ที่เห็นและเป็นไป : ‘สนิมเนื้อใน’ยากไปต่อ : โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

ที่เห็นและเป็นไป : ‘สนิมเนื้อใน’ยากไปต่อ : โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

ที่เห็นและเป็นไป : ‘สนิมเนื้อใน’ยากไปต่อ

แม้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะใช้โอกาสที่ประเทศซาอุดีอาระเบียยอมที่จะเจริญสัมพันธไมตรีกับไทยอีกครั้ง หลังจากวางท่าทีบูดบึ้งใส่มายาวนานถึง 32 ปี มาป่าวร้องเป็นความสำเร็จกลบเรื่องราวสะท้อนเสถียรภาพรัฐบาลที่เกิดขึ้น

แต่นั่น หากเป็นไปได้ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น อีกไม่นานกระแสที่อาศัยบอกเล่าได้ว่าเป็นความสำเร็จก็จะจางไป

ทว่า ปัจจัยที่ส่งผลสะเทือนต่อการรักษาอำนาจไว้ได้นั้น ท้าทายความสามารถในการบริหารจัดการ ควบคุมของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม มีความเชื่อกันว่าความเป็นไปที่ส่งผลต่ออำนาจของ “พล.อ.ประยุทธ์” ขณะนี้มีความอ่อนไหวยิ่ง

สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะยังดำรงสภาพอยู่ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก 2 ด้าน คือปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน

ปัจจัยภายนอกหนุนเสริม หรือเสียดทานทำลาย ปัจจัยภายในแข็งแกร่งหรือเสื่อมสภาพ ถดถอยหลังที่จะรับมือแรงเสียดทาน หรือรุมเร้าทำลายเสียเอง

แม้ว่าการสืบทอดอำนาจจาก “ผู้นำรัฐประหาร” มาอาศัย “เสื้อคลุมประชาธิปไตย” จะถูกต่อต้าน และมุ่งโค่นล้มจากปัจจัยภายนอก

แต่ถือว่าการบริหารจัดการของ “พล.อ.ประยุทธ์” ประสบความสำเร็จ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นไม่มีพลังพอที่จะทำให้ต้องสะดุ้งสะเทือน

ฝ่ายค้านทำได้แต่หาข้อมูลมาโจมตีไปวันๆ ฝ่าด่านระบบรัฐสภาที่ออกมาคุ้มครองอย่างเข้มแข็งไม่สำเร็จ และมองไม่เห็นว่าทางที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ

ฝ่ายค้านเองที่ถูกรุกไล่ให้สูญเสียทั้งกำลังพลที่ถูกดูดไป จนถึงกับกังวลอยู่ไม่เลิกราว่าจะถูก “ยุบพรรค” ประชาชนแม้จะเคยรวมพลังสร้างแรงกดดันอย่างมีความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ แต่ถึงวันนี้พิสูจน์แล้วว่ากลไกอำนาจที่ถูกออกแบบไว้แข็งแกร่งจนทำให้ไม่ว่าใครก็ตามที่ออกมาต่อต้านล้วนถูกทำลายด้วยการมอบชะตากรรมเลวร้ายให้ต้องเข็ดหลาบ พร้อมกับความเกรงกลัวในระดับขนลุกจนพอง

เป็นอำนาจยากจะต้านทาน

สำหรับคนที่มีความเชื่อว่า กระแสโลก หรือท่าทีและแรงกดดันที่เกิดจากนานาชาติจะทำให้การยึดครองอำนาจด้วยวิธีสร้างความกังขาสำหรับระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้จะทำให้อยู่ได้ลำบาก ถึงวันนี้พิสูจน์แล้วเช่นกันว่า ท่าทีหรือแรงกดดันนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นแค่ละครเพื่อผลประโยชน์ของแต่ละประเทศที่ไม่ได้มีความจริงอะไร จนถึงขนาดสร้างความสั่นไหวให้เกิดขึ้น

ดังนั้นลำพัง ปัจจัยจากภายนอก “พล.อ.ประยุทธ์” ยังเดินยิ้มได้สบายด้วยโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบไว้คุ้มครอง

และนี่เองที่ทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ยืนอยู่ในอำนาจย่างเข้าสู่ปีที่ 8 อย่างมั่นอกมั่นใจ

แรงกดดันจากภายนอก แม้จะมีอย่างต่อเนื่อง และเอาจริงเอาจัง ไม่สามารถทำให้ต้องแยแสสนใจได้

เพียงแต่ที่ผ่านไปแล้ว 8 ปีนี้ เกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้เห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายในไปทาง “เสื่อมสภาพอยู่ไม่น้อย”

ที่สำคัญ “ความเสื่อมสภาพ” นั้นเกิดขึ้นในส่วนที่เป็นปัจจัยหลักประกอบขึ้นเป็นอำนาจ

เริ่มจากบารมีสะสมในอำนาจ อันเกิดจากการสร้างอิทธิพลของ “3 ป.” ต่อกลไกที่ควบคุม ขับเคลื่อนประเทศ ถึงวันนี้ “3 ป.” ต้องออกมายืนยันถึงความสัมพันธ์ที่กลมเกลียว ยังเป็นหนึ่งเดียวอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน แต่กลับไม่สามารถกลบความเชื่อที่ว่า “เสื่อมรัก สิ้นไมตรีอย่างที่เคยเป็น” ได้

สภาพเช่นนี้ขยายความคิดเลือกข้างกับคนที่แวดล้อม โดยเฉพาะผู้ที่หาโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับแสวงผลประโยชน์ให้ตัวเอง

ความแตกแยก ขัดแย้ง แม้เพียงในใจย่อมส่งผลให้เกิดรอยร้าวต่อเครือข่ายที่ปกติก็แย่งชิงโอกาสกันอยู่แล้ว

ตามมาด้วย “พลังประชารัฐ” พรรคแกนนำที่ค้ำบัลลังก์อำนาจ ที่ถึงวันนี้ชัดเจนแล้วว่า “แตก” ที่สำคัญคือเริ่มรับรู้สู่ภายนอกแล้วว่า “กลุ่มต่างๆ ที่ประกอบขึ้นอย่างหลวมๆ” เริ่มที่จะเหลียวหน้ามองหลังแล้วว่า “จะยังเป็นรังที่อิ่มอุ่นต่อไปได้หรือไม่” ทำให้เป็นไปได้ว่าที่จะตามมาคือ “การส่ายตาหาทางเก็บตุนไว้ดูแลตัวเองในอนาคตที่ไม่แน่นอนกันอย่างครึกโครม” และมองหาบ้านใหม่ที่ให้ “ความอุ่นใจว่าจะอยู่อย่างอิ่มเอมได้มากกว่า”

เรื่องราวเหล่านี้เกิดให้เห็นแล้ว โดยไม่ต้องตั้งใจสังเกตอะไรมากนัก

ขณะที่ “พรรคร่วมรัฐบาล” ก็เช่นนั้น มีใครไม่เห็นบ้าง ว่าในช่วงหลัง การสร้างเงื่อนไขเพื่อเรียกร้องการอยู่ร่วมเริ่มสูงขึ้น เป็นการส่งสัญญาณขอไฟเขียวด้วยท่าทีท้าทาย

สภาพเช่นนี้ ไม่ว่าจะตรงจุดไหน การรักษาอำนาจไว้ของ “พล.อ.ประยุทธ์” หนีไม่พ้นที่จะต้อง “ลงทุนด้วยความลำบากใจ”

ด้วยว่า ทุกคนที่เรียกร้อง ล้วนง่ายจะยกเหตุผลที่ชอบธรรมมาอ้าง ไม่ว่าจะเป็น “ฝ่ายค้านมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่าหากปล่อยไว้จะสร้างความเสียหายต่อประเทศ หรือต้องดูความเดือดร้อนของประชาชน-ต้องรักษากฎหมายไว้เป็นหลักให้บ้านเมืองยึดเหนี่ยวหนีจากความล่มสลาย และอื่นๆ”

ซึ่งความหมายรวมถึง พลังจากข้างในเป็นใจส่งเสริมแรงกดดัน เสียดทานจากภายนอก ให้เกิด “ความเสื่อมสภาพของอำนาจ และบารมี”

สภาวะเช่นนี้ ย่อมคาดเดาได้ไม่ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น

และคล้ายว่าจะไม่นานนักแล้ว

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon