดิมก็ได้

หรือจะตีความเป็นกลุ่มการเมืองไหนก็ได้เหมือนกัน

แต่มุมมองของรัฐบาลเห็นว่า กรณีที่เกิดจาก “การเมือง” แทรก

 

ดูเหมือนว่าการรุกกลับของฝ่ายรัฐบาลในประเด็นของ พล.อ.ประวิตร ทำให้รัฐบาลได้เปรียบขึ้น

ทั้งนี้ เพราะทุกอย่างเมื่อเปิดเผยออกมา ทั้งรายชื่อผู้ร่วมคณะ รวมไปถึงการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของคณะ พล.อ.ประวิตรในการปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ กับค่าใช้จ่ายของคณะผู้บริหารประเทศหลายชุด

มีจำนวนเงินที่ใกล้เคียงกัน และเป็นจำนวนเงินที่พิสูจน์ว่า “เข้ากระเป๋า” การบินไทย

หมายถึงควักจากกระเป๋าซ้ายใส่กระเป๋าขวา

จากข้อมูลที่เปิดเผย ทำให้หลายฝ่ายออกมาสนับสนุน

ไม่ว่าจะเป็นสหภาพการบินไทยที่มองว่า ราคา 20.9 ล้านบาทนั้นปกติ

 

ไม่ว่าจะเป็นการแสดงตัวตนของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศข่าวช่อง 5 ที่ยืนยันว่าไม่ได้ร่วมคณะไปด้วย

รวมไปถึงการยืนยันจาก นายภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ในฐานะอนุกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่าไม่ได้ไป

ขณะที่รายชื่ออื่นๆ ล้วนมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน-จีนทั้งสิ้น

เป็นข้อพิสูจน์ว่า “ทองแท้ ย่อมไม่แพ้ไฟ”

 

การเปิดเผยข้อเท็จจริงในทันที การยืนยันทุกอย่างกันจะจะ อาจเป็นวิธีต่อกรกับเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองได้ดี

การแสดงให้เห็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวมเหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว ย่อมทำให้ได้ชัยชนะบนเวทีการเมือง

หาก พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า การเดินทางไปสหรัฐอเมริกามี

ผลงอกงาม และคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ

อีกไม่นานข่าวคราวเรื่องนี้ก็จะยุติ

ถ้าภรรยาและบุตรของ พล.อ.ปรีชา ยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดนั้นมิได้ใช้อภิสิทธิ์มาเอื้อประโยชน์ส่วนตัว

อีกไม่นานข้อสรุปต่างๆ ก็จะออกมาเป็นบวก

เช่นเดียวกับการตัดสินใจต่อโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกงในครั้งนี้

หากการกักตัวและส่งกลับในครั้งนี้สร้างประโยชน์ให้แก่คนส่วนใหญ่ ทุกอย่างย่อมคลี่คลายในไม่ช้า

แต่การเคลื่อนไหวของนายโจชัว หว่อง ให้ประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่มากกว่า

รัฐบาลไทยก็ต้องรอรับผลจากการตัดสินใจเช่นกัน

จังหวะก้าวของรัฐบาลในตอนนี้ เริ่มส่งสัญญาณแห่งความอ่อนไหว

ทั้งความอ่อนไหวจากภายในและความอ่อนไหวจากภายนอก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon