หน้าแรก คอลัมนิสต์ เตาเผาขยะ (ตอ...

เตาเผาขยะ (ตอนที่สาม)

3.02.22 | 09:32 น.
เตาเผาขยะ (ตอนที่สาม) ไม่นานมานี้มีข่าวใหญ่ในวงการจัดการขยะทั่วโลก

เตาเผาขยะ (ตอนที่สาม)

ไม่นานมานี้มีข่าวใหญ่ในวงการจัดการขยะทั่วโลก เมื่อ เมืองเซินเจิ้น (Shen Zhen) มลฑลกวางตุ้ง จะสร้างเตาเผาขยะขนาดใหญ่ 5,000 ตันต่อวัน ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการติดตั้งกันมา เตาเผาขยะนี้สามารถรองรับปริมาณขยะหนึ่งในสามของปริมาณขยะรายวันที่เกิดขึ้นในเขตเมือง แล้วยังสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 550 ล้านหน่วยต่อปี

ปัจจุบันเมืองเซินเจิ้นเป็นเมืองอุตสาหกรรมมีประชากรประมาณ 13 ล้านคน เปลี่ยนแปลงจากเมืองชนบทเป็นเมืองอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ในปี 1979 ปริมาณขยะในเขตเมืองมีเพียงวันละ 50 ตัน เพิ่มขึ้น 300 เท่าเป็น 15,000 ตันต่อวัน ปริมาณขยะทั้งหมดถูกจัดเก็บและนำไปกำจัดด้วยระบบฝังกลบที่จะรองรับขยะได้อีกไม่นานนักที่ฝังกลบแห่งนี้เคยเกิดเหตุการณ์กองขยะถล่มในปี 2015กองขยะที่สูงราวภูเขาถล่มไหลเข้าสู่ชุมชนและเขตอุตสาหกรรมทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 69 คน สาเหตุเหล่านี้ทำให้เมืองต้องเร่งหาทางเลือกเพื่อรับมือกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 7% ต่อปี ในที่สุดเตาเผาขยะก็เป็นทางเลือกที่เมืองเซินเจิ้นนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหา

ใช่ว่าการพัฒนาโครงการเตาเผาขยะในประเทศจีนจะราบรื่น เมื่อข่าวของโครงการก่อสร้างเตาเผาขยะขนาดใหญ่เผยแพร่ออกไป ชุมชนบริเวณที่ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ตั้งโครงการเกิดความกังวลรวมตัวแสดงความไม่เห็นด้วยและทำหนังสือร้องเรียนไปที่ฝ่ายบริหารเมืองให้ยกเลิกโครงการ พร้อมประเด็นต่างๆ ที่ชุมชนกังวล เช่น มลพิษทางอากาศที่เกิดจากเตาเผาขยะ ฝุ่นที่อาจตกและปนเปื้อนแหล่งน้ำของเมือง และปัญหาการจัดการกับเถ้าที่เหลือจากการเผา ซึ่งประเด็นเหล่านี้มาจากประสบการณ์จริงที่ชุมชนใกล้เคียงเตาเผาขยะหลายแห่งในประเทศประสบปัญหา

Advertisement

จากข้อมูลในปี 2017 ประเทศจีนมีเตาเผาขยะตามเมืองต่างๆ ประมาณ 250 แห่ง และยังอยู่ในระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้างอีกเกือบ 100 แห่ง จากจำนวนเตาเผาขยะทั้งหมด มีเพียง 77 แห่งที่สามารถแสดงผลด้านการจัดการมลพิษทางอากาศต่อสาธารณะได้ และมีเตาเผาขยะประมาณ 20% ที่มีระบบบำบัดมลพิษต่ำกว่ามาตรฐานซึ่งส่วนใหญ่เป็นเตาเผาที่ก่อสร้างมานานแล้ว

ผลจากการร้องเรียนของชุมชน เมืองเซินเจิ้นจึงเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการตั้งแต่การออกแบบจนถึงการเลือกเทคโนโลยี ต่อมาเมืองได้ทบทวนการออกแบบตามข้อเสนอของชุมชนและจัดจ้างที่ปรึกษาจากประเทศเดนมาร์ก (บริษัท Schmidt Hammer Lassen and Gottlieb Paludan) เพื่อการออกแบบระบบให้เตาเผาขยะแห่งนี้มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเทียบเท่ามาตรฐานในยุโรปเป็นอย่างน้อย และพัฒนาให้เตาเผาขยะแห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการขยะและพลังงานแก่ประชาชนอีกทั้งจะเป็นพัฒนาการใหม่สำหรับเตาเผาขยะที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าให้กับเมืองอื่นๆ

การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือการจ้างที่ปรึกษาที่มีชื่อเสียงมาช่วยให้การออกแบบ ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญของการคลี่คลายความขัดแย้งหรือคลายความกังวลของชุมชน ปัจจัยที่สำคัญคือท่าทีของรัฐและเมืองเซินเจิ้นต่อความกังวลของชุมชน การเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในโครงการและความเชื่อมั่นที่ชุมชนมีต่อรัฐและท้องถิ่นที่เอาจริงเอาจังต่อการบังคับใช้กฎหมายเมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน ในที่สุดโครงการก่อสร้างเตาเผาขยะขนาดใหญ่ก็สามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยความเห็นร่วมกันระหว่างเมืองกับชุมชนในประเด็นสำคัญ ได้แก่

1) เตาเผาขยะแห่งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญอยู่ที่การกำจัดขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน ไม่ใช่การผลิตพลังงานไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าที่ได้เป็นเพียงผลพลอยได้

2) สถานที่ตั้งโครงการต้องมีเขตกันชน (Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน

3) ควบคุมอุณหภูมิในการเผาไม่ต่ำกว่า 800 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไดออกซินหรือสารพิษอื่นๆ และใช้ระบบบำบัดมลพิษทางอากาศที่ทันสมัยที่สุดและใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป มีการแสดงผลการควบคุมมลพิษอย่างต่อเนื่องที่ชุมชนเข้าถึงได้

4) มีการจัดการเถ้าจากการเผาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

เตาเผาขยะแห่งนี้ถูกออกแบบเป็นอาคารรูปวงกลมมีหลังคาครอบคลุมพื้นที่ 66,000 ตารางเมตร และติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เต็มพื้นที่ 44,000 ตารางเมตร สำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้านอกเหนือจากพลังงานไฟฟ้าที่เป็นผลพลอยได้จากเตาเผาขยะ มีเส้นทางที่อำนวยความสะดวกในการดูงานได้ทุกส่วนของระบบ เมื่อเตาเผาขยะแห่งนี้เริ่มเดินระบบ ประเทศจีนจะได้รับประโยชน์จากการลดก๊าซเรือนกระจกครึ่งหนึ่งของก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากระบบฝังกลบ

กรณีของเมืองเซินเจิ้นสะท้อนให้เห็นว่าการคลี่คลายความขัดแย้งหรือข้อกังวลของชุมชนไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือการจัดจ้างที่ปรึกษาที่มีชื่อเสียง แต่มีปัจจัยสำคัญคือท่าทีและการตอบสนองของท้องถิ่นต่อความกังวลของชุมชนซึ่งไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะโครงการ แต่ต้องเป็นวิถีปฏิบัติที่สม่ำเสมอของท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการทำงานตรงไปตรงมา โปร่งใสจนทำให้ชุมชนเกิดความเชื่อมั่น

ข้อมูลจาก : World Economic Forum, “This Chinese megacity is building a giant waste-to-energy plant”, July 2019.
ArchDialy, “World’s Largest Waste-to-Energy Plant Set to Open Next Year in Shenzhen”, January 2019.