หน้าแรก คอลัมนิสต์ ถูก-ผิดที่พ้น...

ถูก-ผิดที่พ้นกฎหมาย โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

10.10.16 | 11:00 น.

รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายตอบผู้สื่อข่าวว่า การที่บุตรชายพลเอกปรีชา จันทร์โอชาใช้บ้านพักของบิดาในค่ายทหารเป็นสถานที่จดทะเบียนในการทำธุรกิจ ไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจผิดระเบียบการใช้บ้านพักของกระทรวงกลาโหม

ผมไม่ทราบว่าเหตุใดผู้สื่อข่าวจึงเลือกถามกับรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เหตุใดจึงไม่ถามกับรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, ฝ่ายเศรษฐกิจ หรือฝ่ายอื่นๆ ได้แต่เดาเอาว่าผู้สื่อข่าวคิดว่าประเด็นหลักที่ต้องเสนอผู้อ่านคือ การกระทำเช่นนั้นถูกหรือผิด

แต่ถูกหรือผิดของมนุษย์เรามันมีแค่กฎหมายหรือครับ ถ้าอย่างนั้นฉี่ในลิฟต์ก็ไม่น่าเป็นไร เพราะผมเข้าใจว่าไม่มีกฎหมายไทยห้ามเอาไว้

รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายบอกให้นักข่าวนึกเปรียบเทียบกับบ้านเช่า เมื่อเจ้าของบ้านตกลงให้เราเช่าโดยไม่มีเงื่อนไขอื่นใดแล้ว เราย่อมใช้บ้านเช่านั้นทำธุรกิจหรืออื่นๆ ซึ่งไม่ผิดกฎหมายได้

ทำไมต้องเทียบกับบ้านเช่า ก็เกินสติปัญญาของผมจะรู้ได้ เพราะที่น่าจะเอาไปเทียบมากกว่าคือกุฏิพระ เพราะวัดให้อยู่ฟรีเหมือนกับบ้านพักทหารในค่ายทหาร ทำอะไรในกุฏิได้หรือไม่ ออกจะคลุมเครือไม่ชัดเจน เพราะไม่มีกฎหมายระบุไว้ชัดๆ เช่นทำอะไรที่พระวินัยห้ามเอาไว้ได้หรือไม่ ในแง่หนึ่งก็ได้ และพระภิกษุที่ไหนๆ ก็เคยล่วงพระวินัยในกุฏิมาแล้วเกือบทั้งนั้น เพียงแต่เป็นการละเมิดที่ไม่ร้ายแรงนัก (เช่นไหนๆ ก็อยู่รูปเดียวอยู่แล้ว จึงยืนฉี่) แต่ล่วงละเมิดพระวินัยถึงขั้นปาราชิก ดูก็ไม่ควร แต่ในความเป็นจริง พระภิกษุมักไม่มีที่จะล่วงละเมิดพระวินัยขั้นปาราชิกได้สะดวกไปกว่าในกุฏิ และก็ถูกจับได้ในกุฏินั้นเอง

Advertisement

ควรหรือไม่ควรทำอะไรในกุฏิจึงไม่มีข้อกำหนดชัดนัก จะถือพระวินัยก็ไม่ช่วยให้ตัดสินได้ง่าย เพราะถึงนอกกุฏิก็ไม่ควรละเมิดพระวินัยอยู่นั่นเอง เพราะท่านไม่ได้บัญญัติพระวินัยไว้สำหรับการอยู่อาศัยในกุฏิ ถูก-ผิดไม่ได้ถูกกำหนดจากพระวินัยหรือกฎหมายเพียงอย่างเดียว บุคคลพึงใช้วิจารณญาณในการวินิจฉัยถูก-ผิดด้วยสติปัญญาของตนเองด้วย

ลองใช้วิจารณญาณไตร่ตรองดูเอาเองว่า การใช้บ้านพักราชการทำธุรกิจจะเป็นการควรหรือไม่ ในความเป็นจริง มีการใช้บ้านพักราชการขายข้าวแกง หรือแม้แต่ทำเป็นร้านสะดวกซื้อ ผมก็เคยเห็นมาแล้ว แต่เกือบทั้งหมดที่ผมเคยเห็นมา ล้วนมุ่งไปที่ตลาดภายใน คือผู้พักอาศัยในบ้านพักด้วยกันเป็นหลัก หรือถึงเปิดให้คนภายนอกมาใช้บริการด้วย ก็มักเป็นหน่วยราชการที่ไม่มีอะไรจะปิดบังแก่คนนอกอยู่แล้ว ถึงจะมีคนนอกเดินเข้าเดินออกมาใช้บริการก็ไม่เสียหายแก่ราชการ

ตรงกันข้าม บ้านพักทหารมักตั้งในหน่วยทหาร ซึ่งราชการไทยถือว่าเป็นความลับที่เปิดให้คนนอกเห็นไม่ได้ จึงไม่ควรทำธุรกิจในบ้านพัก ผมเข้าใจว่าระเบียบของกระทรวงกลาโหมที่ห้ามเอาไว้ก็มุ่งที่เหตุนี้ คือกลัวจะเสียลับนั่นเอง

ถ้าเชื่ออย่างที่ผมเชื่อว่า ลักษณะทางกายภาพของค่ายทหารนั้นไม่เป็นความลับสำคัญอะไรอีกแล้ว เพราะเปิดดูในกูเกิลแมปก็แทบจะเห็นได้ทุกซอกทุกมุมอยู่แล้ว ก็ต้องรณรงค์ให้กระทรวงกลาโหมเลิกระเบียบดังกล่าวเสียก่อน

ถูก-ผิดจึงเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่ากฎหมาย เพราะแม้แต่สิ่งที่กฎหมายบอกว่าผิด สติปัญญาและมโนธรรมของเราก็อาจบอกได้ว่าไม่น่าจะผิด ที่กฎหมายบอกว่าผิดก็อาจเกิดจากผู้ออกกฎหมายใช้ประโยชน์จากกฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งศัตรูของตน หรือเพื่อรักษาประโยชน์ของตนเองต่างหาก

ผมคิดว่าท่าทีในเชิงวิพากษ์ต่อกฎหมายนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่พร้อมจะยอมรับกฎหมายทุกอย่างที่ผู้มีอำนาจประกาศใช้

ผมยอมรับว่าท่าทีอย่างนี้ อาจเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนขึ้นในบ้านเมืองได้ เพราะผู้ที่ไม่ยอมรับกฎหมายก็อาจใช้กำลังต่อสู้ขัดขวางอำนาจของกฎหมายที่ตนไม่เห็นชอบได้ แต่ตรงกันข้ามกับความปั่นป่วนวุ่นวายในรูปนี้ ก็คือการยอมรับกฎหมายอย่างไม่รู้จักวิพากษ์ นั่นคือเปิดโอกาสให้บ้านเมืองถูกนักเลงหัวไม้ใช้กำลังเข้ามาควบคุมเพื่อประโยชน์ของกลุ่มนักเลงหัวไม้เอง นี่เป็นความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งดูภายนอกเหมือนสงบเรียบร้อย แต่ที่จริงแล้วทำความเสียหายแก่บ้านเมืองไม่น้อยไปกว่ากันเลย หรืออาจจะมากกว่าซ้ำ

จุดที่พอดี หรือทางสายกลางระหว่างความปั่นป่วนวุ่นวายสองรูปแบบนี้ต่างหาก ที่เราควรแสวงหา ไม่ใช่มองแต่ความสงบที่ผิวๆ แล้วบอกให้ทุกคนยอมจำนนต่อนักเลงหัวไม้ หรือในทางตรงกันข้าม ละเมิดกฎหมายทุกชนิด เพื่อให้ได้มาสิ่งที่เชื่อว่าดีแก่บ้านเมืองมากกว่า เช่น ปฏิรูป, ขจัดคนโกง, ฯลฯ

เกณฑ์สำหรับการหาจุดพอดีก็คือ กฎหมายที่ออกมาแต่ละฉบับต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน ผมรู้ว่านี่อาจเป็นเกณฑ์ที่แรงเกินไปแก่คนไทยจำนวนไม่น้อย เพราะเท่ากับบังคับว่ากฎหมายต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเสมอ

แต่ “ความยินยอม” ของประชาชนเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่สุดอยู่แล้ว แม้ว่ากระบวนการแสวงหาความยินยอมอาจไม่จำเป็นต้องมาจากรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งเสมอไป แต่อย่างน้อยต้องมีสัญญาณของ “ความยินยอม” ให้เห็นบ้าง เช่น คณะรัฐประหารทุกชุดจะออกกฎหมาย หรือมีคำสั่งห้ามวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงออก เพื่อคัดค้านการกระทำ, คำสั่ง หรือกฎหมายของคณะรัฐประหารไม่ได้อย่างเด็ดขาด หากคณะรัฐประหารชุดใดละเมิดเสรีภาพในข้อนี้ ให้ถือว่าคำสั่งและกฎหมายทุกฉบับที่คณะรัฐประหารนั้นออกมา ไม่ชอบด้วยประเพณีการปกครองของประเทศ ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายตุลาการถือว่าเป็นกฎหมายหรือคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตามเป็นอันขาด

การทำให้ถูก-ผิดตัดสินกันได้ด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว คือการลิดรอนอำนาจของประชาชนลงนั่นเอง หรือคือการเพิ่มอำนาจให้แก่นักกฎหมายและชนชั้นนำ เพราะกฎหมายย่อมเป็นสิ่งที่ “ชักใย” ได้เสมอ (manipulate) จะให้ชักไปทางไหนก็ได้ เช่นกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับเดียว ซึ่งไม่เคยออกมาด้วยความยินยอมของประชาชนเลย ก็เว้นโทษให้แก่ฆาตกรผู้เข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองในเหตุการณ์ 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภามหาโหด 2535, และเมษา-พฤษภา 2553 ได้ทั้งหมด จนการเข่นฆ่าประชาชนกลายเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในการเมืองไทยเสียยิ่งกว่าการเลือกตั้งสืบมาจนทุกวันนี้

กฎหมายถูก “ชักใย” ได้ง่าย เช่นเดียวกับนักกฎหมายก็ถูก “ชักใย” ได้ง่ายเหมือนกัน หากเอาถูก-ผิดไปผูกติดกับกฎหมายเพียงอย่างเดียว ถูก-ผิดในสังคมไทยก็จะถูก “ชักใย” ไปตามวาทะของนักกฎหมาย ที่ถูกผู้มีอำนาจ “ชักใย” อีกต่อหนึ่ง